หน้าแรก บทความ อรรถสิทธิ์ พา...

อรรถสิทธิ์ พานแก้ว : เพิ่มแต้มต่อ ‘ประเทศไทย’ ในสงครามการค้า (เสรี)

21.02.25 | 18:40 น.

สงครามการค้า – ปี 2568 ปีแห่งความท้าทายของการค้าระหว่างประเทศทั่วโลก หลังปรากฎการณ์ Trump 2.0 ส่อแนวโน้มความกดดันทั้งทางการเมืองและการค้าโลกเพราะเป็นไปได้ว่าจะเกิดการกีดกันทางค้าระหว่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะสิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์มีแผนกำลังจะทำคือ การตอบโต้ทางภาษี หรือที่เรียกว่า Reciprocal Tariff

ประเทศไทยถือเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของสหรัฐอเมริกาและได้ดุลการค้ามาโดยตลอด จึงเป็นที่น่าคาดการณ์ได้ว่า เราจะเป็นสปอร์ตไลท์สำคัญของ ปีเตอร์ นาวาร์โร (Peter Navarro) หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์ทำเนียบขาวและที่ปรึกษาอาวุโสของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่จะขีดเส้นแดงเรียกหาปรับทัศนคติเร็วๆนี้ เหมือนอย่างที่นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี เพิ่งเข้าไปขอคารวะพร้อมแพ็คแกจติดไม้ติดมือไปเข้าพบเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะที่คู่ค้าอันดับหนึ่งอย่างจีน เผชิญปัญหาเศรษฐกิจในประเทศจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ลากยาวเรื้อรังมากว่า 4 ปี ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของการบริโภค การจ้างงาน ที่ยังไม่เป็นที่น่าพึงพอใจมากนัก การบริโภคสินค้าไทยที่ส่งออกไปจีนอย่าง ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง บุกตลาดจีนสำเร็จแล้วไม่น่าห่วงมากนักเพราะติดตลาดแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ยังคงต้องรักษาคุณภาพ ป้องกันการลักลอบ และสวมสิทธิกันต่อไป ส่วนสินค้าใหม่ๆ ที่จะบุกตลาด จะส่งอะไรไปขายเขาก็ต้องอาศัยการสร้างความเชื่อมั่น วิเคราะห์ทิศทางตลาดในบ้านเขากันดีๆ

พูดถึงแต่เรื่องเราขายของให้เขา มาดูเขาขายของให้เราบ้าง ตัวเลขบอกชัดกว่า 80,608 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เรานำเข้าจากจีน มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น 13% หักลบกลบกันที่เราส่งออกไปให้เขา เขาส่งออกมาให้เรา กลายเป็นเราที่เป็นฝ่ายขาดดุลไปกว่า 45,364 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดยกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยรายงานภาพรวมการส่งออกสินค้าไทยปี 2567 พบว่า ขยายตัวจากปีก่อนหน้าในระดับ 5.4% คิดเป็นมูลค่าทะลุ  300,529 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 10.5 ล้านล้านบาท และถือเป็นตัวเลขสูงสุดในประวัติการณ์

Advertisement

ตัวเลขส่งออกที่ว่าขยายตัวแล้ว ตัวเลขนำเข้ากลับขยายตัวยิ่งกว่าโดยเพิ่มขึ้น 6.3% คิดเป็นมูลค่าทะลุ  306,809 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 10.8 ล้านล้านบาท ถือว่าตัวเลขใกล้เคียงกันและไม่ควรนิ่งนอนใจ โจทย์ใหญ่หลังจากนี้ นอกจากการพยายามในการเร่งส่งออก ดึงการลงทุน และการแสวงหาตลาดพันธมิตรทั่วโลก การควบคุมสินค้าด้อยคุณภาพจากผลผลิตล้นเกินที่ปล่อยเข้ามา (overcapacity)  ยังต้องแก้ปัญหาเรื่องของสินค้าภายในประเทศให้ได้ผลิตภาพพร้อมแข่งขันด้วย (productivity)

ถัดมาสถานการณ์ในปัจจุบันทิศทางแนวโน้มสงครามการค้าเร่งทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ  ประเทศมหาอำนาจใช้การค้าเป็นสงครามเพื่อยับยั้งบดักธูสิดีดิส (Thucydides’s Trap) ขณะที่ประเทศกลางมหาอำนาจจำเป็นต้องเร่งหาพันธมิตรและตลาดเพื่อรองรับจากผลกระทบเหล่านี้ แล้วอะไรคือคำตอบที่ทำได้? เมื่อ WTO ยังอยู่ในภาวะชะงักงันไร้คำตอบ การเจรจาด้วยในรูปแบบพหุภาคีและทวิภาคี ผ่านเครื่องมือ ความตกลงทางการค้าเสรี (FTA) จึงเกิดขึ้น

อย่างไรก็ดี แม้สหรัฐฯ โดยผู้แทนการค้า (แคทเธอรีน ไท่) ในยุคประธานาธิบดีไบเดนที่เพิ่งลงจากตำแหน่งไปเมื่อ 20 มกราคม 2568 จะเคยกล่าวถึงการแสวงหาการค้าเสรีผ่านความตกลงการค้าเสรี (FTA) ว่าเป็นเพียงแค่เครื่องมือของโลกในยุคศตวรรษที่ 20 และสหรัฐฯ เองจำเป็นต้องหาเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติตัวเองแทนที่จะอยู่ในกรอบอันใดอันหนึ่ง แต่ทว่าเมื่อพิจารณาดูตัวเลข FTA ทั่วโลกทั้งระดับภูมิภาคและระดับทวิภาคีที่แจ้งต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ปี 2567 แล้วแสดงให้เห็นว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า คิดรวมเป็น 845 ฉบับ มีผลบังคับใช้แล้ว 615 ฉบับ

ทั้งนี้ ช่องทางการทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) นั้น เป็นช่องทางที่ WTO เปิดไว้ให้ประเทศสมาชิกให้สามารถทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ได้ โดยไม่มองว่าขัดต่อหลักการสำคัญอย่างการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (Most Favored Nation: MFN) โดยข้อยกเว้นดังกล่าวอยู่ที่ บทบัญญัติข้อ 24 ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า ปี 1994 บทบัญญัติ Enabling Clause ตามมติรัฐมนตรีปี 1979 (Differential and More Favorable Treatment Reciprocity and Fuller Participation of Developing Countries) และ บทบัญญัติข้อ 5 ของความตกลงว่าด้วยการค้าและบริการ

ฉะนั้นจะทำอะไร WTO ก็บอกว่าทำได้ ตราบเท่าที่ข้อตกลงนั้นครอบคลุมการค้าและบริการเกือบทั้งหมดและไม่เพิ่มอุปสรรคทางการค้าให้เพิ่มมากขึ้น เพราะยิ่งทุกคนขยายการค้าเสรีไปมากเท่าไร สุดท้ายแล้ว WTO ก็มองว่าผลลัพธ์จะสอดคล้องกับที่ตั้งใจไว้อยู่ดี คือ การค้าเสรีที่มากขึ้น (Freer Trade)

เมื่อทุกคนแสวงหาทางเลือกอย่างนี้เราจึงมองเห็นภาพรวมของการค้าทั่วโลกในลักษณะของ Spaghetti Bowl Effect แต่ละประเทศต่างก็ให้สิทธิทางการค้าที่ดีกว่า และมีกลไกและความตกลงเฉพาะของคู่ภาคี จนบางครั้งก็ลดทอนสถานะของ WTO จากเสือสนามจริงไปเป็นสิงห์สนามซ้อม อย่างไรอย่างนั้น

วกกลับมามองที่บ้านเรา (ประเทศไทย) ปัจจุบันมีความตกลงทางการค้าเสรีอยู่ 16 ฉบับ ครอบคลุม 23 ประเทศ โดยล่าสุดเป็นความตกลงการค้าเสรี EFTA ที่ได้ลงนามไปเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 ซึ่งประกอบไปด้วย ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ นอร์เวย์ และสวิสเซอร์แลนด์ ถือเป็น FTA ฉบับแรกในกลุ่มประเทศยุโรปของไทย ซึ่งได้เริ่มเปิดการเจรจามาตั้งแต่ตุลาคม ปี 2548 (2005) ก่อนจะหยุดการเจรจาเนื่องจากสถานการณ์ภายในประเทศ และเปิดโต๊ะการเจรจาใหม่อีกครั้งในเดือนมิถุนายน ปี 2565 (2022)

ความพยายามดังกล่าวมีต่อเนื่องเรื่อยมา จนบางคนก็บอกว่าการเจรจาครั้งนี้กำลังจะตายลงไปอีกครั้ง เนื่องจากติดอุปสรรคสำคัญหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสินค้าประมง หรือประเด็นการเปิดตลาดสินค้าในกลุ่มยา (pharmaceutical)

แต่สุดท้าย ความพยายามทั้งฝั่งการเมืองและฝั่งราชการก็ผลิดอกออกผลอีกครั้ง  เมื่อกระทรวงพาณิชย์ ประกาศข่าวความสำเร็จจบการเจรจา Thai-EFTA เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 และแจ้งความพร้อมลงนามในช่วงปลายเดือนมกราคม ถือเป็นการปิดสรุปการเดินทางกว่า 19 ปี ในการกรุยทางสร้างพันธมิตรในตลาดยุโรปอย่างจริงจัง

สำหรับรายละเอียดในส่วน EFTA นั้น นอกจากจะเป็นการยกระดับข้อตกลงทางด้านการค้าที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะการเปิดตลาดสินค้าแล้วนั้น ยังมีประเด็นที่น่าสนใจหลายเรื่องที่อยากให้ผู้อ่านได้ลองศึกษาดู เช่น กลุ่มความร่วมมือทางด้านเทคนิคและการเสริมสร้างศักยภาพ ใน Chapter 12 น่าสนใจที่ Article12.3 (f) ที่เปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือทางด้านเทคนิคกันในทางด้านประมง ซึ่งฝั่งทาง EFTA มีเทคโนโลยีความได้เปรียบในเรื่องดังกล่าว

การระบุการเปิดตลาดกลุ่มสินค้ายาโดยกำหนดรายละเอียดของประเภทสารและกำหนดช่วง transition period การระบุประเด็นเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโดยภาครัฐที่ไม่ได้เปิดตลาดแต่ก็มี Article Further Negotiation ไว้ว่าหากมีการเปิดให้กับอีกฝ่ายก็ต้องมาเจรจากันใหม่ในข้อนี้อีกครั้ง การระบุเรื่องกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้า (Product Specific Rules : PSR) ที่มีความแตกต่างจากความตกลงอื่นที่คำนวณที่ราคา FOB มาเป็น Ex work price เป็นต้น ส่วนการเปิดตลาดภาคบริการในความตกลงนี้ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากที่ให้ไว้กับ WTO มากนักจึงขอไม่ลงในรายละเอียดในที่นี้

ผมคิดว่า สิ่งหนึ่งที่ไทยจะได้จากความตกลงฯ นี้นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น คือ การยกระดับและก้าวไปสู่มาตรฐานใหม่ของความตกลงฯ ที่เคยบังคับใช้ และการก้าวไปสู่มาตรฐานใหม่นี้เองจะช่วยเป็นประตูด่านแรกที่จะเปิดทางไปสู่การทำความตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศ Super bloc อย่างสหภาพยุโรปและประเทศอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต

นอกจากนี้ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ยังมี FTA ที่ตั้งเป้าจะให้จบไปในปี 2568 นี้อีกเพิ่มเติม เช่น ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ หรือ EPA ไทย – เกาหลีใต้ ความตกลงการค้าเสรีไทย-ภูฏาน ความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thai-EU FTA) เป็นต้น

ผมมองว่า เสน่ห์ของความตกลงทาง FTA ของไทยทั้ง 14 ฉบับที่บังคับใช้แล้วนั้น ไม่ได้มีแค่ทิศทางของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีอีกมุมหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงทิศทางของเครื่องมือชนิดนี้ คือ การใช้เครื่องมือในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ บางคนถึงขนาดพูดว่าเป็นนโยบายต่างประเทศเลยทีเดียว ยกตัวอย่าง ความตกลงการค้าเสรีไทย-ภูฏาน ประเด็นสำคัญนอกจากเรื่องเศรษฐกิจแล้วยังมุ่งไปที่การเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการต่างประเทศระหว่างทั้งสองรัฐบาล

หรือความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง (AHKFTA) ที่ถึงแม้ไม่มีการเก็บภาษีศุลกากรในการนำเข้าและส่งออก เนื่องจากฮ่องกงเป็นเขตบริหารที่ดำเนินนโยบายการค้าแบบเสรี และเป็นเมืองท่าปลอดภาษี (Free Port) แต่การทำความตกลงกลับไฮไลท์ไปที่การเคลื่อนย้ายเสรีของภาคบริการและการลงทุนที่ฮ่องกงมีความถนัดและชำนาญมากกว่า เช่น ในด้านการบริการด้านการขนส่ง (logistic) และการประกอบธุรกิจทางการเงิน (Financial hub) เป็นต้น

หลักเกณฑ์สำคัญของการจัดทำ FTA นอกจากกรอบที่กว้างและครอบคลุมการค้าระหว่างประเทศสมาชิกแล้ว ยังต้องมีความโปร่งใส เปิดให้สมาชิกองค์การการค้าโลกอื่นตรวจสอบความตกลงฯ ได้ มีมาตรการป้องกันผลกระทบของอุตสาหกรรมภายในต่อการเปิดการค้าเสรี มีกลไกระงับข้อพิพาท (Dispute Settlement หรือ DS) ตลอดจนถึงการวิเคราะห์ตลาดในการจัดทำ FTA ที่ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐใช้หน่วยงาน Outsource ในการวิเคราะห์ตลาดและประเมินความเป็นไปได้ ก่อนที่จะเริ่มเปิดโต๊ะการเจรจา

ซึ่งมี 3 ระดับ คือ การเจรจาในระดับองค์การการค้าโลก (WTO) ระดับพหุภาคี (Multilateral) และระดับทวิภาคี (Bilateral) ซึ่งบางทีก็จะใช้ชื่อเพื่อแสดงความเป็นพันธมิตรเศรษฐกิจและการเมือง เช่น ความร่วมมือใกล้ชิดทางเศรษฐกิจ (Closer Economic Partnership หรือ CEP) หรือความตกลงเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ (Economic Partnership Agreement)

แต่ทว่า ในแวดวงวิชาการนักเศรษฐศาสตร์เองกลับไม่เห็นด้วยมากนักกับการเจรจาในรูปแบบพหุภาคีและทวิภาคีเช่นนี้ เพราะจะสร้างความยุ่งเหยิงทางการค้าและส่อให้เกิดการเบี่ยงเบนทางการค้า (trade diversion) ที่ประเทศใดประเทศหนึ่งให้สิทธิพิเศษภาษีมากกว่าประเทศนอกภาคีสมาชิก จากที่ควรขายให้เพื่อเกิดความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (comparative advantage) แต่เมื่อโครงสร้างที่ใหญ่มากของ WTO หลายครั้งการเจรจาไม่ได้ข้อสรุปและผลตามที่บังคับใช้ ดูจาก Doha round เป็นตัวอย่าง เมื่อระบบใหญ่เป็นอัมพาตจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ทุกประเทศจะเลือกทางเดินเช่นนี้

ผมมองว่านี่เป็นโอกาสอันดีของประเทศไทยที่จะเพิ่มแต้มต่อ สร้างความแข่งขันได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจจากนอกสู่ในประเทศ อย่างไรก็ตาม เรายังต้องคิดถึงเรื่องผลกระทบจาก FTA การรับฟังทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องของกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ให้รอบคอบก่อนเปิดโต๊ะเจรจาทุกครั้ง ควรมีกองทุนเพื่อเป็น soft board ไว้รองรับผู้ประกอบการให้ปรับตัวได้ด้วย ที่สำคัญ หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงอย่างกระทรวงพาณิชย์ จะทำอย่างไรให้สามารถติดตามหรืออัพเดทสถานการณ์การค้าทั้งก่อนและหลังการเปิดใช้ความตกลงการค้าเสรี เพื่อแก้ไขหรือปรับปรุงให้สอดรับกับสถานการณ์

“FTA ขยายส่งออกได้ ก็เพิ่มนำเข้าได้มากเช่นเดียวกัน ไม่มีใครได้เต็มร้อย และไม่มีใครเสียเต็มร้อย แต่มีเสียหายมากเสียหายน้อย เป็นเรื่องที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณา…”