เศรษฐกิจไทยช่วงปีที่ผ่านมาอัตราการขยายตัวเพียงร้อยละ 2.5 ช่วงสิบปีที่ผ่านมา
การขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยเพียงร้อยละ 1.89 เป็นอัตราที่ต่ำและต่ำสุดในอาเซียนซึ่งขยายตัวเฉลี่ยได้ร้อยละ 5.4 สำหรับปี พ.ศ.2568 สศช.คาดว่าอาจขยายตัวได้ร้อยละ 3.0 แต่รัฐบาลเตรียมอัดฉีดเม็ดเงิน 2.6 แสนล้านบาท หวังดันเศรษฐกิจให้ไปเป็นร้อยละ 3.5 เศรษฐกิจไทยเสมือนคนป่วยซึมยาวการจะให้กลับมาขยายตัวเท่ากับค่าเฉลี่ยของอาเซียนยังขาดปัจจัยเอื้อที่จะมาช่วยเสริม ปัญหาหลักภาคธุรกิจเอกชนขีดความสามารถในการแข่งขันลดน้อยถอยลงทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติที่ลดลง การเข้าไม่ถึงข้อตกลงทางการค้าเสรีทั้งกับสหรัฐ และอียู กำลังแรงงานที่ลดลงจากสังคมสูงวัยรวมถึงผลิตภาพแรงงานที่ค่อนข้างต่ำ ปัญหาทางโครงสร้าง เช่น หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและการขาดสภาพคล่องทางการเงินทั้งระดับธุรกิจและชาวบ้าน
สภาวะเศรษฐกิจของไทยติดกับดักการขยายตัวต่ำและงบประมาณขาดดุลสูงขึ้นทุกปีมีผลต่อการทำมาหากินของธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะ SMEs และรายย่อยซึ่งมีอยู่ประมาณ 3.225 ล้านราย
(ที่มา : สสว.) ธุรกิจจดทะเบียนนิติบุคคลและยังดำเนินการอยู่มีมากกว่า 1.029 ล้านกิจการเป็นโรงงานอุตสาหกรรมมากกว่า 73,000 แห่ง ธุรกิจเอกชนเหล่านี้ส่วนใหญ่กำลังเผชิญการดิ้นรนเพื่อให้อยู่รอดภายใต้เศรษฐกิจที่ฝืดเคืองจากกำลังซื้อของประชาชนที่ลดน้อยลง การแข่งขันด้านราคาสูงทั้งแข่งขันกันเองในประเทศและจากสินค้าอุปโภค-บริโภคจากประเทศจีนราคาถูกซึ่งกำลังการผลิตเหลือทะลักเข้ามาแย่งตลาดสินค้าไทยทั้งจากออฟไลน์และออนไลน์ หลายกิจการสู้ไม่ไหวต้องปิดตัวแม้แต่ร้านค้ารายย่อย ร้านอาหาร ล้งพ่อค้ากลางสินค้าเกษตร ภาพที่เห็นชินตาแต่หน่วยงานรัฐไม่เห็นคือคนจีนทั้งสีเทาและไม่เทาย้ายสำมะโนครัวเพื่อมาเปิดกิจการขายสินค้าแม้แต่ในตรอกซอกซอยก็ไม่เว้น
ภายใต้บริบทที่กล่าวทำให้ภาคเอกชนทั้งร้านค้า-ภาคบริการและอุตสาหกรรมการผลิตเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องและหนี้เสีย (NPL) กับสถาบันการเงินลามไปถึงหนี้เสียทางการค้า การปล่อยเครดิตทางการค้าปัจจุบันยาวออกไป 2-3 เดือนเป็นเรื่องปกติ ธุรกิจบางรายถึงขั้นต้องเลิกกิจการ ในปีที่ผ่านมาการจดเลิกธุรกิจมากกว่า 23,680 ราย ทุนจดทะเบียนรวมกันประมาณ 1.712 ล้านล้านบาท อีกทั้งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2565-2567) โรงงานอุตสาหกรรมเลิกกิจการรวมกันมากกว่า 4,185 แห่งหรือเฉลี่ยปีละ 1,395 ราย สำหรับปีนี้จำนวนคงใกล้เคียงกัน
สำหรับผู้ประกอบการที่ยังทำธุรกิจท่ามกลางการเศรษฐกิจซึมยาวส่วนใหญ่เพื่อความอยู่รอดมีการปรับกลยุทธ์ด้วยการส่งเสริมการตลาดในรูปแบบต่างๆ เช่น ลดแลกแจกแถม โดยเฉพาะการตัดราคาแข่งขันกันรุนแรง บางรายมีการปรับขนาดธุรกิจ ลดค่าใช้จ่ายไปจนถึงลดคนหรือการปรับใช้เทคโนโลยี เช่น เอไอ หุ่นยนต์ ระบบออโตเมชั่น โปรแกรมซอฟต์แวร์ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ของภาคธุรกิจ
นัยเพื่อลดกำลังคน การแข่งขันที่รุนแรงทำให้ต้องมีการคัดคนส่วนเกินหรือที่มีผลิตภาพแรงงานต่ำออกจากงาน ตัวเลขการว่างงานในระบบประกันสังคม (ม.33) ล่าสุดมีจำนวน 218,467 คน อัตราว่างงานร้อยละ 1.8 ในจำนวนนี้เป็นแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง 41,726 คน คิดเป็นร้อยละ 19.1 ของผู้ว่างงานในระบบประกันสังคม
ทางเศรษฐศาสตร์ปัจจัยการผลิตที่สำคัญคือแรงงานหรือมนุษย์เงินเดือนซึ่งมีนายจ้างในระบบประกันสังคมมีประมาณ 12.081 ล้านคน บางส่วนทำงานในสถานประกอบการที่กำลังเผชิญปัญหาขีดความสามารถแข่งขันต่ำและประสบปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจ/อุตสาหกรรมที่กำลังอยู่ในสภาพ “Sunset” หรือช่วงการเปลี่ยนผ่านทางโครงสร้างการผลิต-นวัตกรรมและการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี เช่น อุตสาหกรรมเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น อุตสาหกรรมก่อสร้าง-อสังหาริมทรัพย์ ภาคธุรกิจที่อาการหนักคืออุตสาหกรรมผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ใช้เครื่องสันดาปภายใน (ICE) รวมถึงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องทั้งภาคการผลิตและบริการที่กำลังถูกคุกคามจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีไปสู่ยานยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าและ/หรือเครื่องยนต์ไฮบริดจ์
หากเป็นแรงงาน/มนุษย์เงินเดือนที่ทำงานในสถานประกอบการเหล่านี้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่อาจถูกปรับลดออกจากงาน เมื่อธุรกิจปรับตัวใช้กลยุทธ์ต่างๆ เพื่อความอยู่รอดมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานก็ต้องปรับตัวให้มีคุณค่า (Value) ทำตัวให้ยังคงมีประสิทธิภาพและมีผลิตภาพแรงงานคุ้มค่าจ้างไม่ให้กลายเป็นส่วนเกินอยู่ในลิสต์รายชื่อที่องค์กรจะปรับออกหรือเรียกเท่ๆ ว่า “Early Retire” หากอายุ 35-40 ปี ขึ้นไปคงไม่ใช่ช่วงเวลาที่จะหางานใหม่ได้ง่ายๆ ข้อมูลของเว็บหางานรายใหญ่พบว่ากลุ่มคนที่อายุอยู่ในช่วงดังกล่าวมีการโพสต์หางานสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 26 ของผู้หางานทั้งหมด
ภายใต้เศรษฐกิจซึมยาวไม่มีสัญญาณหรือปัจจัยเอื้อสภาพเช่นนี้จะยืดเยื้อไปอีกนานขณะที่ภาคธุรกิจเอกชนที่ยังอยู่รอดส่วนใหญ่ปรับตัวไปก่อนหน้านี้ สภาวะของเศรษฐกิจไทยภาคที่ขับเคลื่อนได้ดีคือส่งออกและท่องเที่ยว ส่วนภาคอื่นๆ แค่รักษาสภาพทรงตัวได้ก็ดีแล้วการผ่านพ้นยังไม่เห็นแสงสว่าง การอยู่รอดทั้งนายจ้างและลูกจ้างคือ “ความอึดและอดทน (Tolerate & Endure)” ตลอดจนการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงและไม่แน่นอนจุดแข็งในอดีตอาจกลายเป็นจุดอ่อนในปัจจุบัน ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs และรายย่อยต้องรู้จักทำแผนความต่อเนื่องของธุรกิจ (BCP) และการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) อาจมีการจำลองสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจมีผลต่อธุรกิจ เช่น ราคาสินค้าแข่งขันไม่ได้ทำให้ยอดขาย/รายได้ตก ลูกค้ารายใหญ่หายไป ประสบปัญหาการขาดทุนไปจนถึงขาดสภาพคล่อง
สำหรับมนุษย์เงินเดือนโดยเฉพาะแรงงานวัยกลางคนหากทำงานอยู่ในธุรกิจประเภท “New S-Curve Industry” หรือธุรกิจที่อยู่ในเทรนด์ยุค 4.0 ตลอดจนทำงานอยู่ในสถานประกอบการขนาดใหญ่ซึ่งควบคุมตลาดหรือกึ่งผูกขาดสามารถกำหนดราคาไม่ต้องแข่งขันกับใครรวมถึงทำงานราชการ-รัฐวิสาหกิจ-ลูกจ้างรัฐคงอยู่ได้สบายๆ หากไม่ได้อยู่ในองค์กรที่ยังอยู่ในช่วง “Sunrise Industry” แรงงานอายุวัยกลางคนจึงมีความเสี่ยงจำเป็นที่จะต้องมีกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพทำตัวเองให้มีคุณค่าในเวลาเช่นนี้คงไม่ควรเกี่ยงงานหรือเลือกงาน ประเด็นสำคัญควรมีแผนสำรอง เช่น เอาวันหยุดหรือหลังงานไปเพิ่มทักษะใหม่ทั้งที่ Reskill/Upskill รวมถึง Change Skill รองรับการเปลี่ยนแปลงงานใหม่ที่ต้องการทักษะที่ไม่เหมือนเดิม ประการสำคัญควรมีแผนบริหารความเสี่ยงมีการจำลอง “Worst-case Scenario” รับมือกรณีฉุกเฉินหากดูแล้วเรือที่เราอยู่ไปไม่รอดอาจต้องเปลี่ยนเรือก่อนที่จะถูกเท… เผื่อไว้ก็ไม่เสียหาย

