หน้าแรก บทความ ขอแบ่งปันความ...

ขอแบ่งปันความเข้าใจเบื้องต้นในคำสอนของพุทธศาสนา

23.02.25 | 18:00 น.

ขอแบ่งปันความเข้าใจเบื้องต้นในคำสอนของพุทธศาสนา

ผมเกิดมาในครอบครัวคาทอลิก ตอนที่อายุยังน้อย มีศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าและมีความเชื่อในคำสอนของศาสนาคริสต์ และแล้วชีวิตก็หันเห คิดว่าได้ทำบาปลงไป ถ้ายังเชื่อเหมือนเดิม ตายแล้ววิญญาณคงต้องตกนรก เลยอยากเชื่อใหม่โดยแขวนความเชื่อเรื่องนรก-สวรรค์ไว้ก่อน เปลี่ยนจากการเป็นคาทอลิกมาเป็น agnostic คือไม่รู้ว่ามีหรือไม่มีพระเจ้า (ต่างจาก atheist ที่เชื่อว่าไม่มีพระเจ้า) และหันมาสนใจในคำสอนของพุทธศาสนา ที่ดูเหมือนว่าจะใช้คำว่าวิญญาณในอีกความหมายหนึ่งคือ การรู้แจ้งในอารมณ์ผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ไม่ใช่วิญญาณตามความเชื่อของชาวคาทอลิก ว่ามีอยู่ในร่างกายของมนุษย์ เมื่อตายวิญญาณจะไปอยู่กับพระเจ้า หรือไปสู่ไฟชำระจนกว่าจะล้างบาปเสร็จ หรือตกนรกชั่วนิรันดร์

ผมมีหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาที่มีคนให้หรือที่ซื้อมาเองจำนวนหลายสิบเล่ม อ่านไปแล้วบ้าง แต่ไม่ค่อยเข้าใจ ไม่ซึมซับจนเป็นความเชื่อ-ความศรัทธาที่มั่นคง แต่โชคยังดีที่มีอาจารย์ชาญชัย ลิมปิยากรผู้เป็นกัลยาณมิตรคนหนึ่ง ซึ่งชวนผมไปฝึกเจริญสติที่วัดป่าโสมพนัส จังหวัดสกลนคร ฝึกกับหลวงตาสุริยา มหาปัญโญภิกขุอยู่หลายปี ฝึกเจริญสติแบบนั่งทำมือเข้าจังหวะ สลับกับการเดินจงกรมตามคำสอนของหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ อาจารย์ชาญชัยฝึกอย่างรุดหน้ากว่าผมมาก เมื่อถึงวัยแปดสิบ อาจารย์ชาญชัยอยากมีมรดกเป็นคำสอนถึงรุ่นหลาน จึงเขียนหนังสือชื่อ “ปัญญามนุษย์” และส่งมาให้ผมอ่าน ผมเลยได้รับมรดกนี้ก่อนใคร ๆ

หลวงพ่อเทียนสอนว่า “… บางคนว่าที่หลวงพ่อนำมาสอนนี้เป็นของใหม่, ใหม่ที่ไหน? พระพุทธเจ้าท่านก็ยังสอนว่า ยืน เดิน นั่ง นอน คู้ เหยียด เคลื่อนไหว โดยวิธีใดก็ให้กำหนดรู้ ทีนี้เราก็มีทำเป็นจังหวะให้มันมารู้กับจังหวะนี้, มันเป็นอุบายที่ให้มารู้อยู่กับจังหวะมือนี้ เป้าหมายก็เพื่อจะให้มันเข้ามารู้ใจที่มันคิดโน่น เพราะตัวรู้สึกนี้ เมื่อมันมีมากขึ้น ๆ มันจะไปรู้เท่ารู้ทันความคิด รู้คิดกับเห็นคิดมันคนละอันกันนะ เมื่อเรารู้เราเห็นเท่าทันมันแล้ว มันก็จะไม่ถูกปรุง มันก็จะไม่เป็นเรื่องยืดยาว มันคิดมาก เราก็จะรู้มาก รู้เท่าทันกันเข้า ๆ เมื่อมันทันกันเข้าถึงที่สุดแล้ว เหมือนฟิวส์ไฟฟ้านี่ ขาดปุ๊บออกไปเลย หรือเหมือนเชือกไนลอนที่เราดึงตึง ๆ แล้วตัดตรงกลาง เชือกมันจะขาดสะท้อนไปสู่หลักเดิม … อันนี้ก็เช่นเดียวกัน จิตของเราจะไม่ถูกปรุง อันนี้เรียกว่าเกิดการดับ”

อุปมาอุปไมยของหลวงพ่อเทียนเรื่องเชือกไนลอนขาด แยกกันโดยต่อกลับไม่ได้นั้น ผมในฐานะผู้ฝึกที่ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวก็ไม่ค่อยจะเข้าใจ ขณะเดียวกัน ผู้ฝึกมักจะถามไถ่หรือบอกเล่ากันว่า ได้ “รูป-นาม” หรือยัง ผมเลยพลอยคิดไปว่าจะใช่เรื่องเดียวกันไหม เพราะดูเหมือนว่า “เชือกขาด” กับได้ “รูป-นาม” เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญบนเส้นทางการฝึก พอมาอ่านหนังสือ “ปัญญามนุษย์” ก็เข้าใจขึ้นมาบ้าง โดยอาจารย์ชาญชัยสรุปเป็นความคิดรวบยอดว่า ได้ “รูป-นาม” คือเห็นว่าจิตสามารถแบ่งออกเป็นสองโหมด คือ โหมดคิดกับโหมดสติ โดยขอยกคำกล่าวของอาจารย์ชาญชัยมาอ้างดังนี้

Advertisement

“เมื่อผมไปฝึกสติครั้งแรกกับหลวงตาสุริยาได้ 5 วัน ก็ได้อารมณ์ รูป-นาม คำว่า รูป-นาม คำนี้เป็นภาษาที่ผู้ฝึกเจริญสติด้วยวิธี สร้างจังหวะ 14 จังหวะในท่านั่ง สลับกับการเดินจงกรม เป็นวิธีที่ลูกศิษย์หลวงพ่อเทียนใช้ปฏิบัติตามกันมา และชอบกล่าวถึงกันบ่อย ๆ เวลาแสดงธรรม แต่ผมก็ไม่เข้าใจในครั้งกระนั้น มาเข้าใจทีหลังว่าคำว่า “รูป-นาม” ที่มักกล่าวถึงกันเมื่อผู้ฝึกเจริญสติเกิดอาการที่ ความคิดและสติแยกตัวออกจากกัน หรือสติเป็นอิสระจากความคิด ซึ่งผู้ฝึกที่เข้าถึงอารมณ์นี้ได้จะเข้าใจว่า สติกับความคิดไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ทั้งสติและความคิดก็คือ จิตเหมือนกัน แต่อยู่ต่างโหมดกัน

… นาม ที่ระบุไว้ในคำ รูป-นาม เป็นความว่างของจิตที่รองรับนามธรรมของรูปที่จิตสร้างขึ้น ที่ท่านพุทธทาสเรียกว่า จิตว่าง นิกายเซ็นจะใช้คำว่า จิตเดิมแท้หรือตัวสตินั่นเอง การฝึกสติคือการที่จิตเข้าถึงโหมด “สติ” ก็จะมาเห็นจิตที่คิดปรุงแต่ง (รูป) หรือการประมวลผลของสัญญาณที่ผ่าน อายตนะ 6”

ถ้าเป็นเช่นที่อาจารย์ชาญชัยบอก การเจริญสติ (เช่น การปฏิบัติตามมหาสติปัฏฐานสูตร ซึ่งหลวงตาสุริยามักให้เราอ่านเป็นตอน ๆ เมื่อทำวัตรเย็น) ก็คือการฝึกให้จิตเห็นจิตที่คิดปรุงแต่ง (รูป) จนจิตที่ฝึกดีแล้วจะเกิดสติ หรืออาการที่เข้าถึงจิตที่ว่างหรือจิตเดิมแท้ อย่างไรก็ดี หลวงตาสุริยาบอกให้ฝึกต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ทำนองจะบอกพวกเราว่า ในตอนแรก ๆ เราอาจเข้าถึงจิตเดิมแท้ (สติ) เพียงเวลาสั้น ๆ หรืออาการ “รูป-นาม” ไม่เสถียร มีจางไปเป็นธรรมดา จึงต้องฝึกต่อเนื่องหรือต่อไป

อาจารย์ชาญชัยขยายความการเห็นจิตที่คิดปรุงแต่งดังนี้ “วิธีวัดผลว่ารู้ธรรมะจริงหรือไม่คือ รู้ว่ายังทุกข์-สุข กับเรื่องที่มากระทบอายตนะ 6 และยังครุ่นคิดและไตร่ตรองถึงมันอยู่ ซึ่งเป็นการปรุงแต่ง หรือเป็นกระบวนการประมวลผลของจิตด้วยสังขารขันธ์ ที่เรียกว่า วิตก วิจาร (ฌานที่ 1 ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ ปัทสัทธิหรือการสงบใจ สมาธิและอุเบกขา) ดังนั้น ถ้ายังรู้สึกเวทนาหรือสุข-ทุกข์กับสัญญาณที่กระทบอายตนะ 6 แสดงว่ายังไม่ผ่าน ต้องฝึกด้วยการสร้างจังหวะและเดินจงกรมอีก”

มีวลีหนึ่งที่อยู่ในมหาสติปัฏฐานสูตรที่สรุปเรื่อง “ทุกข์ในอริยสัจจ์” ว่า “อุปาทานขันธ์ทั้งห้า เป็นตัวทุกข์ ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าทุกข์ในอริยสัจจ์” อาจารย์ชาญชัยให้ความสำคัญแก่วลีนี้มาก โดยอธิบายว่า

“การรู้ของจิตมีสองโหมด

1) รู้โดยการคิด หรือโดยกระบวนการประมวลผลข้อมูลที่เป็น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอารมณ์ ซึ่งเป็นอย่างมีแบบแผนและมีลำดับขั้นตอนที่แน่นอน ไม่สะเปะสะปะ ซึ่งภาษาคณิตศาสตร์สมัยนี้เรียกขั้นตอนการประมวลผลนี้ว่า อัลกอริทึม (Algorithm) ในพระสูตรสติปัฏฐาน 4 เรียกกระบวนการประมวลผลนี้ว่า ขันธ์ 5 จากแบบแผนการประมวลผลของขันธ์ 5 นี้ทำให้มนุษย์สปีชีส์โฮโมเซเปียนส์ เกิดความรู้ทางวิทยาการ และทักษะทางโลก มีความสามารถสร้างภาษาและ ระบบการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ให้สามารถดำรงชีวิตเป็นสังคมและขยายเผ่าพันธุ์บนดาวโลกดวงนี้ได้

2) การรู้ด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นการรู้ที่ไม่ปรุงแต่ง รู้ว่าเป็นสัญญาณ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอารมณ์ พร้อมไปกับความรู้สึกตัวเฉย ๆ วางจิตเป็นกลาง ๆ ไม่ไปปรุงแต่งสัญญาณที่ผ่าน ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย และใจ แต่ กำหนดการระลึกรู้ความรู้สึกตัวไว้อย่างต่อเนื่อง เรียกว่าสติสัมปชัญญะ (รู้ว่าความคิดเกิด-ดับ แต่ไม่คิดต่อ) ภาวะแบบนี้ จิตจะไม่ใช้อัลกอริทึม ขันธ์ 5 ประมวลผลสัญญาณ แต่ใช้ความรู้สึกเฉย ๆ เฝ้าดูจิตตัวเอง เมื่อไม่เข้าไปประมวลผลสัญญาณนั้น ๆ จิตจึงจะเกิดความเข้าใจกระบวนการปรุงแต่งของจิตที่คิด จนสามารถควบคุมอารมณ์ ความกลัว ความอยาก ความโลภ โกรธ หลง ที่จิตสร้างขึ้นจากโหมดความคิดและอารมณ์ตัวเอง

… ความเป็นตัวเป็นตนของตัวเราเองถูกสร้างขึ้นด้วยระบบประมวลผลอัลกอริทึมขันธ์ 5 เป็นแอป (application) ที่ทำให้เราไม่รู้จัก “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ของความนึกคิดจิตใจ และร่างกายของตัวเรา จึงเกิดการยึดมั่นในขันธ์ 5 หรือพระท่านมักจะเทศน์ว่า ‘อุปาทานขันธ์ 5 คือทุกข์’”

หมายความว่า “ทุกขัง” คือการยึดมั่นถือมั่นว่า ขันธ์ 5 คือตัวตน และการพ้นทุกข์คือรู้แจ้งว่าไม่มีตัวตน ต้องไปให้พ้นจากตัวตน หรือฝึกจนเห็นอนัตตา ซึ่งน่าจะเหมือนกับความว่าง ซึ่งเป็นคำที่เข้าใจยากพอ ๆกันนั่นแหละ ผมอยากรู้ว่าอนัตตากับความว่างหรือสุญญตาเหมือนกันไหม พอดีได้คำตอบจากอาจารย์เสถียร โพธินันทะ ว่าเหมือนกัน (ดู https://www.youtube.com/watch?v=QkPq3JeYy3E) ดังนี้

“สุญญตาอันใด อนัตตาก็อันนั้น อนัตตาอันใด สุญญตาก็อันนั้น

สุญญตากับอนัตตาความจริงก็มีความหมายใกล้เคียงกัน กล่าวคือเป็นคำปฏิเสธสภาวะซึ่งมีอยู่-เป็นอยู่ด้วยตัวมันเอง สรรพสิ่งซึ่งปรากฏแก่เราล้วนเป็นปฏิจจสมุปบาทธรรมทั้งสิ้น สุญญตามิได้หมายว่าว่างเปล่าไม่มีอะไรเลยเหมือนอากาศ แต่หมายเพียงว่าไม่มีสภาวะที่ดำรงอยู่ได้โดยตัวของมันเอง ชนิดที่ไม่ต้องอาศัยปัจจัย … โลกเป็นปฏิจจสมุปบาท ความดับปฏิจจสมุปบาทนั้นเสียได้ ก็คือพระนิพพาน … เมื่อสภาวะไม่มีเสียแล้ว อภาวะก็พลอยไม่มีไปด้วย เพราะมีสภาวะจึงมีอภาวะเป็นของคู่กัน … ผู้ใดเห็นว่าโดยสมมติสัจจธรรมทั้งปวงเป็นปฏิจจสมุปบาทและโดยปรมัตถสัจจธรรมทั้งปวงเป็นสุญญตาไซร้ ผู้นั้นแลได้ชื่อว่าผู้มีสัมมาทิฐิโดยแท้ ที่ว่ามานี้เป็นมติของพระนาคารชุนผู้เป็นต้นนิกายสุญญวาท”

ต่อจากคำสอนของหลวงพ่อเทียน ผมเลยมาพยายามทำความเข้าใจกับคำสอนเรื่องความว่าง ได้ลองฝึกอานาปานสติโดยหวังเห็นความว่าง สักแวบหนึ่งก็ยังดี (ก่อนหน้านี้หวังได้ “รูป-นาม” จากการฝึกแบบเข้าจังหวะมาพอสมควร) พระสูตรสำคัญของมหายานพระสูตรหนึ่งคือ “ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร” โดยเฉพาะฉบับที่สั้น ซึ่งเมื่ออ่านครั้งแรกไม่เพียงแต่ไม่เข้าใจ หากตกตะลึงว่านี่มันอะไรกันแน่ คำสอนที่เคยได้ยินมากลับว่างเปล่า บอกว่า ขันธ์ 5 คือความว่าง, ธรรมทั้งปวงล้วนว่างเปล่า, ไม่มีอายตนะ 6, ไม่มีปฏิจจสมุปบาท, ไม่มีอริยสัจจ์ 4, ไม่มีการบรรลุธรรม!

อยากให้ลองอ่านปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรกันดูอีกสักครั้ง คราวนี้ของใช้สำนวนแปลของ Astro Neemo (ดู https://www.astroneemo.net/index.php/2016-08-08-05-31-12/62-2010-01-13-07-51-35/55-2010-01-13-08-57-00) ซึ่งผู้แปลปรารภว่า “เป็นสำนวนแปลตามความเข้าใจและความรู้สึกของผมเอง … อยากแปลให้เข้าใจง่ายเท่านั้น ทั้งนี้ย่อมมีข้อผิดพลาดมากอยู่” สำนวนแปลมีดังนี้

“ในสมัยหนึ่งพระพุทธองค์ประทานเทศนาแด่พระสารีบุตร กล่าวถึงการบำเพ็ญธรรมของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ดังนี้ว่า

พระอวโลติเกศวรโพธิสัตว์ (กวนอิม) ขณะบำเพ็ญวิปัสสนาญาณแล้วบังเกิดปัญญาญาณอันยิ่ง เพ่งพิจารณาในขันธ์ 5 ทั้งปวงแล้วรู้ชัดด้วยปัญญาญาณว่า ขันธ์ 5 ทั้งหลายล้วนคือความว่าง คืออนัตตา คือความเป็นศูนย์ หากสรรพสัตว์ทั้งหลายมีปัญญาเห็นตามดังนี้ ย่อมข้ามพ้นซึ่งทุกข์ทั้งปวง

ดูกร! สารีบุตร  รูปไม่ต่างจากความว่าง ความว่างไม่ต่างจากรูป รูปคือความว่าง ความว่างคือรูป แม้ที่สุด เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็ล้วนว่างเปล่า

ดูกร! สารีบุตร  ธรรมทั้งปวงล้วนว่างเปล่า  ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่มัวหมอง ไม่ผ่องแผ้ว ไม่มีเพิ่ม ไม่มีลด

ดังนั้นด้วยเหตุนี้ ในความว่างย่อมไม่มีรูป ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีสังขาร ไม่มีวิญญาณ และย่อมไม่มีการสัมผัสรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  จึงไม่มีรูป ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น ไม่มีเสียง ไม่มีการรับรู้ทางสัมผัสและธรรมารมณ์  ย่อมไม่เกิดจักษุวิญญาณ ฯลฯ จนกระทั่งที่สุดย่อมไม่มีมโนวิญญาณ (เกิดขึ้น)

ไร้ซึ่งอวิชชา และไร้ซึ่งที่สุดแห่งอวิชชา (วิชชา) ไร้แม้กระทั่ง ชาติ ชรา มรณะ และที่สุดแห่งชาติ ชรา มรณะ ไร้ความทุกข์ (ทุกข์) ไร้เหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย) ไร้การดับทุกข์ (นิโรธะ) ไร้หนทางที่ดำเนินไปสู่ทางดับทุกข์ (มรรค) ไร้ปัญญา ไร้การบรรลุ เพราะไม่มีอะไร(จะ)ให้บรรลุ

พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ด้วยเหตุที่ได้ดำเนินตามมหาปัญญาอันเป็นปรมัตถ์นี้ (ปรัชญาปารามิตา) จิตย่อมไม่วิตก (กังวล) เพราะจิตไม่วิตกกังวล (สับสนมืดมัว) จิตจึงมี (ความตั้งมั่น) ไม่หวาดหวั่น (ย่อมเป็นผู้) ห่างไกลจากมิจฉาทิฐิทั้งปวง มีพระนิพพานเป็นที่สุด

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายแม้ในอดีต ปัจจุบัน และจักมีในอนาคต ล้วนอาศัยเหตุของการดำเนินตามและพิจารณาด้วยปัญญาอันยิ่งนี้ (ปรัชญาปารามิตา) ด้วยความเห็นตรงเยี่ยงนี้ (สัมมาทิฐิ ) (ตามข้างต้นนี้แล้ว)  จึงได้บรรลุสู่ญาณแห่งความรู้แจ้งอันสูงสุด ซึ่งไม่มีสิ่งใดยิ่งกว่า (อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ)

(ด้วยเหตุนี้ ๆ) จงทราบไว้ว่า “ปรัชญาปารามิตา” เป็นมหาศักดาธารณี (มนต์) เป็นมหาวิทยาธารณี (มนต์) เป็นอนุตรธารณี (มนต์) เป็นอสมธารณี (มนต์) สามารถดับสรรพทุกข์ทั้งหลายให้หมดสิ้นไปได้ด้วยสัตยาธิษฐาน (สัจจะอันไม่เป็นเท็จ) นี้ ฉะนั้นจึงได้ประกาศ “ปรัชญาปารามิตามหาธารณีมนต์” ดังนี้

คะเต คะเต ปาระคะเต ปาระสังคะเต โพธิ สวาหา

(ไป ไป ไปสู่ฝั่งโน้น ฝั่งแห่งพุทธะ ฝั่งพระนิพพาน สวาหา)”

พอได้อ่านหนังสือ “ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร” ของอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ก็มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นมาบ้าง ล่าสุดหยิบหนังสือ “แก่นพุทธศาสน์” ของท่านพุทธทาสมาอ่านอีกครั้ง ความเข้าใจเพิ่มขึ้นมาอีกบ้าง หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุเขียนคำนำในหนังสือเล่มนี้ว่า “เมื่อเดือนธันวาคม 2504 คณะนายแพทย์แห่งโรงพยาบาลศิริราช ร่วมด้วยนักศึกษาวิชาแพทย์ได้นิมนต์ท่านพุทธทาสแสดงปาฐกถา รวม 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 มีหัวข้อว่า “ใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนาคือ สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น” ครั้งที่ 2 มีหัวข้อว่า “ความว่าง : ธรรมที่เป็นประโยชน์สำหรับฆราวาสคือเรื่องสุญญตา” และครั้งที่ 3 มีหัวข้อว่า “การปฏิบัติเพื่อความว่างมี 3 โอกาส : ปรกติ กระทบ ดับจิต” หลวงพ่อปัญญาฯท่านแนะนำว่า “อ่านช้า ๆ คิดตามไปด้วย … จงพยายามอ่านแล้วอ่านอีก อ่านด้วยจิตใจที่เยือกเย็น-สงบจนเข้าใจชัด”

ในเรื่องใจความของพระพุทธศาสนา ท่านพุทธทาสเกริ่นนำว่า ในสมัยพุทธกาลมีโรคภัยไข้เจ็บอยู่ 2 ประเภทคือ โรคทางกายกับโรคทางจิต โรคทางจิตในสมัยนี้ไม่ตรงกับสมัยพุทธกาล ซึ่งสมัยนั้นหมายถึงโรคทางความคิดเห็น หรือทางกิเลสตัณหา เดี๋ยวนี้เราเอาคำว่า “โรคทางจิต” ไปใช้กับโรคทางจิตตามธรรมดา ที่เนื่องกันอยู่กับร่างกาย ท่านพุทธทาสจึงขอบัญญัติคำขึ้นมาใหม่เป็น 3 คำว่า โรคทางกาย, โรคทางจิต หรือ mental disease, และโรคทางวิญญาณ หรือ spiritual disease ซึ่งตรงกับทางจิตในสมัยพุทธกาล คำว่า spiritual และ mental นี้ต่างกันไกลลิบ mental หมายถึงจิตที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่กับกาย ถ้าหากเราเป็นโรคทาง mental ให้ไปโรงพยาบาลประสาท ถ้าเป็นโรคทางวิญญาณ ต้องรักษาเยียวยาทางวิญญาณ นั่นแหละคือธรรมะที่มารักษาเยียวยาโรคทางวิญญาณ

อย่างไรก็ดี มีผู้รู้จำนวนหนึ่งบอกว่าคำว่าวิญญาณทางพุทธศาสนาเป็นหนึ่งในขันธ์ 5 หมายถึง “ความรู้แจ้งอารมณ์” และในปฏิจจสมุปบาทหมายความว่าเกิดธาตุรู้การปรุงแต่งทางกาย วาจา และทางใจ ส่วนคำว่า spiritual มักแปลว่า “จิตวิญญาณ” เช่น สุขภาวะทางจิตวิญญาณ (spiritual wellbeing) ก็ให้ความหมายว่าการรู้ผิดชอบชั่วดี การไม่ยึดถือตัวตนอัตตา การเข้าใจและเท่าทันความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง ส่วนพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติให้นิยามว่า “ปัญญา” หมายความว่า “ความรู้ทั่ว รู้เท่าทัน และเข้าใจอย่างแยกได้ในเหตุผลแห่งความดี ความชั่ว ความมีประโยชน์และความมีโทษ ซึ่งนำไปสู่ความมีจิตใจอันดีงามและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่” และมีผู้แปลคำว่าสุขภาวะทางปัญญาว่า intellectual wellbeing

ส่วนอาจารย์ชาญชัยในหนังสือ “ปัญญามนุษย์” ตั้งชื่อบทบทหนึ่งของหนังสือว่า สมอง – ใจ ผมถามอาจารย์ว่า “ใจ” คำนี้ตรงกับคำว่า “จิต” หรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ “ใจ” (บางคนสับสนกับคำว่าหัวใจ) เป็นเรื่องกายภาพ ในเรื่องอายตนะ 6 อาจารย์อธิบายว่า “ใจ” เป็นประตูทางเข้าของสัญญาณที่ 6 คือ “อารมณ์” ระบบการประมวลผลทำให้เกิดการรู้แจ้งทางอารมณ์ (วิญญาณขันธ์) แล้วจึงเกิดผัสสะ คือการกระทบระหว่างสัญญาณกับอวัยวะประเมินผลทางกาย (ระบบสมองและต่อมไร้ท่อ) ต่อไปจึงเกิดตัณหา เกิดอุปาทานและการสร้างตัวตน

ผมน้อมตามท่านพุทธทาส เพียงแต่อยากเอาใจผู้รู้ทางเถรวาทบ้างเหมือนกัน จึงขอใช้คำว่าจิตวิญญาณ ในความหมายของคำว่า spiritual (ไม่ใช้คำว่า “วิญญาณ” เฉย ๆ) ดังนั้น โรคทางจิตวิญญาณจึงหมายถึง spiritual disease และสุขภาวะทางจิตวิญญาณ หมายถึง spiritual wellbeing และขอตีความคำว่า “สุขภาพทางปัญญา” ของกฎหมายสุขภาพแห่งชาติว่าตรงกับคำว่า spiritual health นั่นเอง (ไม่ใช้คำว่า intellectual)

ในหนังสือ “แก่นพุทธศาสน์” ท่านพุทธทาสอธิบายว่า โรคทางวิญญาณอยู่ที่ความรู้สึกว่า ตัวเรา- ของเรา, ตัวกู – ของกู, หรือ อหังการ – มมังการ หัวใจของพุทธศาสนามีกล่าวอยู่ว่า “สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น” รู้แล้วไปปฏิบัติเพื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น แล้วก็ได้ผลเป็นจิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร เป็นจิตที่ว่างที่สุด จึงถือว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนา

ในการบรรยายครั้งที่ 2 เรื่องความว่าง ท่านพุทธทาสให้ความหมายของคำว่า “ธรรม” ว่าหมายถึง “สิ่งทั้งปวง” และอ้างพุทธภาษิตว่า “ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น” และขยายความต่อไปว่า “ทาน” หมายความว่าให้บริจาคการยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูของกูออกไปให้หมด ในเรื่อง “ศีล” ท่านพุทธทาสอธิบายว่า มีจิตว่างชั่วขณะหนึ่งก็นับว่ามีศีลชั่วขณะนั้น อีกประการหนึ่ง จิตว่างนั้นเป็น “สมาธิ” อย่างยิ่ง และจิตว่างนั้นเป็นตัว “ปัญญา” อย่างยิ่ง เมื่อไปถึง มรรค – ผล – นิพพาน คือความว่างในระดับที่สูงขึ้นไปตามลำดับ สรุปก็คือ ความว่างนี้หรือของว่างนี้ คือความจริงของสิ่งทั้งปวง ท่านพุทธทาสได้แปลหนังสือ “คำสอนของฮวงโป” ในเรื่องความว่าง จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ท่านพุทธทาสแนะนำให้รู้จักสังเกตความว่าง และอ้างปริศนาธรรมของฮวงโปที่ว่า “ให้ดูที่จิตของเด็กก่อนที่จะปฏิสนธิ”

ในการบรรยายครั้งที่ 3 ท่านพุทธทาสได้อธิบายวิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่างใน 3 โอกาส

โอกาสแรกคือขณะที่ปรกติ ไม่มีอารมณ์มากระทบ มีเวลาว่าง จะอ่านหนังสือก็ได้ คิดนึกอะไรก็ได้ จะทำวิปัสสนาก็ได้ ท่านแนะ “ให้ดูว่ามีอะไรบ้างที่น่าเอา น่าเป็น” เมื่อพบความจริงว่าไม่มีอะไรที่น่าเอาหรือน่าเป็น มันก็วางเฉยกับสิ่งทุกสิ่ง อย่าไปยึดมั่นในนิพพาน อย่าไปยึดมั่นในวัฏฏสงสาร มันต้องไม่ยึดมั่นทั้งสองฝ่าย จึงจะเป็นความว่างและความไม่เกิด

โอกาสที่สองคือขณะที่อารมณ์มากระทบ มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส มากระทบที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ต้องให้ผัสสะหยุดอยู่ที่ผัสสะ ให้เวทนาหยุดอยู่ที่เวทนา เห็นรูปสักแต่ว่าเห็น ได้ยินเสียงสักแต่ว่าได้ยิน ได้กลิ่นสักแต่ว่าดม ลิ้มรสสักแต่ว่าลิ้ม สัมผัสสักแต่ว่าสัมผัส ถ้าทำได้อย่างนั้น ตัวกูไม่เกิด คือว่างอยู่เรื่อย ถ้าหยุดอยู่ที่ผัสสะไม่ไหว ไปที่เวทนาก็ได้ รู้สึกสบาย-ไม่สบาย พอใจ-ไม่พอใจ แล้วให้หยุดอยู่อย่างนั้น ถ้าหยุดได้ อุปาทานไม่เกิด

โอกาสที่สามคือขณะที่จะดับจิต ความรู้สึกมันจะหมดไป ๆ ลืมนั่นลืมนี่ลืมทุกอย่าง ลืมเวลา สถานที่ หรือคนใกล้ชิด ไม่มีอะไรที่น่าเอา-น่าเป็น ขอให้ความรู้สึกว่า “สมัครดับไม่เหลือ” อยู่คู่กับจิตจนถึงวาระสุดท้าย กระโจนสู่ความดับไม่เหลือ ไม่มีอะไรเลยที่น่าเอา-น่าเป็น ถ้าเราอยู่ด้วยความรู้สึกดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ ซ้อมความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ ทีนี้มันก็ดับไม่เหลือไปด้วยความรู้สึกอันนี้

ท่านพุทธทาสสรุปว่า เมื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง ว่างอยู่เป็นปรกติ แล้วเป็นความว่างเสียเอง ทำจิตให้ว่างจากการยึดถือสิ่งทั้งปวง และจิตก็เป็นความว่างเสียเอง เป็นความดับไม่เหลือแห่งตัวกูของกู

เมื่อไตร่ตรองคำสอนของท่านพุทธทาส เมื่ออ่านคำสอนหลาย ๆ หน เมื่อกลับไปอ่านปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรอีกหลายหน แล้วลองปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 เพื่อความว่าง เพื่อการดับไม่เหลือ

ขอแบ่งปันประมาณนี้

โคทม อารียา