จังหวะ กลยุทธ์ การ ‘ศึก’ มิหน่าย ‘เล่ห์’ ล่อเสือ เข้าถ้ำ
ไม่ว่าหลีฮองเฮา ไม่ว่าเซียวเหอ ล้วนรับบัญชา “ตรงมาจากพระเจ้าฮั่นเต้” คำถามก็คือ 2 คนนี้จะขบคิดร่วมกันอย่างไรในการจัดการกับ “ปัญหา”
ด้านหลักยังเป็น “ปัญหา” อันเนื่องแต่ “หานซิ่น”
ฮองเฮาทราบเรื่องก็ตกใจจึงว่ากับเซียวเหอ “หานซิ่นคบคิดกับตันฮีเป็นขบถจริงแล้ว เราจะคิดประการใด”
“ความนี้อย่าเพ่อว่ากล่าวให้วุ่นวายไป” เป็นคำทูลของเซียวเหอ
“ข้าพเจ้าจะพาตัวจ้ากงตู้ไปซ่อนไว้ ณ บ้านแล้วจะคิดจับตัวหานซิ่นด้วยอุบายมิให้เถียงได้เลย
เวลาเช้า ข้าพเจ้าจะให้ไปเอาคนโทษถึงตายที่รูปร่างเหมือนตันฮีมาตัดศีรษะใส่ถังไว้ แล้วจะทำอุบายให้คนถือหนังสือมาบอกข่าวว่า พระเจ้าฮั่นเต้จับตัวตันฮีได้ตัดศีรษะส่งเข้ามา ขุนนางทั้งปวงรู้ก็เข้าไปในวังพร้อมกันยินดีด้วยพระเจ้าฮั่นเต้ชนะศึก ถ้าหานซิ่นรู้ก็คงมาท่านจึงจับตัวไว้”
ฮองเฮาได้ฟังก็เห็นชอบจึงว่า “ท่านคิดอุบายนี้ดีนัก”
เซียวเหอก็พาเจ้าก๋งตู้มา ณ บ้าน จึงให้ไปเอาตัวคนโทษถึงตายหน้าคล้ายตันฮีมาฆ่าเสีย แล้วแต่งเป็นกลอุบายถือหนังสือพระเจ้าฮั่นเต้มาตามที่คิดไว้ บรรดาขุนนางในเมืองรู้ข่าวว่าพระเจ้าฮั่นเต้ให้มีหนังสือบอกเข้ามาฟังกิจการ ณ บ้านเซียวเหอ
เซียวเหอจึงแกล้งว่า
“พรุ่งนี้ท่านทั้งปวงเข้าไปในวังพร้อมกันแล้วไปบอกหานซิ่นให้รู้ด้วยว่า พระเจ้าฮั่นเต้เสด็จไปทำศึกครั้งนี้มีชัยชนะตัดศีรษะส่งมา มีพระทัยคิดถึงหานซิ่นว่าได้มีความชอบมาแต่ก่อนถ้าเสด็จกลับมาถึงจะตั้งให้เป็นขุนนางใหญ่ดังเก่า”
บรรดาขุนนางก็ชวนกันมาบอกหานซิ่นตามถ้อยคำเซียวเหอ
หานซิ่นได้ฟังจึงคิดว่า “ซึ่งพระเจ้าฮั่นเต้จะกลับตั้งให้เราเป็นขุนนางผู้ใหญ่ด้วยเหตุอันใด ชะรอยเซียวเหอจะรู้ความ จำจะไปถามดูก่อน” หานซิ่นคิดดังนั้นแล้วจึงบอกแก่ขุนนางทั้งปวงว่า
“เวลาพรุ่งนี้เราจะเข้าไปในพระราชวังด้วย”
เมื่อบรรดาขุนนางจากลากลับไปแล้ว หานซิ่นจึงเข้าไปในเรือนเล่าให้นางสอซีผู้เป็นภรรยาฟังว่า “บัดนี้พระเจ้าฮั่นเต้คิดถึงความชอบของเราซึ่งทำไว้แต่ก่อน
เสด็จกลับมาถึงจะตั้งให้เราเป็นขุนนางผู้ใหญ่
บัดนี้ มีหนังสือบอกว่าจับตันฮีได้ตัดศีรษะส่งเข้ามา แต่บรรดาขุนนางผู้ใหญ่น้อยจะชวนกันเข้าไปในพระราชวังพร้อมกัน เวลาพรุ่งนี้เราก็ต้องเข้าไปด้วย”
นางสอซีจึงว่า
“เมื่อพระเจ้าฮั่นเต้ยกไปทำศึกกับตันฮีท่านบอกป่วยอยู่ แล้วก็มิได้ไปเฝ้าฮองเฮา ครั้นได้ยินหนังสือบอกมาจึงจะเข้าไป ฮองเฮาเป็นคนมักสงสัยเกลือกจะมีความอื่น
ท่านจงตรึกตรองให้ดีก่อน”
หานซิ่นจึงว่า “ถ้าครั้งนี้ไม่ไปพระเจ้าฮั่นเต้กลับมาเราจะมีหน้าไปเฝ้ากระไรได้ ซึ่งเราจะเข้าไปเวลาพรุ่งนี้ถึงจะมีเนื้อความเกี่ยวข้องถึงตัวเราประการใดเซียวเหอก็อยู่นั่นคงจะช่วยแก้ไขอะไรได้บ้าง”
นางสอซีจึงว่า “ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูราศีหน้าของท่านมัวหมองมาหลายวันแล้ว ประหลาดใจนัก ท่านจงงดอยู่แต่บ้านเรือนของท่านก่อนเถิด”
หานซิ่นจึงว่า “ฮองเฮาเป็นสตรี เซียวเหอก็เป็นขุนนางผู้ใหญ่ เราได้ออกปากว่าจะไปแล้วจะมาถอยหลังเสียนั่นไม่ควร เมื่อจะมีเหตุประการใดก็สุดแต่บุญกับกรรม”
1 มองฮองเฮาเป็นสตรี 1 มองเซียวเหอเป็นขุนนางผู้ใหญ่
อย่าได้แปลกใจที่หานซิ่นฝากความมั่นใจเป็นอย่างสูงอยู่กับเซียวเหอ อย่าได้แปลกใจที่หานซิ่นประเมินบทบาทของฮองเฮาค่อนข้างต่ำ
เพราะเห็นว่าเป็น “สตรี”
นั่นเป็นเรื่องของ “วัฒนธรรม” ความคิด นั่นเป็นเรื่องของ “ยุค” ที่บ่มเพาะและฝังรากลึกอยู่ในสังคมมาอย่างยาวนาน
ไม่ว่าสตรีจะเป็น “ฮองเฮา” ไม่ว่าสตรีจะเป็น “ภรรยา”
ทั้งๆ ที่มองภายในครอบครัวของหานซิ่นเอง นางสอซี ภรรยาของหานซิ่นก็อยู่ในจุดที่คอย “เตือน” อย่างต่อเนื่อง
แต่หานซิ่นก็มองข้าม
เมื่อมองข้ามบทบาทของ “ภรรยา” ก็มองข้ามบทบาทของ “ฮองเฮา” ไปด้วย โดยลืมไปว่าเบื้องหลังฮองเฮาย่อมมี “ฮ่องเต้”
ยิ่งกว่านั้นภาพของ “เซียวเหอ” ยังอยู่ในลักษณะ “ลวง”
ลักษณ์ของหานซิ่นเป็นลักษณ์ของฝ่ายที่มอง “สภาวะ” อย่างหยุดนิ่ง ไม่ว่าในด้านของตน ไม่ว่าในด้านของฝ่ายอื่น
จึงมองข้ามด้านอันเป็น “พลวัต” อันเป็น “การเคลื่อนไหว”
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง สภาวะของหานซิ่นมิได้ดำรงอยู่เหมือนกับเมื่อตอนที่ตัดสินใจรับคำของจางเหลียงเดินทางจากเสียนหยางไปยังโปตง
แปรจาก “ฌ้อปาอ๋อง” ไปยัง “ฮั่นอ๋อง”
ไม่เพียงแต่ยุคของฮั่นอ๋องได้แปรเปลี่ยนจากความต้องการในสร้างคะแนนและความนิยมเพื่อระดมคนเข้ามาร่วมเข้ามาอยู่ในอีกยุคหนึ่ง
นั่นก็คือ ยุคแห่งการสร้างความแข็งแกร่งและมั่นคง
นั่นก็คือ ยุคแห่งความเรียกร้องความเป็นเอกภาพเพื่อสถาปนาอำนาจแห่ง “ระบอบฮั่น” เดินหน้าต่อไป
ทุกอย่างจึงมิได้ “หยุดนิ่ง” หากแต่มากด้วย “พลวัต”
แท้จริงแล้ว ไม่เพียงแต่ “เล่าปัง” จะไม่เหมือนเดิม หากแม้กระทั่งตัวของ “หานซิ่น” เองก็ไม่เหมือนเดิมเป็นอย่างมาก
เพียงแต่เป็นไม่เหมือนอย่างถดถอย ถูกกระทำ
เพียงแต่ผู้ที่อยู่ในลักษณะเป็นฝ่ายกระทำคือฝ่ายของราชสำนัก ฝ่ายของฮั่นเต้ ดำเนินไปในลักษณะเบียดขับและรุกต่อหานซิ่น
คำถามก็คือ ทำไมบทสรุปต่อหานซิ่นจึงแปรเปลี่ยน
คำตอบแจ่มชัดเป็นอย่างยิ่งว่าความไว้วางใจต่อหานซิ่นโยกคลอนลงเป็นลำดับ ราชสำนักไม่ได้มองว่าหานซิ่นเป็นมือไม้ที่สามารถรับใช้ด้วยความไว้วางใจเหมือนเดิม
กรณีของจงลิมวยจึงเป็นกรณีตัวอย่าง
เมี่อเกิดกรณีของตันฮีซ้ำย้ำเข้ามาอีก ราชสำนักยิ่งมีความมั่นใจและตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องจัดการ
การยกทัพไปปราบตันฮีเสมอเป็นเพียงจังหวะก้าวหนึ่ง
น่าเสียดายที่หานซิ่นมองเซียวเหอด้วยความมั่นใจเป็นอย่างสูงจากอย่างน้อยก็ 2 องค์ประกอบประสานเข้าด้วยกัน
1 เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ 1 มีความสัมพันธ์ต่อกันมาก่อน
ความจริง การดำรงอยู่ในตำแหน่งขุนนางชั้นผู้ใหญ่ระดับ “สมุหนายก” ของเซียวเหอมิใช่ได้มาเพราะโชคช่วย
สะท้อนทั้ง “สายสัมพันธ์” และ “ความสามารถ”
เพราะว่าเซียวเหอเหนียวแน่นอยู่กับ “เล่าปัง”อย่างมั่นคง ทำงาน “สนอง” และ “รับใช้” ด้วยความซื่อสัตย์
ตรงนี้ต่างหากจาก “จางเหลียง” ต่างจาก “หานซิ่น”
จางเหลียงเป็นคนของเมืองหานมาก่อน และมีความคิดไปในทางเดียวกันกับหานซิ่นเพราะเห็นว่า “เล่าปัง” คือความหวัง
แต่ความแนบแน่นย่อมต่างจากเซียวเหอ
จางเหลียงมองสถานการณ์ภายหลังฮั่นอ๋องปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้าฮั่นเต้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
จึงค่อยลดบทบาทของตนลง
หานซิ่นไม่ “สำเหนียก” เรื่องนี้
จึงอ่านพระเจ้าฮั่นเต้ไม่ออก จึงมองข้ามบทบาทของฮองเฮา และแม้จะมองเห็นบทบาทของเซียวเหอแต่ก็ยังไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงแก่น
จังหวะก้าวจึงได้เข้าตาอับ

