หน้าแรก บทความ การศึกษาเท่าเ...

การศึกษาเท่าเทียม (2)

6.03.25 | 12:58 น.
การศึกษาเท่าเทียม (2)

การศึกษาเท่าเทียม (2)

ว่าเรื่องการเสนอร่าง พ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียม ของพรรคภูมิใจไทยกันต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว
ทั้งๆ ที่กฎหมายหลักคือ รัฐธรรมนูญ 2560 เขียนไว้อย่างชัดเจน

มาตรา 27 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลจะกระทำมิได้ ในที่นี้หมายรวมถึงสิทธิและเสรีภาพในการศึกษาด้วยอย่างแน่นอน

นอกจากนั้น หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ มาตรา 54 รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามความต้องการในระบบต่างๆ รวมทั้งส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิตและจัดให้มีการร่วมมือกันระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนในการจัดการศึกษาทุกระดับ โดยรัฐมีหน้าที่ดำเนินการ กำกับ ส่งเสริมและสนับสนุนให้การจัดการศึกษาดังกล่าวมีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล

Advertisement

ในเมื่อกฎหมายแม่ บัญญัติรับรองหลักการนี้แล้ว มองมุมนี้ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียมออกมาใช้บังคับแต่อย่างใด

แต่เพราะว่า ความเป็นจริงในทางปฏิบัติไม่เป็นไปตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนไว้ การจัดบริการทางการศึกษาของรัฐยังบกพร่อง ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ความไม่เสมอภาคเท่าเทียมทางการศึกษายังดำรงอยู่อย่างกว้างขวาง

การมีแต่กฎหมายแม่จึงไม่พอ ต้องมีกฎหมายลูกมารองรับ กำหนดวิธีการปฏิบัติให้เกิดผลจริง

พรรคภูมิใจไทยจึงคิดหาทางออกด้วยการสร้างระบบ กลไกใหม่ ขึ้นมารองรับ เพื่อให้ความเท่าเทียมทางการศึกษาเป็นจริง โดยผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นตัวช่วยที่สำคัญ

อย่างไรก็ตาม การที่ปัญหาความไม่เสมอภาคเท่าเทียมยังดำรงอยู่ เพราะการบังคับใช้กฎหมายขาดประสิทธิภาพ รัฐไม่สามารถปฏิบัติได้หรือไม่ก็เลือกปฏิบัติ

เหตุเพราะกฎหมายไม่มีบทลงโทษ นอกจากโทษทางการเมืองซึ่งเกิดจากการยื่นกระทู้ถาม เสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ

การยกร่างกฎหมายลูกขึ้นมารองรับโดยไม่มีบทกำหนดโทษ กรณีไม่ทำหรือทำไม่สำเร็จ ความเท่าเทียมจะเกิดขึ้นได้จริงหรือ

ในสังคมที่การบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ ไร้สภาพบังคับ ความเท่าเทียมมิอาจเกิดขึ้นได้จริง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาเป็นเรื่องของเสรีภาพ ความรับผิดชอบ จิตสำนึก ความมีระเบียบวินัย เคารพกฎเกณฑ์ กติกา การรับฟังความเห็นต่าง

คำถามตามมามีอีกว่า ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียม เป็นการจัดการศึกษาระบบไหน ในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาประเภทใด วิชาสามัญ วิชาชีพ (อาชีวศึกษา) และจัดการศึกษาระดับใด ก่อนพื้นฐาน พื้นฐาน มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา

ความเท่าเทียมทางการศึกษา ไม่อาจเกิดขึ้นได้ภายใต้ระบบและโครงสร้างการบริหารการศึกษาเดิมขณะนี้ จึงต้องสร้างองค์กร หน่วยงานขึ้นมาใหม่เป็นการเฉพาะเพื่อผลักดันให้เกิดขึ้น

ความคิด ความเชื่อที่ว่ามานี้ถูกต้อง ตอบโจทย์ถูกจริง หรือจะเป็นแค่เพิ่มตัวละครใหม่เข้ามา เพิ่มภาระ ทั้งคน เงิน งาน

หน่วยงานใหม่ ตำแหน่งใหม่ ผลประโยชน์ใหม่ มากกว่าองค์กรเดิม คนเดิมๆ ที่ทำอยู่ก่อน เริ่มต้นจากความไม่เท่าเทียม เหนือกว่าคนอื่น เสียก่อนแล้ว

ขณะที่ความเป็นจริง ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สถาบันการศึกษาตั้งแต่มัธยมศึกษาจนถึงอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยต่างๆ ดำเนินการกันอยู่แล้ว

มีข้อบังคับ ประกาศ หลักเกณฑ์ แนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ไม่ว่า ธนาคารหน่วยกิต ระบบทะเบียนสะสมหน่วยกิตและกลไกการเทียบโอนผลการเรียน ใช้บังคับ เป็นที่รับรู้กันทั่วไป

ทำไม สถาบันการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภทเหล่านี้ไม่สามารถทำให้เกิดความเท่าเทียมทางการศึกษาได้ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเปิดอย่างรามคำแหง สุโขทัยธรรมาธิราช และมหาวิทยาลัยปิดอีกมากมาย ซึ่งล้วนเปิดโอกาส ให้บริการทางการศึกษา เป็นทางเลือกที่หลากหลาย

ทำไม ไม่เลือกแนวทางสร้างความเท่าเทียม โดยกระทรวง อว.และกระทรวงศึกษาธิการ ฯลฯ เป็นช่องทาง แทนที่จะสร้างองค์การขึ้นมาใหม่ให้สิ้นเปลือง

งบประมาณที่จะใช้ไปในการสร้างสถาบันการศึกษาเท่าเทียมโดยไม่จำเป็น เอาไปใช้ให้สถาบันการศึกษาที่มีอยู่ ยกระดับ พัฒนา เทคโนโลยี สร้างหลักสูตรใหม่ๆ ทันสมัย ไม่คุ้มค่ากว่าหรือ

สุดท้ายแล้วขอบเขตอำนาจ บทบาทหน้าที่ของสถาบันการศึกษาเท่าเทียมเป็นเพียงสถาบันการศึกษาอีกแห่งหนึ่งเท่านั้น หรือถึงขั้นมีอำนาจ หน้าที่วางหลักเกณฑ์ กำหนดกติกา ควบคุมกำกับมาตรฐานสถาบันการศึกษาอื่นๆ ด้วย

ความชัดเจนในภารกิจ ขอบเขต หน้างานของสถาบันที่จะตั้งขึ้นใหม่นี้กว้างขวางแค่ไหน

แนวคิดสถาบันการศึกษาเท่าเทียม ทำให้คิดย้อนไปถึงอดีต พยายามสร้างความเสมอภาคเท่าเทียมด้วยเหตุผลทางการเมือง ตั้งมหาวิทยาลัยประจำจังหวัด จนมหาวิทยาลัยเฟ้อ ร้างไม่มีนักศึกษา ในที่สุดต้องล้มเลิกความคิด

โมเดลการจัดการศึกษาแนวทางนี้ในต่างประเทศมีแบบอย่างที่ผ่านการศึกษาวิจัย สรุปบทเรียนมาแล้วบ้างหรือไม่ สามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ไม่เท่าเทียมได้แท้จริงเพียงไร

ไม่อยากคิดว่าการยกร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นเพราะอิทธิพลจาก พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียมซึ่งได้รับการตอบรับสนับสนุนอย่างกว้างขวาง จึงต้องสร้างจุดขาย ความแตกต่างจากสถาบันการศึกษาทางเลือกที่มีอยู่แล้วมากมาย

การเสนอกฎหมายทำในนามพรรค ลงนามโดยหัวหน้าพรรค ขณะที่รัฐมนตรีของพรรคกำกับดูแลทั้งกระทรวง อว.และ ศธ.

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ความเห็น ท่าทีของรัฐมนตรีทั้งสองกระทรวง ตลอดจนผู้บริหารการศึกษาไทย นักคิดทางการศึกษาทั้งหลายจะเห็นอย่างไร

กล้าที่จะเห็นต่าง โต้แย้ง เสนอทางออกที่ดีกว่าหรือไม่ หรือเลือกข้างความเงียบ เพื่อความอยู่รอดมาก่อน ความเท่าเทียม