ฤาจะเป็นสองนครา
คำว่านครา เป็นคำที่ อาจารย์อเนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรี อว. ท่านเอามาใช้เมื่อหลายปีก่อนที่เขียนเกี่ยวกับทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย แต่ในความหมายที่ผมเอามาใช้ในวันนี้ ก็มาจากรากศัพท์ที่แปลว่าเมือง หรือฝ่าย ที่ต้องการจะสะท้อนมุมความคิดของผมว่า สิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงในวันนี้ หลังจากที่ทรัมป์จะสาบานตนเป็นประธานาธิบดีวันนี้ โลกอาจเริ่มต้นเข้าสู่การแยกเป็นสองระบบการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะสั้นๆก่อน ก่อนที่จะแยกเป็นถาวร หรือกลับมาเป็นโลกยุคโลกาภิวัฒน์แบบไร้พรหมแดนอีกครั้งหรือไม่ ก็ยังต้องขึ้นอยู่กับว่าการดำเนินนโยบายของทรัมป์ จะเจออุปสรรคทางด้านการคลังและการเงินมากน้อยขนาดไหน สามารถรับมือได้ขนาดไหน เกิดข้อขัดแย้งกับเฟดมากน้อยอย่างไร
ผมคิดและเชื่อแบบนี้ เพราะผมประเมินจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ประเทศมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจเรียกว่าเกือบทุกประเทศก็ว่าได้ กำลังกลับมาดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลาย หลังจากหยุดรอดูท่าที่
เห็นได้จากตลาดได้ประเมินโอกาสการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของยุโรปสิ้นเดือนนี้ที่ 100 % การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของจีน Prime Rate ลงมาอยู่ที่ 3.1 % ลดลงจาก 3.7 % เมื่อกลางปี 2567 โดยมีแนวโน้มน่าจะปรับตัวลดได้อีก จากการที่รัฐบาลเน้นนโยบายการเงินผ่อนคลายเพิ่มขึ้นในปี 2568 และตอนนี้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางอังกฤษจะกลับมาปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก ก็สูงมาก
ในขณะที่ญี่ปุ่น ตลาดก็คาดการณ์กว่า 90 % ว่าในสัปดาห์นี้ธนาคารกลางจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ มหาอำนาจเหล่านี้ดำเนินนโยบายการเงินเพื่อกลับสู่ภาวะสมดุลทางเศรษฐกิจ คือรักษาดุลยภาพระหว่างกำลังซื้อ กับราคา ที่ญี่ปุ่นต่างจากเขาเพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่หยุดเติบโตมาหลายสิบปี จากปัญหาการหาจุดเติบโตในประเทศไม่เจอมาอย่างยาวนาน สภาพคล่องถูกกระตุ้นด้วยดอกเบี้ยต่ำแต่ก็ไม่มีใครใช้จ่ายและลงทุนมากพอ จนตอนนี้เริ่มกลับมาเติบโตดีขึ้นอีกครั้ง จึงเป็นเรื่องของการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมปัจจัยด้านราคา แต่สิ่งที่เหมือนกันทุกประเทศ คือการกลับสู่เป้าหมายดุลยภาพ เว้นพี่ไทย ที่ยังไม่ยอมลดดอกเบี้ยลง ซึ่งเชื่อว่าในครึ่งแรกของปีนี้ จะมีการลดดอกเบี้ยลงแน่นอน
ในขณะที่นโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ หน้าเดิม คือการตั้งกำแพงภาษีจากภายนอก และเน้นให้อุตสาหกรรมผู้ผลิตในประเทศตัวเอง ผลิตเพื่อขายคนในประเทศมากขึ้น ลดภาษีธุรกิจและบุคคลลง ลดแรงจูงใจสร้างแรงต้านการลงทุนนอกประเทศ ผลักดันแรงงานของตน ผลักไสแรงงานต่างด้าว นโยบายแบบนี้ คือนโยบายการทำให้เศรษฐกิจในประเทศร้อนแรงต่อเนื่อง เพียงแต่ว่าโดยปกติการทำให้เศรษฐกิจร้อนแรง มันไปพร้อมกับนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายคือดอกเบี้ยต่ำ แต่เมื่อมาใช้กับสหรัฐซึ่งผู้ผลิตกับอุตสาหกรรมมีต้นทุนสูงกว่าข้างนอก มันจึงไม่ได้ไปพร้อมกันกับนโยบายการเงินผ่อนคลาย
ทรัมป์เชื่อว่าเขาน่าจะสามารถควบคุมเงินเฟ้อ หรือนโยบายการเงินให้กลับมาผ่อนคลายได้จริงหรือ อันนี้คือผมคิดว่าเขาคงคิดว่าเขาทำได้แบบนั้น ผมเองไม่เคยเชื่อเลยว่ามันจะทำได้ง่ายๆ เพราะต้นทุนการผลิตในสหรัฐสูงกว่าข้างนอกมาก ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐมีหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะสูงมาก การอัดฉีดให้ผลิตบนสภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ไม่ผ่อนคลาย มันเป็นความเสี่ยงให้กับระบบเศรษฐกิจมาก เว้นแต่สหรัฐจะสามารถหาผู้นำเข้าสินค้าที่มาทดแทนจีนได้ ในราคาแบบจีน เพราะเป้าหมายของการกีดกันการค้าของสหรัฐ คือการตัดแข้งตัดขาจีนเป็นหลัก เพราะเป็นคู่แข่งในเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยี
สิ่งที่อุตสาหกรรมสหรัฐจะต้องปรับตัว คือ การปรับเปลี่ยนแรงงานมาใช้แรงงานภายในประเทศมากขึ้น การกลับมาผลิตมากขึ้นบนการค้นหาว่าผลิตอย่างไรให้ถูกลง คงต้องเป็นเรื่องของการมองหาเทคโนโลยีมาช่วยให้มากๆ แล้วผู้บริโภคของสหรัฐจะกลับมายอมจ่ายซื้อของที่แพงขึ้นกว่าเดิมหลายสิบเปอร์เซ็นต์ หรือไม่ หรือจะทำให้ชาวสหรัฐบริโภคลดลง แล้วในที่สุดผู้ผลิตก็จะเริ่มกังวลเพราะไม่สามารถทำกำไรได้ตามเป้า แล้วส่งเสียงกังวลไปให้ทรัมป์ได้ยิน แล้วทรัมป์ก็จะหาทางปรับปรุงนโยบายของตนเอง ในขณะเดียวกันสินค้าที่จะทดแทนสัญชาตินำเข้าจากจีนได้ ก็อาจจะกลายเป็นสินค้านำเข้าจากอินเดีย และรัสเซีย ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นคู่ค้าใหม่ที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายของทรัมป์ แต่ผมเองก็มองว่ามันคงแทนได้แค่บางส่วน
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้คือ นโยบายการเงินในสหรัฐ เกิดสภาวะไม่แน่นอน จากเดิมคาดการณ์ว่าจะลดลงต่อเนื่อง จนตอนนี้อยู่ในโหมด Wait and See หากนโยบายของทรัมป์เดินหน้าไปไม่สะดุดเลย นโยบายการเงินของสหรัฐก็ต้องกลับมาสู่ภาวะเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง ซึ่งยังไงผมก็เชื่อว่าในที่สุด ก็จะกลับมามีปัญหาด้านดุลยภาพกำลังซื้อที่ลดลงแน่นอน ในที่สุดแล้วด้านอุปทานก็จะมีปัญหาตามมา เพราะผมเชื่อว่า การปรับตัวให้ผลิตสินค้าถูกลงได้มากๆ มันใช้เวลาจริงๆ และไม่ใช่เรื่องง่าย ขนาดประเทศในเอเชีย ยังไม่มีใครสามารถผลิตสินค้าได้ถูกกว่าจีนเลย ทั้งๆที่เอเซียก็มีวัฒนธรรมการขายสินค้าเลียนแบบและกดราคาเก่งกว่าชาวตะวันตก
การพาดหัวข้อของผม จึงสื่อสนองความหมายว่า นคราของโลกใบนี้กำลังวิ่งไปสู่ดุลยภาพ แต่นคราของสหรัฐกำลังไปสู่ความไม่สมดุล สร้างความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ บนสภาพปัจจัยทางการเงินที่อาจต้องกลับมาเร่งตัวขึ้น
โลกจึงจะเริ่มต้นออกเป็นสองนคราแบบนี้ แต่ผมยังไม่รู้ว่ามันจะนานขนาดไหน อีกอย่างครับ ผมก็ไม่เชื่อว่า สหรัฐจะสามารถขี่จีนได้แบบขาดลอย แน่นอนว่า วัฒนธรรมทางการเมืองของประเทศจีน เขาไม่โฉ่งฉ่างแบบออกมาด่า หรือพูดจาเย้ยหยันใครในเวทีโลกเหมือนทรัมป์ เขาจะสุขุม เงียบๆ ว่ามาก็เงียบ ตอบแบบเป็นระบบ เป็นวิชาการ ตามกติกา พันธสัญญาระหว่างประเทศ
แต่บนเนื้อหาและความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีของจีน มันมีความก้าวหน้ามาแล้วมากๆ อย่าลืมว่าประเทศจีนมีเศรษฐกิจที่เติบโตตั้งแต่ 5% ถึง 15 % มาตั้งแต่ปี คศ.1980 นับรวมกันถึง 45 ปี ร่วมๆสิบกว่าปี ที่เติบโตกว่า 10 % เป็นระยะเวลายาวนานมากที่ทำให้จีนมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างมากมายและรวดเร็ว จนขณะนี้การพัฒนา Internet หรือ IT มีความก้าวหน้ามากที่สุดในโลก ตอนนี้เขาก็เริ่มใช้ 6G กันแล้ว รถยนต์ EV มียอดขายมากกว่าสหรัฐ (Tesla) กล่าวคือมากที่สุดในโลก โทรศัพท์มือถือก็อยู่ในอันดับสอง และต้นๆ ของโลกหลายอันดับเลย
การจะไปขวางจีนโดยเน้นแค่เรื่อง AI Chip เป็นหลัก ไม่น่าจะขวางได้ง่ายๆ โดยเฉพาะช่วงผ่อนคลายสงครามทางการค้าที่ผ่านมา ผมว่าจีนได้มีการพัฒนาด้านนี้เองไปอย่างเงียบๆมากมาย ไม่เช่นนั้นโทรศัพท์มือถือของเขา คงไม่สามารถผลิตฟังค์ชั่นอะไรบางอย่างออกมาได้หรอกครับ แต่การที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวเหมือนอย่างตอนนี้ เพราะด้วยภูมิรัฐศาสตร์ที่ทะเลาะกันทั่วโลก
จีนจึงอยู่ในภาวะลำบากที่เศรษฐกิจกลับมาโตได้ลดลง จริงๆอาจโตได้เพียง 3 % เศษ เท่านั้น แต่ด้วยการจำเป็นต้องออกมากระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ใช้เงินมหาศาล ปีละไม่น้อยกว่า 2 ล้านล้านหยวน จึงทำให้เศรษฐกิจยังโตได้ไม่น้อยกว่า 5 % แต่การใช้เงินแบบนี้ก็ทำให้รัฐบาลกลางจีนปาดเหงื่อ เพราะต้องแก้ปัญหาฟองสบู่เรื่องอสังหาริมทรัพย์ที่มาจากช่วงที่เศรษฐกิจจีนร้อนแรงด้วย ปัญหาการเจริญเติบโตของเมืองที่รุดหน้าภาพใหญ่ของประเทศ ทำให้มันมีกำลังซื้อมาหล่อเลี้ยงได้ไม่พอ จึงเป็นปัญหาที่ทำให้จีนไม่มีเงินเฟ้อสูง แต่เป็นปัญหาของไม่มีกำลังซื้อในประเทศ
ผมเล่าให้ฟังมายาว ก็อดไม่กลับมาประเทศไทยไม่ได้ ถึงแม้มหาอำนาจใหญ่เขาจะสร้างคนละนครา เขาก็มีจุดยืนชัดเจนว่าจะทำอะไร
ผมก็ยังมองไม่เห็นว่าจุดยืนของประเทศไทย คืออะไร เรามีจุดยืนอะไรในขณะที่ยักษ์เขาทะเลาะกัน แน่นอนว่าเราคงไม่ไปทะเลาะกับยักษ์แน่นอน แต่เราก็ควรมีจุดยืน เช่นว่า จะมี Dual Tracks อย่างไร US Track อย่างไร China Track อย่างไร ผมไม่เชี่ยวชาญพอจะแนะนำ แต่ผมตั้งคำถามว่า จุดยืนคืออะไร
สิ่งที่สอง คือ ทำไมเราไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ในเมื่อทั้งสองนครา คือการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งคู่ เพียงแต่เขาต่างกันในเรื่องของภาวะเงินเฟ้อ คือบนฐานนโยบายการเงินที่อาจขับเคลื่อนต่างกัน แต่นโยบายการเงินของเรา ดูเหมือนว่าคงต้องขับเคลื่อนคล้ายจีน เราก็ควรยิ่งต้องกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยความสบายใจ ไร้กังวลมากกว่าสหรัฐ แต่ทำไมไม่ทำ
แม้ว่าผู้อ่านจะเห็นว่ามีนโยบายที่ประกาศมาแล้วมากมาย ทั้ง Land-bridge, Entertainment Complex, บ้านเพื่อคนไทย, โครงการ Crypto Sandbox
เรื่องเหล่านี้ มันไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ มันเป็นเรื่องของการพัฒนาอุปทานในระบบเศรษฐกิจ แล้วก็ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา อีกหลายๆปี ถึงจะมีการลงทุนจริงๆ แค่ปีสองปี โลกคงก้าวไปอีกถึงไหนแล้วไม่ทราบ เราอาจเจอปัญหาใหม่ๆอะไรตามมาอีกไม่ทราบได้
เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ คือ การเพิ่มรายได้ การลดรายจ่าย การเพิ่มรายได้เหมือนอย่างการแจกเงินผ่านวอลเล็ต เพียงแต่ผลมันน้อยมากเพราะไปแจกที่คนด้อยโอกาสเป็นหลักก่อน ไม่ใช่แจกไปจ้างงานหรือลงทุน การลดรายจ่าย เหมือนอย่างที่ลดค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าครองชีพ ต้นทุนการผลิต เพิ่งจะเห็นสัญญาณความพยายามไปลดค่าไฟ ยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยเป็นประเทศส่งออกมากกว่านำเข้า การส่งออกของบ้านเรา ไม่ได้อยู่ในระดับมูลค่าเพิ่มขั้นสูง จึงเป็นการส่งออกด้วยการแข่งขันด้านราคา มากกว่าคุณภาพ
แต่เรากลับมีนโยบายขึ้นค่าแรงอย่างต่อเนื่อง ประเทศอื่นๆ ถ้าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาขึ้นค่าแรง ต้องเห็นสัญญาณเงินเฟ้อ ถึงจะทำ แต่เราบอกอย่างเดียวว่าขึ้นเพราะไม่ได้ขึ้นนานแล้ว ในขณะที่ค่าแรงงานมีฝีมือ เขาขึ้นกันเอง หนีของทางการไปมากแล้ว ไม่เห็นฝุ่น
วันนี้นักวิเคราะห์ทุกสาย พูดจาฟันธงว่า ปี 2568 เราหนักกว่าเดิมแน่นอน ผมก็คิดคล้ายกัน อย่าลืมนะครับว่า เศรษฐกิจคือเรื่องของความเชื่อ ถ้าทุกคนเชื่อว่ามันจะไม่ดี ทุกคนก็จะไม่ใช้จ่าย เศรษฐกิจมันก็จะไม่ดีจริงๆ ไม่ต้องไปถามโหรที่ไหน
วันนี้ทุกๆท่านผู้ยิ่งใหญ่ออกมาพูด ช่วยพูดให้ตรงจุดหน่อยครับว่า นโยบายเศรษฐกิจของเรา คืออะไร ที่ขานมาตลอดทางผมเห็นแต่ Supply Economy !!!

