ยุคทองของอเมริกาเริ่มขึ้น ณ บัดนี้
พลันที่เสร็จพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งบริหารหลายฉบับ พร้อมทั้งกล่าวสุนทรพจน์ที่น่าสนใจ หนึ่งในนั้นคือปฐมถ้อยคำ “ยุคทองของอเมริกาเริ่มขึ้น ณ บัดนี้ ความถดถอยสิ้นสุดลง” อีกวลีที่ตรึงใจคือ “พระเจ้าช่วยให้ข้าพเจ้าปลอดภัยเพื่อมาสร้างอเมริกาให้ยิ่งใหญ่ขึ้นอีกวาระหนึ่ง” คำสั่งบริหารของทรัมป์รวมถึงการถอนตัวออกจากองค์การอนามัยโลก และสัญญาข้อตกลงกรุงปารีสว่าด้วยการแก้ปัญหาโลกร้อน ตลอดจนเปลี่ยนชื่ออ่าวเม็กซิโกให้เป็น “อ่าวอเมริกา” นอกจากนี้ โดยอาศัยเหตุการณ์
ผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายเป็นข้ออ้าง ได้ออกคำสั่งประกาศภาวะฉุกเฉินที่ชายแดนใต้
วลีของทรัมป์ที่ว่า “ความสำนึกแห่งวิญญูชนอันเกี่ยวกับการปฏิวัติ” นั้น เนื้อแท้ก็คือปฏิเสธลัทธิเสรีนิยมตามประเพณีของผู้รากมากดีสหรัฐนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการเสมอภาคภายในประเทศ หรือความร่วมมือพหุภาคีระหว่างประเทศ ล้วนต้องเผชิญกับการท้าทายที่ยิ่งใหญ่ ส่วนคำกล่าว “ยุคทองของอเมริกา” นั้น เป็นที่ประจักษ์มิได้หมายถึงระเบียบวินัยโลกที่ยึดกติกาเป็นหลักอีกต่อไป น่าจะกลายเป็น “วินัยโลกที่ยึดกฎกติกาป่าเถื่อน” ตลอดจนอุดมคติของฝ่ายซ้ายก็จะต้องถูกเปลี่ยนแปลง หรือถูกล้างสมองเป็นการใหญ่
ปฏิเสธมิได้ บัดนี้ระเบียบวินัยโลกได้ก้าวเข้าสู่สมัย “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” โดนัลด์ ทรัมป์ จะให้สังคมโลกยอมรับสภาพเช่นว่าได้อย่างไร เป็นเรื่องน่าสนใจ คำพูดของทรัมป์ไม่เพียงบาดหูคนฟังส่วนหนึ่ง หากยังเป็นการระคายเคืองต่อเบอร์ใหญ่ของเดโมแครตคือไบเดนและแฮร์ริสที่นั่งอยู่ใกล้โพเดียม เพราะข้อความบางตอนเป็นการตำหนิรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งก็เป็นการหมายถึงไบเดนและแฮร์ริสโดยปริยาย จึงถือเป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้า
ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งยกเลิกการรับราชการของทหารข้ามเพศเป็นจำนวนกว่า 1 หมื่นนาย พร้อมกับประกาศว่า รัฐบาลกลางสหรัฐรับรอง “เพศสภาพ” เพียงสองประเภทเท่านั้น คือ เพศชายและเพศหญิง
เมื่อคราวโควิดระบาดหนัก งานต่อต้านของทรัมป์เกิดความยุ่งเหยิงและสับสน เพราะมิได้อาศัยหลักการแพทย์ โดยปราศจากเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับ แต่กลับไปกล่าวโทษองค์การอนามัยโลก การถอนตัวออกในครั้งนี้ น่าจะเป็นพฤติการณ์แก้แค้น และเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ดูถูกองค์กรระหว่างประเทศอีกโสตหนึ่ง
อดีตสหรัฐได้รับการเชิดชูให้เป็นประภาคารประชาธิปไตย คุณค่าแห่งลัทธิเสรีเป็นที่ยอมรับของสังคมโลก
การอ้างอิงเกี่ยวกับ “ระเบียบวินัยโลก” ของผู้รากมากดีตะวันตก เนื้อแท้ก็คือ “วินัยเสรีระหว่างประเทศ”
แต่การพัฒนา 10 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงลัทธิเสรีนิยมได้รับความท้าทายยิ่งใหญ่ ล้วนมาจากภายในประเทศของตะวันตก เป็นต้นว่า สมัยแรกของทรัมป์ที่ชูธงลัทธิชาตินิยมเศรษฐกิจ อันหมายถึงอุดมการณ์ที่สนับสนุนการแทรกแซงเศรษฐกิจของรัฐมากกว่ากลไกตลาดแบบอื่นนั้น ก็คือสัญญาณบอกเหตุที่ชัดเจนยิ่ง จึงไม่แปลกที่ทรัมป์สมัยสอง สิ่งที่แสวงหาคือการเปลี่ยนแปลงอุดมคติสังคมและระเบียบวินัยโลก การที่ทรัมป์กลับมารอบสอง ต้องยอมรับว่าลมเปลี่ยนทิศแน่นอนแล้ว นโยบายต่างประเทศไม่เพียงแต่ดำรงลัทธิธำรงเศรษฐกิจ หากยังมีสีสันในการขยายอาณาเขต อาทิ ทวงคืนคลองปานามา ซื้อกรีนแลนด์
หากพินิจให้ดี ไม่ว่าประเทศใหญ่หรือเล็ก ย่อมต้องมีความเสมอภาคในอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนแต่สัญญาณของทรัมป์ที่มาพร้อมกับสุนทรพจน์นั้นคือ “อเมริกาก่อน” ไม่เพียงใช้เรื่องอัตราภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือในการข่มขู่คุกคามประเทศอื่น ซ้ำยังใช้กลไกเศรษฐกิจกดขี่ข่มเหงอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม วันแรกในตำแหน่งประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ปรากฏมีการขึ้นภาษีศุลกากร เพียงแต่มีข่าวว่าเดือนกุมภาพันธ์ จะเรียกเก็บภาษีศุลกากรจากแคนาดาและเม็กซิโกในอัตรา 25% สังคมจึงมองว่าท่าทีมีต่อประเทศจีนอ่อนโยนกว่าเดิม แต่ความจริงสมัยแรกของทรัมป์ก็ได้เรียกเก็บจากแคนาดาและเม็กซิโกก่อน ตามมาด้วยจีน จึงคาดว่าประเทศจีนคงถูกเรียกเก็บเป็นรายต่อไป ถ้าเป็นจริง จีนก็คงรับมือได้ เพราะมีประสบการณ์จากสมัยแรก สงครามการค้าสหรัฐ-จีน จึงเป็นเรื่องน่าสนใจและติดตามต่อไป

