‘ทรัมป์บิดาวอชิงตันที่สอง’จริงละหรือ
การกล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรกในคองเกรสของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นำมาซึ่งการวิจารณ์มากมาย ทรัมป์ใช้สไตล์เดิมที่ก้าวร้าว วิพากษ์ศัตรูทางการเมืองโดยทั่วหน้า เป็นต้นว่า เยาะเย้ยโจ ไบเดน คือ ประธานาธิบดีที่แย่ที่สุด สมาชิกนับร้อยในสภาจำนวนเกือบถึงกึ่งหนึ่งกลายเป็นผู้ที่ถูกวิจารณ์ สถานที่ประชุมผู้ทรงเกียรติได้แบ่งออกเป็นสองขั้ว ขั้วหนึ่งยืนขึ้นปรบมือพร้อมกับตะโกนว่า “อเมริกา” “สู้สู้” ซึ่งเป็นวลีที่ถูกอกถูกใจของคนรีพับลิกัน ส่วนอีกขั้วหนึ่งคือสมาชิกเดโมแครตชูป้ายคัดค้านว่า “พูดเท็จ” ถือเป็นฉากหนึ่งที่เปิดเผยถึงเบื้องหลังของคำขวัญ “ยุคทองอเมริกา” ได้ตกอยู่ในสภาพการเมืองแตกแยกโดยสมบูรณ์
วัตถุประสงค์ของสุนทรพจน์คือชี้แจงนโยบาย “ฟื้นฟูความฝันอเมริกา” ด้วยการเริ่มต้นว่าดำรงตำแหน่งเพียง 43 วัน มีความสำเร็จมากกว่าบางรัฐบาลที่อยู่ 4 ปี หรือ 8 ปี พร้อมทั้งกล่าวว่า “คนจำนวนมาก” ชื่นชมว่า เวลาเพียง 1 เดือนก็มีความสำเร็จมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ และยกย่องให้เป็น “บิดาวอชิงตันที่สอง”
บัดนี้ สถานการณ์ในรีพับลิกันได้กลายเป็น “ระบอบทรัมป์” ไปหมดแล้ว ทั้งนี้ ก็เพราะทรัมป์พยายามเปลี่ยนแปลงทัศนคติทางการเมือง เป็นขั้นเป็นตอน ได้คืบเอาศอก สนับสนุนนักการเมืองในพรรค ในทำนองเดียวกัน พลังการเมืองเก่าในรีพับลิกันนับวันหายจาก จึงเป็นเหตุให้อนาคตของนักการเมืองส่วนใหญ่ได้ผูกติดกับทรัมป์อย่างเหนียวแน่น ความเห็นด้านผลประโยชน์ของทรัมป์ได้กลายเป็นเข็มทิศของพรรคไปแล้ว
ท่ามกลางภาวะอำนาจใหม่ของทรัมป์ สหรัฐได้เกิดวัฒนธรรมนอกลู่ คือการยกย่องจากผู้สนับสนุนที่เกินเลยจากความเป็นจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่สหรัฐเคยเยาะเย้ยว่าล้าหลัง แต่วันนี้สหรัฐเล่นเสียเอง เช่น รีพับลิกันเสนอให้แกะสลักรูปใบหน้าของทรัมป์ไปตั้งที่ภูเขา Mount Rushmore เพื่ออยู่เรียงเคียงข้างกับอดีตประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ 4 ท่าน และมีคนเสนอใช้วันเกิดของทรัมป์ให้เป็นวันหยุดราชการมีคนเสนอให้ออกธนบัตรฉบับละ 250 ดอลลาร์ โดยพิมพ์รูปใบหน้าทรัมป์ลงในธนบัตรมีคนเสนอเปลี่ยนชื่อสนามบินจากวอชิงตันให้เป็นสนามบินโดนัลด์ ทรัมป์ ตลอดจนมีการเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประธานาธิบดีอยู่ในตำแหน่งได้ 3 สมัย
เพียง 1 เดือนเศษในสมัยที่สอง ทรัมป์สร้างความปั่นป่วนทางการเมืองทั้งในและนอกแบบกลับตาลปัตร
จากประชามติครั้งล่าสุดชี้ว่า ทรัมป์มีความละอ่อนในการบริหาร มิได้ปฏิบัติตามที่ได้พรรณนาไว้ก่อนหน้า หากเปรียบเทียบกับผลงานของอดีตประธานาธิบดีตั้งแต่ 1953 ถึงปัจจุบันเป็นที่ประจักษ์ว่า ทรัมป์ได้รับคะแนนสนับสนุนต่ำกว่าทุกท่าน กรณีนี้ย่อมแสดงว่านโยบายของทรัมป์มิได้รับการสนับสนุนจากคนอเมริกันอย่างแท้จริง
หากพิเคราะห์คำกล่าว “ทรัมป์บิดาวอชิงตันที่สอง” เห็นว่า “ทรัมป์” กับ “วอชิงตัน” มีความแตกต่างมาก
ประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน เป็นผู้สร้างประเทศที่แท้จริง ส่วนโดนัลด์ ทรัมป์ มาตาม
กระแสการเมืองร่วมสมัย “วอชิงตัน” มีคุณธรรมทางการเมือง เมื่อดำรงตำแหน่งได้สองสมัยก็อำลา เพื่อให้ประเทศเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แนวทางนี้ส่งผลให้เกิดประเพณีการกำหนดวาระดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
ในทางตรงกันข้าม ทรัมป์ใช้แนวคิดการทำธุรกิจมาเล่นการเมือง โดยใช้คำขวัญ “Make America Great Again” ทำการเรียกแขก ด้วยคารมที่กระตุ้นความรู้สึกของอเมริกันชน จึงเป็นเหตุให้การบริหารงานมากด้วยความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นการทำสงครามการค้า ไม่ว่านโยบายในประเทศ ล้วนเป็นประเด็นที่สร้างความแตกแยก และประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ “วอชิงตัน” ปฏิเสธอำนาจ “ทรัมป์” ธำรงอำนาจ เช่น แพ้เลือกตั้ง 2020 ไม่วางมือ ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง จนเกิดจลาจลที่รัฐสภา ซึ่งเป็นสาเหตุที่สั่นคลอนฐานรากประชาธิปไตย
“วอชิงตัน” เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเอกภาพ ขณะที่ “ทรัมป์” เป็นสัญลักษณ์ของความขัดแย้ง และแบ่งค่ายแยกขั้วฉะนั้น การเรียกขานว่า “บิดาวอชิงตันที่สอง” จึงยังไม่มีเหตุผลให้รับฟัง เพราะทรัมป์เป็นเพียงผู้นำที่สร้างความเปลี่ยนแปลงเท่านั้น ซึ่งมิใช่แนวทางที่สามารถรวมใจของอเมริกันชน

