ยุติการฆ่าฟันกันในชายแดนใต้
นายกรัฐมนตรีไปเยี่ยมทั้งสามจังหวัดชายแดนใต้ในวันที่ 16 มกราคม 2568 ซึ่งตรงกับวันครู ดูจากกำหนดการคล้ายกับจะเน้นการแก้ปัญหาการศึกษา โดยนายกฯออกตัวว่า ไม่ถนัดในเรื่องความรุนแรง ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นในวันที่ 13 มกกราคม เกิดเหตุการณ์รุนแรงอันเศร้าสลด คือการวางระเบิดทำร้ายครูใหญ่โรงเรียน ตชด. พ.ต.ท. สุวิทย์ ช่วยเทวฤทธิ์ และลูกชาย ด.ต. โดม ช่วยเทวฤทธิ์ ถึงแก่ชีวิต และผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงได้เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานมามอบแก่ครอบครัว
ผมเคยคาดหวังว่าในการเดินทางสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งแรก นายกรัฐมนตรีจะกล่าวถึงกระบวนการพูดคุยสันติภาพ แม้เพียงการกล่าวสนับสนุนกระบวนการดังกล่าวที่ริเริ่มในสมัยนางสาวยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรีก็ยังดี แต่เรื่องนี้ไม่ปรากฏในรายงานข่าวแม้แต่น้อย นายกฯพูดถึงเรื่องอื่น เช่น โครงการรถไฟทางคู่ไปสุไหงโกลก ว่าจะเร่งรัดให้เสร็จในปี 2570 ส่วนตอนบ่ายไปพบปะนักเรียนและผู้นำศาสนาที่โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ ตามข่าว มีการถ่ายรูปกับนักเรียนอย่างสนุกสนาน พร้อมกล่าวทักทายว่า “อัสลามุอะลัยกุม” ซึ่งผู้เขียนข่าวบอกว่าเป็นภาษามลายู แต่ที่ถูกคือภาษาอาหรับ แปลว่า “ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน” นายกฯยังกล่าวอีกว่า “เราอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะอยู่ศาสนาใดก็ตาม เชื้อชาติใด เป็นคนไทยด้วยกัน ขอรักกัน” กระนั้น เวลาผ่านไปกว่า 21 ปีที่มีความขัดแย้งถึงตาย ถ้าคนไทยรักและห่วงใยคนในจังหวัดชายแดนใต้ ก็น่าก็มีข่าวว่าจะช่วยยุติความขัดแย้งอย่างจริงจังได้แล้ว
สงครามในฉนวนกาซามีคนตายราวครึ่งแสนคน ก็มีข่าวว่าจะมีข้อตกลงหยุดยิงที่จะมีผลในวันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม ส่วนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ “คนไทยด้วยกัน” ได้เสียชีวิตไปแล้วราว 7,000 คน รัฐบาลจะหาทางคลี่คลายอย่างไร
นายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นมือวางลำดับต้น ๆ ของพรรคเพื่อไทยในเรื่องความมั่นคง และทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง (เป็นชาเปอโรน ซึ่งปัจจุบันหมายถึงผู้ดูแลหรือโค้ชให้แก่ผู้เยาว์วัย) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 13 มกราคมว่า ตนได้พูดคุยกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่า เวลาสถานการณ์ปกติเราจะประกาศลดการใช้พื้นที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่เมื่อเกิดสถานการณ์มากขึ้น ก็กลับมาประกาศใช้หรือเพิ่มพื้นที่ ซึ่งมองว่าเป็นไปตามเกมขบวนการเขา ตนจึงคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีการทบทวนว่า ที่ได้นำมาปฏิบัติมีอะไรที่ดีขึ้นหรือไม่ดีขึ้นบ้าง
“ตนคิดว่ามันก็จะเป็นไปอย่างนี้อีก ตราบใดที่ยังไม่มีการพูดคุยกันอย่างจริงจัง และภายในสิ้นเดือนมกราคมนี้น่าจะพูดคุยกันรู้เรื่อง ตนก็ได้บอกไปแล้วว่าหากยังใช้วิธีแบบเดิม ก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง โดยต้องไปทบทวนยุทธศาสตร์ว่า จะทำอย่างไร รวมถึงการตั้งคณะกรรมการเจรจาพูดคุยฯ ก็ต้องทำให้ชัดเจน เพราะหากคณะกรรมการเจรจาดำเนินการแต่ก็ยังมีสถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นอยู่ บอกว่าไม่ใช่วิถีที่จะแก้ไขปัญหา จึงต้องมีการทบทวนอย่างเร่งด่วนในเรื่องนี้ และรอข้อสรุป พร้อมให้คณะที่ปรึกษาของตนซึ่งเป็นทั้งทหารและตำรวจได้ไปคิดทบทวนว่า ปัญหาอยู่ที่ตรงไหน และจะแก้อย่างไร อีกทั้งยังเป็นการเคลียร์ใหม่หมด ในการที่จะเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ข้อจำกัดมีอะไร ไม่เช่นนั้นก็จะไม่แก้ปัญหาและต้องมาคอยตอบคำถาม”
เมื่อถามถึงการลงพื้นที่ว่าจะมีการหยิบยกประเด็นของคณะกรรมการพูดคุยสันติสุขขึ้นมาด้วยหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่าเรื่องสันติสุขต้องดูว่าจะคุยกับใคร ต้องฟังข้อเสนอต่าง ๆ ว่าเป็นอย่างไร และตนจะลงไปพูดคุยหลายที่ที่เป็นจุดสำคัญ เพราะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ปัญหาหลายอย่างดีขึ้น เมื่อถามถึงเหตุผลที่ยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการพูดคุยสันติสุขในขณะนี้ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ต้องทบทวนยุทธศาสตร์ ต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะให้เหมาะสมกับตำแหน่ง หากมีความชัดเจนและมียุทธศาสตร์แบบใหม่ ทุกอย่างก็ต้องดำเนินการตามยุทธศาสตร์
รอมากว่าสองทศวรรษ ถ้ามียุทธศาสตร์ใหม่ภายในเดือนนี้ ก็คงไม่นานเกินรอ ขอเอาใจช่วยให้เป็นยุทธศาสตร์ที่ใช้ได้ โดยแก้ไขความขัดแย้งได้ตรงตามเหตุปัจจัยของมัน
อย่างไรก็ดี ขอแสดงความคิดเห็นประกอบการพิจารณาดังนี้ มีการพูดคุยสันติภาพมากว่าสิบปี ที่ใกล้เคียงกับการตกลงกัน คือการยกร่างข้อตกลงให้อำเภอเจาะไอร้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย แต่ร่างข้อตกลงเป็นอันตกไป ตามข่าวคือ รัฐบาลไม่เห็นด้วยกับการให้ฝ่ายขบวนการลงนามในข้อตกลง เพราะ “จะเป็นการรับรอง” การมีอยู่ของขบวนการอย่างเป็นทางการ
อันที่จริง เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ได้มีการลงนามใน “เอกสารฉันทามติทั่วไปว่าด้วยกระบวนการพูดคุยสันติภาพ” โดยเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตัวแทนบี.อาร์.เอ็น. และมีเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติมาเลเซียร่วมลงนามในฐานะพยาน ทำให้มีการพูดคุยสันติภาพตั้งแต่นั้นมา แม้จะขาด ๆ หยุด ๆ ก็ตาม
สมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน มีการแต่งตั้งนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. เป็นหัวหน้าคณะพูดคุย การพูดคุยมีความคืบหน้า ดังที่ฝ่ายมาเลเซียซึ่งเป็นผู้อำนวยความสะดวกได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2567 ความว่า
1.ผู้อำนวยความสะดวกฯ ขอปิดการประชุมคณะทำงานเทคนิคร่วมครั้งที่ 10 (Joint Working Group-Peace Dialogue Process, JWG-PDP)
2.การประชุมครั้งนี้เป็นการปรึกษาหารือเนื้อหาสาระของกระบวนการสันติภาพ ระหว่างตัวแทนของรัฐบาลไทยนำโดย พลโท ปราโมทย์ พรหมอินทร์ ส่วนคณะตัวแทนของบีอาร์เอ็นนำโดย ดร. นิกมะตุลลาห์ บิน ซือรี (Dr. Nikmatullah Seri)
3.การพบพูดคุยกันครั้งนี้ดำเนินไปในบรรยากาศที่เป็นมิตร มีการแลกเปลี่ยนความเห็นเชิงลึกเกี่ยวกับรายละเอียดการลดการใช้ความรุนแรง/การเป็นปรปักษ์กัน กลไกการติดตามผล และข้อกำหนด (TOR) สำหรับการทำงานของทีมติดตามผล
ฝ่ายรัฐบาลโดยพลโท ปราโมทย์ ได้ชี้แจงว่า การหารือของฝ่ายเทคนิคอยู่ภายใต้สารัตถะ 3 ประการของแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม หรือ JCPP (JOINT COMPREHENSIVE PLAN TOWARDS PEACE) ได้แก่การลดความรุนแรง การหารือสาธารณะ และการเปิดเวทีพูดคุยเรื่องรูปแบบการกระจายอำนาจ และโอกาสความเป็นไปได้ในเรื่องการลงนามใน JCPP และหวังในเรื่องเอกภาพระหว่างฝ่ายทหารกับฝ่ายการเมืองของ BRN ในช่วงที่ผ่านมา บางส่วนของฝ่ายทหารของ BRN อาจไม่เห็นด้วยกับการพูดคุยของฝ่ายการเมือง จึงมักก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่มีการพูดคุยกับฝ่ายรัฐบาล
หลังจากที่นายกฯเศรษฐาถูกศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 คณะพูดคุยสันติภาพก็หมดวาระลงโดยปริยาย เวลาผ่านไปห้าเดือน โดยไม่มีคณะพูดคุยฯชุดใหม่
เมื่อจะมียุทธศาสตร์ใหม่ในปลายเดือนมกราคมดังที่เป็นข่าว ก็น่าจะมีความชัดเจนว่าจะพูดคุยหรือเลิกการพูดคุย ถ้าพูดคุยต่อ จะยอมรับสถานภาพของตัวแทนขบวนการ (หรือ บี.อาร์.เอ็น.) และยอมให้มีการลงนามร่วมกันในข้อตกลงหรือไม่ และทางออกทางการเมืองที่เป็นการกระจายอำนาจสู่การปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษใน จชต. จะเป็นที่ยอมรับหรือไม่
การปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษไม่ใช่หนทางที่จะนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้ในมาตรา 249 อย่างชัดเจนว่า การจัดการปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเอง ตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น ต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 1 ที่บัญญัติว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” อย่างไรก็ดี การปกครองส่วนท้องถิ่นประกอบด้วยสภาท้องถิ่น ซึ่งมาตรา 252 บัญญัติว่าต้องมาจากการเลือกตั้ง ขณะเดียวกันก็บัญญัติว่า “ผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจากการเลือกตั้ง หรือมาจากความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น หรือในกรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ จะได้มาโดยวิธีอื่นก็ได้ แต่ต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ”
นายโกวิทย์ พวงงามเขียนบทความชื่อว่า “ที่มาของผู้ว่าราชการจังหวัดตอบโจทย์การเมืองหรือการพัฒนาจังหวัด” ลงหนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 17 มกราคม โดยเสนอที่มาของผู้ว่าราชการจังหวัดใน 5 รูปแบบ ความโดยย่อดังนี้
1) มีหลักเกณฑ์มาตรฐานในการแต่งตั้ง ต้องดำรงตำแหน่งไม่น้อยกว่าสามปี มีความรู้ความสามารถตรงตามบริบทพื้นที่
2) มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน มีหลักเกณฑ์ เช่น จังหวัดมีความพร้อมทางด้านรายได้ มีความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยว และหลักเกณฑ์อื่นที่มาจากการรับฟังความเห็นของประชาชน [หรือในกรณี จชต. ต้องมีหลักเกณฑ์ที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของชนกลุ่มน้อย (ชาวพุทธในพื้นที่)-ผู้เขียนบทความนี้]
3) มีทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดจากการเลือกตั้งโดยตรง และจากการแต่งตั้ง โดยผู้ที่มาจากการแต่งตั้งเป็นตัวแทนรัฐบาลหรือตัวแทนส่วนราชการประจำจังหวัด [และอาจเรียกชื่อที่ต่างกันบ้าง เช่น เรียกว่าผู้กำกับการจังหวัด-ผู้เขียนบทความนี้]
4) ให้นายก อบจ. ทำหน้าที่แทนผู้ว่าราชการจังหวัด โดยมีการถ่ายโอนภารกิจ งบประมาณ และบุคลากรไปยัง อบจ. ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดจากการแต่งตั้งทำหน้าที่แทนรัฐบาลในการกำกับดูแลและสนับสนุนงานของท้องถิ่น (เหมือนข้อ 3)
5) เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง โดยปรับระบบบริหารราชการให้เหลือ 2 ระดับ ได้แก่ส่วนกลาง (รัฐบาล กระทรวง กรม) และส่วนท้องถิ่น (จังหวัด และเทศบาล โดยยกฐานะ อบต. ให้เป็นเทศบาลทั่วประเทศ)
นายโกวิทย์สรุปลงท้ายว่า ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้งไปตอบโจทย์ทางการเมือง ก็จะขาดโอกาสการพัฒนาจังหวัดอย่างน่าเสียดาย
ผมเลือกชอบทางเลือก 4) ที่อาจใช้ได้กับจังหวัดใน จชต. ส่วนการดำเนินการตามทางเลือก 5) เป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ที่อาจต้องใช้เวลา
สำหรับการพูดคุยสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าทิศทางชัดเจนขึ้น คณะพูดคุยคงต้องประกอบด้วยคนในพื้นที่ ทั้งที่เป็นข้าราชการและภาคประชาสังคม และผู้ทรงคุณวุฒิส่วนกลาง โดยควรเลือกคนที่มีชุดความคิดแบบประชาชนคละไปกับผู้มีความคิดแบบราชการ
ผมหวังว่าการพูดคุยสันติภาพจะมีประสิทธิผลโดยไว แม้วลี Joint Comprehensive Plan Towards Peace (JCPP) จะฟังดูขลัง โดยเฉพาะคำว่า comprehensive ที่แปลว่าครอบคลุมทั่วถึง แต่คำคำนี้อาจทำให้ล่าช้าได้มาก ผมเพียงหวังว่าการพูดคุยจะมีผลลัพธ์เบื้องต้นโดยไว ในทำนองคำประกาศเจตนารมณ์ คล้ายกับที่ได้ประกาศผ่านการลงนามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ในชื่อ General Consensus on Peace Dialogue Process คราวนี้ขอเสนอให้ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายขบวนการร่วมลงนามในเอกสารที่แสดงเจตนารมณ์และหลักการร่วมกัน ซึ่งอาจใช้ชื่อว่า General Consensus on the Basic Principles of Peace Process (เอกสารฉันทามติทั่วไปว่าด้วยหลักการพื้นฐานของกระบวนการสันติภาพ) โดยเป็นข้อความสั้น ๆ ที่จะนำไปพัฒนาเป็นแผนสันติภาพที่ครอบคลุมทั่วถึงในขั้นตอนต่อ ๆ ไป
หลักการพื้นฐานอาจมีดังนี้
1) ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้
2) การสร้างสันติภาพ (peacebuilding) ในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะอาศัยการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง บนพื้นฐานแห่งความยุติธรรมและการเคารพสิทธิมนุษยชน
3) บี. อาร์. เอ็น ขอประกาศว่าจะยุติปฏิบัติการทุกรูปแบบเพื่อเปิดโอกาสให้กระบวนการสันติภาพได้ดำเนินการสืบไป โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ … พ.ศ. 2568 ตรงกับวันที่ … 1446 ฮ. ตราบใดที่บีอาร์เอ็นไม่ได้รับการโจมตีจากฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐบาล ทั้งนี้ ตามที่ได้เคยประกาศยุติปฏิบัติการในระหว่างการระบาดของโรคโควิด -19 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2563 ตรงกับวันที่ 9 ชะอ์บาน 1441 ฮ.
4) ฝ่ายความมั่นคงขอประกาศว่าจะยุติปฏิบัติการเชิงรุก จะมีแต่ปฏิบัติการเชิงรับเมื่อเผชิญเหตุเฉพาะหน้า หรือเมื่อมีความจำเป็นที่จะกระทำตามกฎหมายเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพยสินของประชาชน
5) บี. อาร์. เอ็น. และฝ่ายความมั่นคงจะร่วมกันจัดทำกรอบการพูดคุยสันติภาพในพื้นที่ และบี. อาร์. เอ็น. จะจัดส่งรายชื่อของบุคคลที่ประสงค์จะเข้าร่วมจัดและร่วมพูดคุยสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มายังฝ่ายความมั่นคงเพื่อพิจารณาตามกรอบดังกล่าว
6) ฝ่ายความมั่นคงจะพิจารณารายชื่อที่ บี. อาร์. เอ็น. เสนอมาตามข้อ 5) ด้วยดี และจะจัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยแก่บุคคลที่ผ่านการพิจารณาตามกรอบของการพูดคุยสันติภาพในพื้นที่
7) รัฐบาลและฝ่ายขบวนการที่เห็นต่างจากรัฐ รวมทั้งบี. อาร์. เอ็น. จะเข้าร่วมการพูดคุยสันติภาพในพื้นที่ เพื่อที่จะแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง รวมทั้งข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการปกครองส่วนท้องถิ่นตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น และที่ตอบสนองต่อความมั่นคงและอัตลักษณ์อันหลากหลายของท้องถิ่น
8) จะจัดให้มีคณะทำงานที่เป็นกลางเพื่อติดตามผลอันเนื่องมาแต่คำประกาศนี้ รวมทั้งสรุปผลการพูดคุยสันติภาพในพื้นที่ และนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะพูดคุยสันติภาพที่มาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
นายภูมิธรรมได้มอบหมายให้ฝ่ายความมั่นคงทบทวนยุทธศาสตร์เพื่อสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยยุทธศาสตร์ใหม่ต้อง “กล้าคิด กล้าทำ” โดยมุ่งหมายผลสำเร็จ น่าเสียดายที่กระบวนการทบทวนนี้ อยู่ในวงปิด ขาดการปรึกษาคนในพื้นที่ และคนนอกพื้นที่ที่ไม่อยู่ในระบบราชการ แต่กระนั้น ก็หวังในประสบการณ์ของผู้ที่เผชิญปัญหาความไม่สงบในพื้นที่มากว่ายี่สิบปี ว่าจะมีทั้งเหตุผลและสหัชญาณ (intuition) มีการเฉลี่ยวพบ (serendipity) ยุทธศาสตร์ที่จะสามารถยุติความรุนแรงถึงตายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายในอายุของรัฐบาลปัจจุบัน
โคทม อารียา

