พลังธรรมแห่งจินตนาการสู่ความร่วมมือพื้นฐาน
ชีวิตของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป ขอถือโอกาสการเขียนบทความบทนี้เพื่อบอกเล่าจุดเปลี่ยนทางความคิดและทางพฤติกรรมตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา
เมื่ออายุยังน้อย ผมเป็นเด็กซุกซนและมีศรัทธาในคำสอนของศาสนาคาทอลิกที่ว่า “จงรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง” ผมเรียนหนังสือที่โรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก ตอนอยู่ชั้นประถม ชอบวิ่งเล่นเป็นหลัก ไม่ค่อยสนใจการเรียน ไม่ส่งการบ้าน จนวันหนึ่งมาถึงซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ครูประจำชั้นเรียกมาหน้าชั้นเรียน แล้วใช้ไม้บรรทัดตีก้น 72 ที เด็กอย่างผมจึงได้คิดว่าคุณครูเอาจริงเฮะ
ผมมาชอบอ่านหนังสือเมื่ออยู่ชั้นมัธยม เริ่มจากหนังสือการ์ตูน นิยายผจญภัย และหนังสือกำลังภายใน รู้สึกสนุกกับการอ่าน และเป็นนิสัยติดตัวมาจนทุกวันนี้ โรงเรียนอัสสัมชัญแบ่งนักเรียนเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่เรียนฝรั่งเศส กับกลุ่มที่เรียนอังกฤษซึ่งมีนักเรียนมากกว่า ผมเรียนในกลุ่มฝรั่งเศสเช่นเดียวกับพี่ชายอีก 4 คน เพราะคุณพ่อบอกว่า ถ้าเรียนฝรั่งเศสก่อนแล้วต่อไปเรียนอังกฤษ จะเรียนได้ง่ายกว่า
ในทางกลับกัน เพื่อนที่เรียนฝรั่งเศสมาด้วยกันพอจบ ม. 6 ส่วนใหญ่ไปเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมฯหรือโรงเรียนอื่น มีบ้างที่ออกจากระบบโรงเรียนไปทำงานทำการ บางคนร่ำรวยไปเลย นักเรียนชั้น ม. 7 และ ม. 8 แผนกฝรั่งเศสเหลือเพียง 16 คน ก็รักใคร่กันดี บราเดอร์อูแบร์โตเป็นครูประจำชั้นผู้เอาใจใส่และสอนให้เราสนุกกับการทดลองทางวิทยาศาสตร์
ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาการสร้างเขื่อนยันฮี ซึ่งเป็นเขื่อนที่ใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ของประเทศ เริ่มก่อสร้างในปี 2500 ตอนนั้นผมอยู่ชั้น ม. 6 ก็พลอยตื่นเต้นไปกับเขาด้วย เชื่อว่าไฟฟ้าที่จะผลิตขึ้นมาจากเขื่อนจะนำความเจริญก้าวหน้ามาสู่ประเทศ เขื่อนนี้เริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าได้ในปี 2507 และได้รับพระราชทานนามว่าเชื่อนภูมิพลตั้งแต่นั้นมา
ในปี 2503 สถานทูตฝรั่งเศสได้จัดสรรทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนชั้น ม. 8 สาขาฝรั่งเศสของโรงเรียนอัสสัมชัญจำนวนหนึ่งทุน ซึ่งเป็นกรณีทดลองหรืออย่างไรไม่ทราบ เพราะก่อนหน้าและหลังจากนั้น รัฐบาลฝรั่งเศสจะให้ทุนการศึกษาแก่ผู้จบปริญญาตรีขึ้นไป โชคชะตาทำให้ผมเรียนอยู่ชั้น ม. 8 พอดี จึงอยู่ในจำนวนนักเรียน 16 คนที่มีสิทธิรับทุน บราเดอร์ให้พวกเราเขียนเรียงความภาษาฝรั่งเศส ว่าเราจะเลือกเรียนต่อวิชาอะไร และคิดจะทำอะไรเมื่อเรียนจบ ภายใต้ความประทับใจกับเขื่อนยันฮี ผมเขียนเรียงความว่าจะเรียนวิศวกรรมไฟฟ้า เพื่อนำความรู้มาช่วยพัฒนาประเทศ ไม่รู้ว่าเพื่อนคิดว่าบราเดอร์ลำเอียงหรือเปล่าที่ให้ทุนผม
เมื่อไปเรียนต่อที่เมืองตูลูส ผมเป็นนักเรียนประจำอยู่สองปี เป็นสองปีที่ตั้งใจเรียน เพราะเพื่อนใหม่ที่ฝรั่งเศสแม้จะชอบพอกันดี แต่มีหลายคนที่ชอบล้อเลียนว่า ผมล้าหลังในทุกด้าน ทั้งด้านคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ฯลฯ ที่สำคัญคือด้านภาษาฝรั่งเศสและปรัชญา สอบได้คะแนน 2 หรือ 3 เต็ม 20 ทุกครั้งไป และวิชาฝรั่งเศสเป็นวิชาบังคับในการสอบแข่งขันเข้าโรงเรียนวิศวกรรมศาสตร์เสียด้วย แล้วผมจะไหวหรือ ผมจึงต้องตั้งใจเรียนมากหน่อย จนถึงวันนี้ ความรู้เรื่องภาษาและปรัชญาฝรั่งเศสของผม ยังคงถูกนักศึกษาฝรั่งเศสทิ้งห่าง แต่ที่สอบแข่งขันเข้าโรงเรียนวิศวกรรมไฟฟ้ากับเขาได้ ก็อาศัยวิชาอื่นมาช่วย
ผมเกิดปมด้อยว่าอ่อนภาษา วิธีเอาตัวรอดคืออ่าน เริ่มจากอ่านเรื่องที่อ่านง่ายก่อน นอกจากการ์ตูนแล้ว ที่อ่านง่ายคือบทละคร เพราะเป็นบทพูด รู้ว่าใครพูด และภาษาพูดที่เขียนเป็นบทละครมักเข้าใจง่ายกว่าภาษาเขียนที่ฟุ่มเฟือยกว่า ฝึกอ่านอยู่หลายปี จึงขึ้นขั้นมาอ่านหนังสือพิมพ์ และวรรณกรรมที่เพื่อนมักเอามาอ้างถกเถียงกัน
ผมได้อ่านวรรณกรรมที่หลากหลาย และมีหนังสือเล่มหนึ่งที่ประทับใจเป็นพิเศษที่เขียนโดย แซงต์ เต็กซ์ซูเปรี ซึ่งผมและภรรยานำมาแปลเป็นภาษาไทยชื่อ “แผ่นดินของเรา” ผมยังได้อ่านประวัติของผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2495 ชื่อคุณหมอชไวท์เซอร์ เขาเป็นชาวเยอรมันที่ไปรักษาโรคมาเลเรียในถิ่นทุรกันดารของประเทศกาบองซึ่งเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ด้วยอิทธิพลที่ได้รับจากหนังสือที่อ่านทั้งสองเล่ม ผมบอกตนเองว่าเป็นนักมนุษยนิยมผู้รักสันติภาพ แต่คิดว่าปัจจุบันน่าจะเรียกตัวเองว่าเป็นนักมนุษยชาตินิยม ซึ่งกินความหมายถึงการรักเพื่อนมนุษย์เหมือนเมื่อครั้งเป็นเด็กที่ศรัทธาในศาสนาคาทอลิกนั่นเอง
โรงเรียนประจำที่เมืองตูลูสเป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัยจากความหวั่นไหวของชีวิต พอมาเข้าโรงเรียนวิศวกรรมไฟฟ้าที่ชานเมืองปารีส การปกป้องด้วยดีของโรงเรียนได้หมดไป ผมต้องเผชิญกับชีวิตและสังคมด้วยความอ่อนหัดของตนเอง บางสิ่งที่ทำไปซึ่งถือว่าเป็นบาปหนักตามคำสอนคาทอลิกที่เคร่งครัด เมื่อผมตายไปวิญญาณคงต้องตกนรก ทางออกหนึ่งที่แม้ลำบากใจแต่ก็เลือกไว้คือ การแขวนความเชื่อเรื่องนรก-สวรรค์ไว้ก่อน เปลี่ยนจากการเป็นคาทอลิกมาเป็น agnostic คือไม่รู้ว่ามีหรือไม่มีพระเจ้า (ต่างจาก atheist ที่เชื่อว่าไม่มีพระเจ้า)
ผมคิดว่าคำสอนของพุทธศาสนามีส่วนคล้ายกับ agnostic ชาวคาทอลิกเชื่อว่ามีวิญญาณอยู่ในร่างกายมนุษย์ เมื่อตายวิญญาณจะไปอยู่กับพระเจ้า หรือไปสู่ไฟชำระจนกว่าจะล้างบาปเสร็จ หรือตกนรกชั่วนิรันดร์ ชาวพุทธให้ความหมายแก่คำว่าวิญญาณในฐานะหนึ่งในขันธ์ 5 หมายถึงการรู้แจ้งในอารมณ์ที่ผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
พอจบจากโรงเรียนวิศวกรรมไฟฟ้า ผมไปทำงานในฐานะวิศวกรที่ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยปารีส ทำงานไปเรียนไป สอบได้ประกาศนียบัตรการศึกษาขั้นสูงและได้ปริญญาเอกสำหรับวิศวกร ระหว่างนั้น เพื่อนร่วมงานได้ช่วยเหลือผมทั้งในด้านงานและการเผชิญชีวิต ที่สำคัญคือกระตุ้นให้ผมสนใจอ่านหนังสือให้กว้างขวางออกไป เริ่มเข้าใจวิชาสังคมศาสตร์ รวมถึงปรัชญาบ้าง เช่น อัตถิภาวนิยม และมนุษยนิยม กล่าวโดยเฉพาะคือ ผมได้ให้ความสนใจแก่ความเป็นไปในโลกนี้ โดยเฉพาะในเรื่องประชาธิปไตย สันติวิธี และสิทธิมนุษยชน ที่ติดตัวผมมาจากการเป็นนักศึกษาในฝรั่งเศสจนถึงทุกวันนี้
ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2511 หนุ่มสาวชาวฝรั่งเศสได้นำการประท้วงรัฐบาล ภายใต้คำขวัญว่า “จินตนาการสู่อำนาจ” ประท้วงกันนับแสนคนเป็นแรมเดือน ตำรวจกับนักศึกษาตีกันหัวร้างข้างแตก แต่เขาเคารพชีวิต ไม่ตีกันถึงตาย ผมเสี่ยงไปเข้าร่วมประท้วงบ้าง รู้ดีว่าถ้าถูกจับจะถูกส่งกลับประเทศทันที สุดท้ายการประท้วงของนักศึกษาได้เลิกราไป เพราะฝ่ายอนุรักษ์นิยมรวมตัวกันออกมาประท้วงครั้งใหญ่เรียกร้องความสงบ ผลของเหตุการณ์ครั้งนั้นแม้ไม่สามารถโค้นล้มรัฐบาล แต่ได้นำไปสู่การปฏิรูปในหลายด้าน รวมทั้งการปฏิรูปการศึกษา ในทางส่วนตัว ผลพวงของเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2511 คือความไม่พอใจของผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการที่ผมทำงานอยู่ด้วย เขาจึงอยากเปลี่ยนตัววิศวกร แต่ก็กรุณาให้วิศวกรที่ทำงานอยู่ (คือผม) เร่งเขียนวิทยานิพนธ์ ซึ่งก็ผ่านการสอบด้วยดี (mention tr’s honorable)
จะด้วยผลของการเขียนเรียงความสมัยสอบชิงทุนหรือไม่ก็ตาม ผมตั้งใจจะทำตามความเรียงที่เขียนไว้ คือกลับมาทำงานในเมืองไทย แม้ไม่ใช่งานการผลิตไฟฟ้า แต่ได้มุ่งมาสมัครงานที่แผนกวิขาวิศวกรรมไฟฟ้า ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีบุญคุณต่อผมเป็นล้นพ้นเช่นเดียวกับโรงเรียนอัสสัมชัญ ผมทำงานที่นี่เป็นเวลา 28 ปี อย่างไรก็ดี จากการไปศึกษาเรียนรู้ที่ประเทศฝรั่งเศส ผมอยากทำตัวให้เป็นประโยชน์ในด้านอื่นด้วย ในตอนต้น ได้ใช้เวลาที่ว่างจากงานประจำ ไปสอนพิเศษภาษาฝรั่งเศส ไปเป็นที่ปรึกษาค่ายชาวเขา ไปแปลหนังสือ ฯลฯ ที่สำคัญคือ ผมเป็นนักกิจกรรมด้านสันติวิธีและสิทธิมนุษยชน และทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชนในด้านนี้มาโดยตลอด
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของผม เกิดขึ้นเมื่อได้ลาออกจากการเป็นอาจารย์วิศวกรรมไฟฟ้า มาเป็นกรรมการการเลือกตั้ง เมื่ออายุได้ 54 ปี ต่อมาเมื่อเกษียณอายุ (อายุ 60 ปี) ผมเริ่มสนใจการเจริญสติ โดยอาจารย์ชาญชัย ลิมปิยากรผู้เป็นกัลยาณมิตรคนหนึ่ง ได้ชวนผมไปฝึกที่วัดป่าโสมพนัส จังหวัดสกลนคร ฝึกกับหลวงตาสุริยา มหาปัญโญภิกขุอยู่หลายปี ฝึกเจริญสติแบบนั่งทำมือเข้าจังหวะ สลับกับการเดินจงกรมตามคำสอนของหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ บุคคลที่ฝึกเจริญสติแบบเข้าจังหวะมักกล่าวกันบ่อย ๆ ถึงการได้อารมณ์ รูป – นาม ซึ่งอาจารย์ชาญชัยช่วยอธิบายให้พอเข้าใจว่า รูป – นาม คืออาการที่ผู้ฝึกเห็นความคิดและสติแยกตัวออกจากกัน หรือเห็นสติเป็นอิสระจากความคิดนั่นเอง
ต่อจากคำสอนของหลวงพ่อเทียน ผมได้พยายามทำความเข้าใจกับคำสอนเรื่องความว่าง ได้ลองฝึกอานาปานสติโดยหวังเห็นความว่าง สักแวบหนึ่งก็ยังดี พระสูตรสำคัญในเรื่องนี้ได้แก่ “ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร” โดยเฉพาะฉบับที่สั้น ซึ่งเมื่ออ่านครั้งแรกไม่เพียงแต่ไม่เข้าใจ หากตกตะลึงว่านี่มันอะไรกันแน่ คำสอนที่เคยได้ยินมากลับว่างเปล่า บอกว่า ขันธ์ 5 คือความว่าง, ธรรมทั้งปวงล้วนว่างเปล่า, ไม่มีอายตนะ 6, ไม่มีปฏิจจสมุปบาท, ไม่มีอริยสัจจ์ 4, ไม่มีการบรรลุธรรม! อย่างไรก็ดี พอได้อ่าน “โศลกมูลฐานว่าด้วยทางสายกลาง” ของนาคารชุน ก็มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จึงขอยกมาอ้างสักสองโศลกดังนี้
“คำสอนอันได้แก่พระธรรมของพระพุทธเจ้า
ตั้งอยู่บนความจริงสองประการ
ได้แก่ความจริงของแบบแผนทางโลก (สมมติสัจจะ)
กับความจริงระดับสุดท้าย (ปรมัตถสัจจะ) …
สิ่งนั้น อันได้แก่การเกิดขึ้นโดยอิงอาศัยกัน
อธิบายได้ว่าคือศูนยตา
สิ่งนั้น อันได้แก่การบัญญัติโดยอิงอาศัยกัน
ก็ได้แก่ทางสายกลางนั่นเอง”
พอเข้าใจได้ว่า “ผู้ใดเห็นว่าโดยสมมติสัจจธรรม สิ่งทั้งปวงเป็นปฏิจจสมุปบาท และโดยปรมัตถสัจจ ธรรม สิ่งทั้งปวงเป็นสุญญตาไซร้ ผู้นั้นแลได้ชื่อว่าผู้มีสัมมาทิฐิ”
ผมได้รับโอกาสจากการที่คุณหมอประเวศ วะสี ได้กรุณาแนะนำให้คุณหมอพรชัย มาตังคสมบัติ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลรับผมเข้าทำงานในศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี เพื่อช่วยทำความเข้าใจว่าเหตุการณ์รุนแรงที่ปะทุขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปี 2547 นั้น เป็นความขัดแย้งในเรื่องอะไรกัน และมหาวิทยาลัยมหิดลจะมีบทบาทอะไรได้บ้าง ข้อค้นพบคือเป็นความขัดแย้งทางสังคมการเมืองที่ยืดเยื้อ โดยเฉพาะในเรื่องอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์และความยุติธรรม แนวทางแปลงเปลี่ยน (transform) ความขัดแย้งคือลดการปฏิบัติการเชิงรุกทางการทหาร พร้อมทั้งถักทอความสัมพันธ์ข้ามขีดแบ่งด้วยการสานเสวนา (dialogue) เป็นสำคัญ
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ซึ่งปัจจุบันบูรณาการเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ได้ใช้แนวทางสันติวิธีและการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งทั้งในการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการชุมชน และใช้ตำราที่สำคัญ เช่นของ โยฮัน กัลตุง และของ จอห์น พอล เลเดอรัค ซึ่งสถาบันฯได้ดำเนินการแปลและพิมพ์เผยแพร่ หนังสือเล่มหนึ่งที่ผมชอบและนำมาใช้มากมีชื่อว่า “พลังธรรมแห่งจินตนาการ : ศิลป์และวิญญาณการสร้างสันติภาพ” เขียนโดยเลเดอรัค ซึ่งจะขอนำมากล่าวถึงต่อไป
เลเดอรัคเสนอว่า เส้นทางสู่สันติภาพไม่ใช่เส้นตรง ไม่มียุทธศาสตร์สำเร็จรูป สันติภาพต้องสร้างขึ้นด้วยความเพียร และจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อมีการถักทอความสัมพันธ์ใหม่ ตั้งแต่ระดับชุมชนขึ้นมา เขาให้ความสำคัญแก่เรื่องเล่า และใช้เรื่องเล่า 4 เรื่อง เพื่อนำสู่การ “สัมผัส” กับ “ความเรียบง่าย” ที่อยู่อีกด้านหนึ่งของความซับซ้อน เขายกบทกวีของ เลสลี มาร์มอน ซิลโก เพื่อเน้นความสำคัญของเรื่องเล่าดังนี้
ฉันขอบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องเล่าให้คุณฟัง
เรื่องเล่าไม่ใช่เพียงความบันเทิง
อย่าหลงเชื่อเช่นนั้น
หากเป็นทั้งหมดที่เรามี
ทั้งหมดที่เรามีเพื่อต่อสู้กับโรคภัยและความตาย
คุณจะไม่มีอะไรสักอย่างหากคุณไม่มีเรื่องเล่า
เลสลี มาร์มอน ซิลโก
เรื่องแรกที่เขาเล่ามาจากความขัดแย้งด้วยอาวุธที่ยืดเยื้อที่ประเทศกานา คู่ขัดแย้งคู่หนึ่งคือระหว่างชาวเผ่าดากอมบัสซึ่งเป็นมุสลิม มีการปกครองรวมศูนย์ภายใต้หัวหน้าสูงสุด กับชาวเผ่าคอนคอมบัสซึ่งเป็นเกษตรกรที่ถูกดูแคลนว่า “ปลูกเผือก ปลูกมัน” ไม่มีหัวหน้าใหญ่ พวกเขาเปลี่ยนมาถือคริสต์ จึงมีโอกาสเรียนหนังสือ ทำให้มีสถานภาพทางสังคมดีขึ้น นักสันติวิธีพยายามอย่างยิ่งจนในที่สุดสามารถเชิญชวนทั้งสองฝ่ายให้ยินยอมมาพบกัน
หัวหน้าสูงสุดเผ่าดากอมบัสมาพร้อมบริวารและสิ่งบ่งบอกความเป็น “เจ้านาย” มาถึงก็พูดว่า “ดูซิ พวกนี้กระทั่งหัวหน้าก็ไม่มี เพิ่งมาจากไร่จากนา จะหาผู้เฒ่าสักคนมาพบข้าฯก็ยังดี แต่นี่มีแต่เด็กเมื่อวานซืน” ชายหนุ่มคอนคอมบัสขอพูดบ้าง “คุณพ่อพูดถูกแล้ว เราไม่มีหัวหน้า เราเคารพท่านผู้เป็นหัวหน้าสูงสุด แต่เราไม่มีทางอื่นใดนอกจากใช้ความรุนแรงเพื่อจะได้รับความเคารพ เพื่อจะได้มีหัวหน้าของเราที่จะมาพูดกับท่าน แทนที่จะให้เด็กหนุ่มอย่างผมเป็นคนมาพูด”
หัวหน้าสูงสุดนิ่งอยู่นาน แล้วพูดว่า “ผมมาเพื่อเล่นงานพวกคุณ แต่คุณเรียกผมว่าคุณพ่อ คุณพูดถูก พวกเราที่มีหัวหน้าดูถูกพวกคุณว่าไม่มีหัวหน้า เราไม่เคยรับรู้มาก่อนว่าคุณเจ็บปวดเพียงใดเพราะถูกดูถูก ลูกเอ๋ย ผมขอโทษ” และแล้วบรรยากาศที่ตึงเครียดก็เปลี่ยนไป การมองอีกฝ่ายแปลงเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์และความขัดแย้งก็แปลงเปลี่ยนตาม
เรื่องเล่าเรื่องที่สองเกิดที่อำเภอวาจีร ประเทศเคนยา อยู่ติดชายแดนประเทศเอธิโอเปียและโซมาเลีย เป็นแดนสนธยา ที่ซึ่งชนเผ่าต่าง ๆ ผ่านเข้าออกและสู้รบกัน คืนหนึ่งในปี ค.ศ. 1993 มีการยิงสู้รบกัน เดคาอุ้มลูกสาวที่เพิ่งคลอดไปซ่อนใต้เตียงในขณะที่มีลูกกระสุนยิงผ่านห้องนอนไปมา รุ่งเช้าแม่ของเธอเล่าว่าในปี ค.ศ. 1966 แม่ก็เคยพาเธอไปซ่อนใต้เตียงเช่นเดียวกัน
เพื่อนของเดคาหลายคนมีเรื่องเล่าทำนองนี้ พวกเธอเริ่มร่วมกันตั้งคำถามว่า ทำอย่างไรวาจีรจะเป็นที่ซึ่งลูกสาวของเธอจะไม่ต้องเผชิญชะตากรรมเช่นนี้ซ้ำอีก เริ่มต้นมีผู้หญิงไม่ถึง 12 คนมาคุยกันและตัดสินใจว่า “เราจะเริ่มที่ตลาด” ตลาดต้องเป็นที่ที่ผู้หญิงไม่ว่าจากเผ่าใดสามารถมาซื้อ-มาขายได้อย่างปลอดภัย แล้วกลุ่มผู้หญิงได้ขยายวงโดยเชิญผู้เฒ่าเผ่าต่าง ๆ ให้มาหารือกัน มีผู้เฒ่าเผ่าที่เล็กสุดเป็นผู้ดำเนินการประชุม พวกเขาถกเถียงกันและเห็นว่าการสู้รบควรยุติลง จึงร่วมกันตั้งสภาผู้เฒ่าเพื่อสันติภาพขึ้น และเริ่มคุยกับนักรบและจัดการกับการปะทะระหว่างเผ่า
พวกผู้หญิงเริ่มติดต่อข้าราชการอำเภอ และ ส.ส. เชิญพวกเขามาร่วมประชุม ในที่สุดรัฐบาลก็ให้การยอมรับ เนื่องจากนักรบส่วนใหญ่คือเยาวชน ผู้หญิงและผู้เฒ่าจึงไปพูดคุยกับผู้นำเยาวชนในอำเภอ ซึ่งรวมกลุ่มกันเป็น “เยาวชนเพื่อสันติภาพ” เพื่อไปพูดคุยกับนักรบเผ่าต่าง ๆ ไม่นานพวกเขาพบว่า ปัญหาหลักอยู่ที่การไม่มีงานทำ
พวกเขาจึงไปติดต่อนักธุรกิจ ซึ่งช่วยหางานให้นักรบที่หยุดรบทำ ผู้หญิง ผู้เฒ่า เยาวชน นักธุรกิจ และผู้นำศาสนาในท้องถิ่นรวมกันตั้ง “คณะกรรมการสันติภาพและการพัฒนาแห่งวาจีร” คณะกรรมการประชุมเป็นประจำ และร่วมกับข้าราชการและผู้นำระดับชาติ ซึ่งนำไปสู่การหยุดยิงและการปลดอาวุธ
10 ปีให้หลัง คณะกรรมการฯยังทำงานอยู่ ปัญหาหลากหลายดำรงอยู่ และผู้หญิงก็ยังเฝ้าระวังให้ตลาดของเธอเป็นที่ปลอดภัย
จากเรื่องเล่าเรื่องที่สอง เลเดอรัคคงอยากบอกพวกเราว่า จงสัมผัสหัวใจแห่งความซับซ้อน สร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับผู้ที่อยู่ใกล้ แล้วไปหาคนอื่น ๆ ที่อยู่ไกลสุดเท่าที่คุณจะติดต่อได้
เรื่องเล่าที่สามมาจากประเทศโคลอมเบีย ซึ่งมีความขัดแย้งรุนแรงมากว่า 60 ปี ในปี ค.ศ. 1987 นายร้อยแห่งกองทัพคนหนึ่งผู้เลื่องชื่อในเรื่องความโหดร้ายเรียกประชุมชาวไร่ชาวนากว่า 2000 คน เพื่อบอกว่า จะยกโทษให้พวกเขาถ้ายอมรับอาวุธและมาเป็นกองกำลังจัดตั้งเพื่อสู้รบกับฝ่ายกบฏ FARC เขาเสนอทางเลือก 4 ทางคือ มาเป็นกองกำลังของเรา ไปสมทบ FARC อพยพออกไป หรือตาย
โฮเซ ชายวัยกลางคน ลุกขึ้นมาพูดว่า “คุณพูดเรื่องยกโทษ แต่ยกโทษเราเรื่องอะไร คุณคือผู้ล่วงละเมิด เราไม่เคยฆ่าใคร คุณจะให้อาวุธราคาหลายล้านเปโซแก่เรา แต่สินเชื่อเพื่อการเกษตรสักเปโซหนึ่งก็ไม่มีให้ ที่นี่มีทหาร 100,000 คน มีตำรวจอีกมาก มีพวก FARC 20,000 คน มีทหารพราน มีพ่อค้ายาเสพติด และมีกองกำลังเจ้าที่ดิน แต่ช่วยแก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย เราไม่ต้องการปืน เราต้องการสินเชื่อ รถไถ รถบรรทุก คุณเป็นทหาร หน้าที่ของคุณคือคุ้มครองประชาชน ไม่ใช่มายุยงให้เราฆ่ากันเอง เราจะไม่อยู่ข้างคุณ ไม่อยู่ข้างใครทั้งนั้น และเราจะไม่ไปจากที่นี่ด้วย” ชาวไร่ชาวนาได้ลุกขึ้นมาเผชิญความกลัวด้วยความจริงใจและการสานเสวนา เผชิญความรุนแรงด้วยความพร้อมที่จะพูดกับทุกคน ยุทธศาสตร์ของพวกเขาคือความโปร่งใสและการประกาศดินแดนนี้เป็นดินแดนแห่งสันติ
จากเรื่องเล่าเรื่องที่สาม เลเดอรัคคงอยากบอกพวกเราว่า จงจินตนาการไปให้ไกลกว่าที่เห็น เมื่อเผชิญกับความรุนแรงและการข่มขู่คุกคาม จงเสนอความจริง ความโปร่งใส และการสานเสวนา
เรื่องเล่าสี่มาจากประเทศทาจิกกิสถาน ที่อยู่ถัดไปทางเหนือของอัฟกานิสถาน ประเทศนี้สามารถยุติสงครามกลางเมืองโดยการตั้งรัฐบาลผสม ประกอบด้วยกลุ่มมุสลิม อดีตคอมมิวนิสต์ และกลุ่มชาติพันธุ์ หลังจากนั้นมีการเลือกตั้งซึ่งกลุ่มมุสลิมแพ้ แต่หลังจากยอมรับความพ่ายแพ้นั้น พวกมุสลิมไม่หวนกลับไปทำสงครามกลางเมืองอีก
ขณะที่ยังมีการสู้รบ รัฐบาลได้ขอให้อาจารย์คนหนึ่งไปชวนอิหม่ามที่เป็นผู้นำกลุ่มมุสลิมให้ลงเขามาเจรจาด้วย อาจารย์จึงไปเยี่ยมอิหม่ามหลายต่อหลายหน ส่วนใหญ่ก็พูดกันเรื่องกวีนิพนธ์และปรัชญา หลายเดือนผ่านไป เกิดความไว้วางใจกันเพียงพอที่จะพูดความจริง อิหม่ามบอกว่า “ถ้าผมวางอาวุธ และไปกับอาจารย์ที่เมืองดูชานเบ อาจารย์จะประกันความปลอดภัยของผมได้ไหม” อาจารย์อึ้งไปนาน ที่จริงแล้วเขาก็ไม่อาจให้หลักประกันได้ เขาตอบว่า “ผมประกันความปลอดภัยของคุณไม่ได้ แต่ผมจะไปกับคุณ อยู่ข้างคุณ ถ้าคุณตาย ผมก็ตาย”
หลายสัปดาห์ต่อมา พวกเขาลงมาจากภูเขาด้วยกัน อิหม่ามบอกกับคณะกรรมการของรัฐบาลว่า “ผมมาวันนี้เพราะผมให้เกียรติและเคารพอาจารย์คนนี้” หลังการเจรจา กลุ่มอิสลามยอมวางอาวุธ สงครามยุติลง หลายปีผ่านไป อาจารย์และอิหม่ามยังมีชีวิตอยู่ และยังมาคุยกันบ่อย ๆ เรื่องกวีนิพนธ์และปรัชญา นี่คือการสร้างสันติภาพ ตามสไตล์ของทาจิกกิสถาน
จากเรื่องเล่าเรื่องที่สี่ เลเดอรัคคงอยากบอกพวกเราว่า ขอให้เสี่ยงที่จะเปิดเผยจุดอ่อน เป็นขั้นเป็นตอนไป การเปิดเผยจุดอ่อนและยอมรับความเสี่ยงแสดงถึงความจริงใจและสร้างความไว้วางใจ ดังเช่นการกระทำของผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษคนหนึ่งที่ยอมไปพบผู้นำฝ่ายขบวนการฯโดยไม่พกพาอาวุธ เมื่อครั้งที่ความรุนแรงร้อนระอุหลังเหตุการณ์ตากใบ
พลังธรรมแห่งจินตนาการต้องอาศัยศาสตร์สี่สาขา ได้แก่ 1) ความสามารถที่จะจินตนาการตัวเราว่าอยู่ในใยโยง (web) ของสัมพันธภาพ ซึ่งมีศัตรูของเรารวมอยู่ด้วย 2) ความสามารถที่จะดำรงความใฝ่รู้อย่างย้อนแย้ง (paradoxical curiosity) ที่โอบรับความซับซ้อนโดยไม่พึ่งพาการแยกเป็นสองขั้ว 3) การมุ่งแสวงหาการกระทำที่สร้างสรรค์ และ 4) การยอมรับความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเราก้าวเข้าสู่ความเร้นลับของสิ่งที่เราไม่รู้ และทอดไกลไปกว่าความรุนแรงที่เราคุ้นเคยจนเกินไป
ก่อนจบเรื่องพลังธรรมแห่งจินตนาการ ผมขออธิบายคำศัพท์คำหนึ่งที่อาจใหม่สำหรับผู้อ่านบางคน นั่นคือคำว่าการเฉลียวพบ (serendipity โปรดค้นหาคำอธิบายเพิ่มเติมและที่มาของคำคำนี้ได้ทางอินเทอร์เน็ต) ซึ่งหมายถึงการค้นพบสิ่งที่คุณไม่ได้มุ่งแสวงหาตั้งแต่ต้น แต่พบได้โดยบังเอิญ ด้วยความเฉลียวฉลาด โดยต้องเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการ เนื้อหาสาระ และจุดมุ่งหมายไปตลอดเส้นทางการค้นหา เช่นการค้นหาสันติภาพ พร้อม ๆ กับการพัฒนาการริเริ่มเพื่อการเปลี่ยนแปลง เราต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษแก่การพัฒนาการเห็นรอบนอก (peripheral) ขณะที่ดำรงสำนึกที่แจ่มชัดในเรื่องทิศทางและจุดมุ่งหมาย จงเป็นเหมือนปูที่วิ่งซิกแซ็กไป หลบหลีกอุปสรรคไปจนถึงทะเล
จุดเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งเมื่อมาถึงปัจฉิมวัย คือการได้เข้ารับการอบรมเรื่อง “การมีชีวิตและการตายอย่างมีศักดิ์ศรี” กับครูวิคตอเรีย สุบีรานา และได้อ่านหนังสือ “วงล้อแห่งชีวิต : บันทึกความทรงจำของการมีชีวิตกับการตาย” เขียนโดยคุณหมอเอลิซาเบ็ธ คูเบลอร์-รอสส์ แปลโดยวิภาดา กิตติโกวิท รวมทั้งได้อ่านหนังสือภาษาฝรั่งเศสชื่อ “การเชื่อมต่อ : การศึกษาการติดต่อกับโลกที่มองไม่เห็น” เขียนโดยซิลวี เดทิออลลาซ กับโคลด ชาร์ลส์ ฟูริเอร์ เรื่องราวเหล่านี้ชวนให้คำนึงว่า สิ่งที่ให้ความหมายแก่ชีวิต ก็ให้ความหมายแก่ความตาย เกิดมาทั้งที ขอให้เห็นโอกาสที่จะใช้ความเฉลียวพบ (serendipity) เพื่อขับเคลื่อนสันติภาพ
หนังสือเล่มสำคัญเล่มหนึ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการเตรียมตัวตาย คือหนังสือ “แก่นพุทธศาสน์” ของท่านพุทธทาส โดยเฉพาะบทที่ท่านอธิบายวิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่างใน 3 โอกาส ดังนี้
โอกาสแรกคือขณะที่ปรกติ ไม่มีอารมณ์มากระทบ มีเวลาว่าง จะอ่านหนังสือก็ได้ คิดนึกอะไรก็ได้ จะทำวิปัสสนาก็ได้ ท่านแนะ “ให้ดูว่ามีอะไรบ้างที่น่าเอา น่าเป็น” เมื่อพบความจริงว่าไม่มีอะไรที่น่าเอาหรือน่าเป็น มันก็วางเฉยกับสิ่งทุกสิ่ง อย่าไปยึดมั่นในนิพพาน อย่าไปยึดมั่นในวัฏฏสงสาร มันต้องไม่ยึดมั่นทั้งสองฝ่าย จึงจะเป็นความว่างและความไม่เกิด
โอกาสที่สองคือขณะที่อารมณ์มากระทบ มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส มากระทบที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ต้องให้ผัสสะหยุดอยู่ที่ผัสสะ ให้เวทนาหยุดอยู่ที่เวทนา เห็นรูปสักแต่ว่าเห็น ได้ยินเสียงสักแต่ว่าได้ยิน ได้กลิ่นสักแต่ว่าดม ลิ้มรสสักแต่ว่าลิ้ม สัมผัสสักแต่ว่าสัมผัส ถ้าทำได้อย่างนั้น ตัวกูไม่เกิด คือว่างอยู่เรื่อย ถ้าหยุดอยู่ที่ผัสสะไม่ไหว ไปที่เวทนาก็ได้ รู้สึกสบาย-ไม่สบาย พอใจ-ไม่พอใจ แล้วให้หยุดอยู่อย่างนั้น ถ้าหยุดได้ อุปาทานไม่เกิด
โอกาสที่สามคือขณะที่จะดับจิต ความรู้สึกมันจะหมดไป ๆ ลืมนั่นลืมนี่ลืมทุกอย่าง ลืมเวลา สถานที่ หรือคนใกล้ชิด ไม่มีอะไรที่น่าเอา-น่าเป็น ขอให้ความรู้สึกว่า “สมัครดับไม่เหลือ” อยู่คู่กับจิตจนถึงวาระสุดท้าย กระโจนสู่ความดับไม่เหลือ ไม่มีอะไรเลยที่น่าเอา-น่าเป็น ถ้าเราอยู่ด้วยความรู้สึกดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ ซ้อมความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ ทีนี้มันก็ดับไม่เหลือไปด้วยความรู้สึกอันนี้
เมื่อเรียนหนังสืออยู่ที่ฝรั่งเศส ผมเห็นคำขวัญประชาธิปไตยที่เขียนตามอาคารต่าง ๆ ของรัฐว่า “เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ” จึงมีความปรารถนาอันแรงกล้า ที่จะเห็นประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตย เมื่อกลับมาเมืองไทย ได้เข้าร่วมการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกับเขาบ้าง เมื่อมีรัฐประหารก็จิตตก เมื่อรัฐประหารจากไปใจก็เกิดความหวัง แต่อนิจจา รัฐประหารครั้งสุดท้ายได้จากไป พร้อมกับทิ้งมรดกเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ “ของกู ห้ามแก้” มิหนำซ้ำ อำนาจนิติบัญญัติส่วนของวุฒิสภาก็ดี อำนาจตุลาการส่วนหนึ่งก็ดี อำนาจขององค์กรอิสระที่สถาปนาขึ้นเป็นอำนาจที่สี่ก็ดี ตกอยู่ในการควบคุมของอำนาจเดิม ซึ่งไม่รู้ว่าจะคลี่คลายลงได้เมื่อไร
ทำใจว่าคงไม่เห็นประชาธิปไตยเต็มใบในช่วงวัยของผม จากคำขวัญทั้งสามดังกล่าว ขอลดลงเป็นเพียงการมีเสรีภาพขั้นต่ำที่ปลอดพ้นความกลัว (freedom from fear) ขอเพียงมีความเสมอภาคขั้นต่ำด้วยการยกระดับคนที่มีรายได้น้อยให้ขยับขึ้นมาอยู่เหนือเส้นความยากจน ปลอดพ้นโรคภัยที่รักษาได้ และมีการศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วทุกคน ในอนาคต อาจเป็นไปได้ที่รัฐจะช่วยให้ทุกคนมีรายได้ขั้นพื้นฐานเพื่อเป็นหลักประกันการครองชีพ
กัลตุงได้ระบุสาระสำคัญของประชาธิปไตยไว้ 3 ประการ ดังนี้
1) การปกครองโดยการยินยอมของผู้ถูกปกครอง
2) การแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธี ด้วยวิธีการสานเสวนา (dialogue) การเจรจา และการออกเสียงลงคะแนน โดยไม่ใช้วิธีการครอบงำที่ผู้ชนะจะได้ประโยชน์ทั้งหมด
3) สังคมที่ทุกคนได้รับการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน (Basic Human Needs) และมีหลักประกันสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน (Basic Human Rights) กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป้าหมายปลายทางของกระบวนการประชาธิปไตยมิใช่สังคมไร้ชนชั้น มิใช่สังคมไร้ความเหลื่อมล้ำ หากเป็นสังคมที่ระดับความพึงพอใจในด้านความต้องการขั้นพื้นฐานนั้นสูงพอที่จะให้ทุกคนมีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี
เมื่อคำนึงถึงสาระสำคัญดังกล่าว ประชาธิปไตยจึงหมายรวมถึงสันติภาพและสันติวิธี, สิทธิมนุษยชน, และการพัฒนาที่ใช้ความต้องการของมนุษย์เป็นพื้นฐาน เพื่อยกระดับการสร้างสรรค์ของมนุษย์ให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ในเรื่องนี้ ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการปรากฏของพลังธรรมแห่งจินตนาการ เพื่อที่จะนำไปสู่สังคมสู่ความรัก และความร่วมมือขั้นพื้นฐานในมนุษย์ ผู้ไม่ประสงค์จะทิ้งใครไว้เบื้องหลัง
ผมได้เล่าจังหวะชีวิตของผมที่มีขึ้นมีลงไปตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมการเมือง และตามช่วงวัยของผมเอง คิดว่าสิ่งหนึ่งที่ได้ช่วยให้ผ่านจุดเปลี่ยนต่าง ๆ มาได้คือการใฝ่รู้ทางความคิด ซึ่งบ่อยครั้งได้อาศัยภรรยา เพื่อน ครูและหนังสือที่มีอยู่มากเล่มเกินกว่าจะอ่านหมด พอแก่ตัวลง จึงสนใจเรื่องจิตวิญญาณมากขึ้น โดยหวังว่าการเดินทางที่ใกล้จะจบลง จะจบลงด้วยดี
โคทม อารียา

