บริโภคเนื้อวัวสร้างปัญหาหรือบรรเทาปัญหาโลกร้อน
ในยุคปัจจุบันที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุตสาหกรรมปศุสัตว์ โดยเฉพาะการเลี้ยงวัวในอุตสาหกรรมอาหารถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการทำลายสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม ก็มีงานศึกษาที่โต้แย้งแนวคิดและข้อมูลที่มุ่งสนับสนุนการผลิตและบริโภคอาหารจากพืช เช่น หนังสือ Why vegans have smaller brains: and how cows reverse climate change เขียนโดย David Ellis และ Alison Morgan ซึ่งได้ท้าทายความเชื่อหลายเรื่องที่มีต่ออาหารจากพืชว่าดีต่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อโลก เช่น อาหารวีแกนอาจส่งผลต่อการพัฒนาสมอง เพราะขาดวิตามินบี 12 ที่พบในสัตว์เท่านั้น ทำให้ระยะยาวชาววีแกนอาจเจอปัญหาสมองลีบ ผู้เขียนยังสืบย้อนไปว่า ตั้งแต่ชนเผ่าโบราณพึ่งพาล่าสัตว์จึงไม่ป่วยจากโรคหัวใจ มะเร็ง อัลไซเมอร์ แต่เมื่อเปลี่ยนมาเน้นธัญพืชและอาหารแปรรูป อัตราโรค NDC เหล่านี้เพิ่มมากขึ้น ในด้านสิ่งแวดล้อม เกษตรกรปลูกพืชอาหารวีแกนทำลายหน้าดิน การปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการใช้เครื่องจักรและปุ๋ยเคมี ทำลายนิเวศ ถิ่นที่อยู่อาศัยสัตว์
ผู้เขียนจึงเสนอแนวคิดการเลี้ยงวัวแบบฟื้นฟูระบบนิเวศ (regenerative grazing) ว่าสามารถลดก๊าซเรือนกระจก วัวที่เลี้ยงในทุ่งหญ้าช่วยคืนความสมบูรณ์ให้กับดิน ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ สนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพ และเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงด้วยวิธีนี้ยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง และเป็นอาหารที่ยั่งยืนกว่าพืชที่ปลูกพาณิชย์
แต่การเลี้ยงวัวแบบยั่งยืนตอบปัญหาสิ่งแวดล้อม สุขภาพได้รอบด้านจริงหรือ และในระดับไหน เรามาลองดูข้อถกเถียงของเรื่องนี้ และแนวทางแก้ปัญหาที่เป็นไปได้
เริ่มจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจากวัว เริ่มจากกระบวนการย่อยอาหารของวัวทำให้เกิดการปล่อยก๊าซมีเทน (CH) ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28-34 เท่า งานวิจัยจาก IPCC (2019) ระบุว่าอุตสาหกรรมปศุสัตว์เป็นแหล่งปล่อยมีเทนที่ใหญ่ที่สุดในภาคเกษตรกรรม ก๊าซนี้เกิดจากกระบวนการหมักในกระเพาะวัว (Enteric Fermentation) และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเลี้ยงวัวถูกวิจารณ์ในฐานะแหล่งกำเนิดของปัญหาสภาพภูมิอากาศ
ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อเลี้ยงวัวเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดที่กระทบต่อธรรมชาติและสร้างสภาวะโลกร้อน พื้นที่ปศุสัตว์ทั่วโลก โดยเฉพาะในบราซิล เป็นสาเหตุหลักของการตัดไม้ทำลายป่าในป่าอเมซอน งานวิจัยของ Fearnside (2005) ชี้ให้เห็นว่าการแผ้วถางป่าเพื่อขยายพื้นที่เลี้ยงสัตว์และปลูกพืชอาหารสัตว์ เช่น ถั่วเหลือง ไม่เพียงแต่ลดพื้นที่สีเขียวที่กักเก็บคาร์บอน แต่ยังเพิ่มการปล่อยคาร์บอนที่สะสมอยู่ในดินและต้นไม้เดิมเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ
ในการเลี้ยงวัวยังต้องใช้น้ำและทรัพยากรมาก โดยเฉพาะน้ำ งานวิจัยของ Mekonnen & Hoekstra (2012) พบว่าการผลิตเนื้อวัว 1 กิโลกรัม ต้องใช้น้ำเฉลี่ย 15,400 ลิตร ซึ่งเป็นน้ำที่ใช้ในการปลูกพืชอาหารสัตว์เป็นส่วนใหญ่ ในพื้นที่แห้งแล้งเช่นแคลิฟอร์เนีย อุตสาหกรรมโคนมยังเป็นแหล่งใช้น้ำที่สำคัญที่สุดในภาคเกษตร
สิ่งที่คาดไม่ถึงคือ ผลกระทบต่อสุขภาพจากการบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ การบริโภคเนื้อสัตว์ในปริมาณมากสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและมะเร็งลำไส้ใหญ่ ขณะเดียวกัน ชุมชน Blue Zones เช่น โอกินาวา (ญี่ปุ่น) และซาร์ดิเนีย (อิตาลี) ซึ่งมีอายุเฉลี่ยสูงที่สุดในโลก มักบริโภคอาหารจากพืชมากกว่าเนื้อสัตว์ งานวิจัยของ Campbell & Campbell (2006) ใน The China Study ได้เชื่อมโยงอาหารจากพืชกับสุขภาพที่ดีขึ้นในระยะยาว
แล้วข้อเสนอเรื่องการเลี้ยงวัวแบบยั่งยืน (Regenerative Grazing) เป็นทางออกได้ไหม แม้การเลี้ยงวัวจะถูกวิจารณ์อย่างหนัก แต่มีแนวทางหนึ่งที่พยายามลดผลกระทบคือการเลี้ยงวัวแบบยั่งยืน (Regenerative Grazing) โดยแนวคิดนี้สนับสนุนการเลี้ยงวัวในทุ่งหญ้าเพื่อฟื้นฟูดิน เพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในดิน และสนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพ งานวิจัยจาก Savory Institute แสดงให้เห็นว่ารูปแบบนี้สามารถฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมได้
อย่างไรก็ตาม Garnett et al. (2017) ตั้งข้อสังเกตว่าก๊าซมีเทนจากวัวยังคงเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก โดยมีปัจจัยที่น่าสนใจหลายด้าน โดยทั่วไปการเลี้ยงวัวแบบยั่งยืนอาจเป็นทางเลือกที่ดีในพื้นที่ที่มีศักยภาพทางธรรมชาติ เช่น ทุ่งหญ้าธรรมชาติที่ไม่เหมาะสำหรับการปลูกพืช อย่างไรก็ตาม ควรผสมผสานกับแนวทางลดการบริโภคเนื้อสัตว์ เพื่อให้การผลิตและการบริโภคสมดุลกับศักยภาพของระบบนิเวศ
แม้งานวิชาการโภชนาการบางส่วนจะสนับสนุนการบริโภคโปรตีนจากสัตว์ว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนาสมองและสุขภาพมนุษย์ เนื่องจากให้สารอาหารจำเป็น เช่น วิตามินบี 12 แต่ก็มีงานศึกษาโภชนาการที่เปิดทางเลือกอื่นว่าอาหารจากพืช เช่น ธัญพืช ผัก และผลไม้ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ และส่งเสริมสุขภาพในระยะยาว
ดังนั้น เราอาจบริโภคอาหารแบบผสมผสาน โดยเน้นพืชเป็นหลัก แต่ยังคงมีการบริโภคเนื้อสัตว์เสริมในปริมาณที่เหมาะสม อาจเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ทั้งในด้านสุขภาพและความยั่งยืน
ในส่วนประเด็นเรื่องความยั่งยืนของระบบอาหารและเกษตรกรรม รูปแบบการเลี้ยงวัวแบบยั่งยืนอาจกล่าวได้ว่าสามารถช่วยฟื้นฟูดินและสร้างระบบนิเวศที่หลากหลาย หากใช้วิธีที่เหมาะสม เช่น การเลี้ยงวัวในทุ่งหญ้า แต่เราก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบขนาดใหญ่จากการเลี้ยงสัตว์ในเชิงอุตสาหกรรมต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
จึงควรใช้แนวทางการเลี้ยงวัวหรือหรือเลี้ยงสัตว์แบบฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ที่เหมาะสม โดยไม่ส่งเสริมการขยายพื้นที่ปศุสัตว์ในเขตนิเวศที่เปราะบาง
นอกจากนี้ การมีระบบอาหารเชิงนิเวศที่ครอบคลุมกว่าการเลี้ยงวัวแบบยั่งยืนในรูปแบบต่างๆ เช่น ระบบเกษตรกรรมเชิงนิเวศ เกษตรผสมผสานซึ่งรวมการปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์ไว้ในพื้นที่เดียวกัน อาจช่วยลดผลกระทบทางลบของทั้งสองระบบ ในขณะเดียวกันยังสนับสนุนความยั่งยืนของดินและความหลากหลายทางชีวภาพ
การปรับแนวทางการบริโภคก็จะเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ด้วยแนวทางการบริโภคแบบสมดุล บริโภคเนื้อสัตว์ในปริมาณน้อยและเพิ่มสัดส่วนอาหารจากพืช อาจเป็นคำตอบสำหรับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมสุขภาพ และอาจใช้เทคโนโลยีอาหาร ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากพืชท้องถิ่นที่มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์และสารอาหารที่ครบถ้วนไม่น้อยกว่าเนื้อสัตว์ จะช่วยลดความจำเป็นในการพึ่งพาเนื้อสัตว์
ในระดับโครงสร้าง จำเป็นที่จะต้องมีทิศทางนโยบายที่ชัดเจน เช่น การเก็บภาษีนิเวศ ภาษีคาร์บอนจากอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ควบคู่กับการให้ความรู้แก่ประชาชน อาจช่วยลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
จากทั้งหมดที่กล่าวมา การเลี้ยงวัวส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในหลายมิติ ตั้งแต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การทำลายป่า การใช้น้ำ ไปจนถึงการลดความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างไรก็ตาม แม้การเลี้ยงวัวแบบยั่งยืนอาจมีส่วนช่วยได้บ้าง แต่หากมองเชิงระบบก็ยังไม่ตอบโจทย์ปัญหานิเวศทั้งความหลากหลายทางชีวภาพและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
จึงจำเป็นต้องมีทิศทางที่ลดการบริโภคอาหารเนื้อสัตว์โดยเฉพาะวัวลง เพิ่มการบริโภคอาหารจากพืชโดยเฉพาะพืชท้องถิ่นในประเทศไทยที่มีความหลากหลายทางชีวภาพของพืชสูง โดยมีพืชอาหารที่มีสารอาหารไม่น้อยกว่าสัตว์อยู่หลายชนิด อันจะเป็นการส่งเสริมการฟื้นฟูระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมไปกับการปรับพฤติกรรมการบริโภคสามารถช่วยลดผลกระทบเหล่านี้ได้ การตัดสินใจเลือกบริโภคอาหารอย่างมีสติ
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ จำเป็นที่จะต้องมีนโยบายเปลี่ยนผ่านระบบอาหารจากอาหารเนื้อสัตว์เป็นศูนย์กลางสู่ระบบอาหารที่มีพืชเป็นสูญกลางบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมจากท้องถิ่น เป้าหมายทั้งเพื่อฟื้นฟูรักษาระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ การลดก๊าซเรือนกระจก การบริโภคเพื่อสุขภาพ และการสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจของท้องถิ่น รูปธรรมเช่น การขยายระบบเกษตรเชิงนิเวศบนฐานพันธุกรรมพืชท้องถิ่น การพัฒนาระบบกระจายอำนาจ การบริโภคอาหารบนฐานพืชท้องถิ่น
นอกจากเหนือจากเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม การผลิต การบริโภค ข้อสำคัญคือปัญหาเชิงโครงสร้างคือ การกระจายอำนาจการผูกขาดของทุนอุตสาหกรรมอาหารซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาความไม่ยั่งยืนและไม่เป็นธรรมต่อนิเวศและสังคม เพราะไม่เช่นนั้น ไม่ว่าอุตสาหกรรมอาหารผูกขาดบนฐานสัตว์และพืช ซึ่งก็ไม่ได้แยกขาดจากกัน (การปลูกพืชอาหารพาณิชย์ส่วนใหญ่เพื่อผลิตอาหารป้อนอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์) ก็ล้วนทำลายนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างความไม่เป็นธรรมต่อสังคมด้วยกันทั้งสิ้น โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนประเภทอาหาร แต่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างระบบอาหารให้กระจายสู่ระบบอาหารท้องถิ่นบนฐานนิเวศ ซึ่งมีวัฒนธรรมอาหารพืชเป็นศูนย์กลางอยู่แล้วด้วยฐานคิดความยั่งยืนและเป็นธรรม
ดังนั้น นโยบายของรัฐในด้านอาหาร ด้านสุขภาพ ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในด้านเศรษฐกิจและอื่นๆ จึงต้องปรับโครงสร้างไปสู่ระบบอาหารนิเวศวัฒนธรรมบนฐานพืชเป็นหลัก
กฤษฎา บุญชัย

