แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำ
ของนายทหารบกระดับกลาง
คำว่า “ภาวะผู้นำ” มาจากคำภาษาอังกฤษว่า “Leadership” และ “ผู้นำ” มาจากภาษาอังกฤษว่า “Leader” ทั้งสองคำนี้เป็นที่สนใจกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในโลกตะวันตก ช่วงต้น ค.ศ.2000 (พ.ศ.2543) มีนักวิจัยและผู้ปฏิบัติจำนวนมากพยายามวิเคราะห์และให้ความหมายไว้มาก จนมีบางคนกล่าวว่ามีตำราและหนังสือทางการบริหารมีความหมายของคำว่า “ภาวะผู้นำ” ที่หลากหลายมากกว่า 300 คำนิยาม สามารถสรุปความได้ว่า “ภาวะผู้นำ” เป็นพฤติกรรมและกระบวนการที่ทำให้ผู้อื่นเปลี่ยนและละทิ้งความสนใจของตนเอง และหันมาปฏิบัติตามเป้าหมายของกลุ่ม โดยการหล่อหลอมแนวคิดใหม่ การให้คำปรึกษา การแนะนำ การชักชวน และการกระทำเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งดลใจและให้ความหมายแก่ผู้อื่นได้ทำตามเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ ภาวะผู้นำจึงมีความสำคัญต่อการดำเนินการขององค์กร/องค์การในทุกระดับ โดยเฉพาะในหน่วยงานของทหารซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในทุกยุคทุกสมัย
ได้มีนายทหารสัญญาบัตรสังกัดกองทัพบกชื่อ พันเอก คมกฤช คชรักษา ปัจจุบันเป็นพันเอก (พิเศษ) มีพื้นฐานการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหาร โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (ปีที่ 1) ระดับปริญญาตรีในสาขาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม ปริญญาโทสาขาวิศวกรรมโยธา และสาขาการปฏิบัติการทางทหารจากสถาบันที่มีชื่อเสียงในประเทศสหรัฐอเมริกา จบการศึกษาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบก สอบได้ที่ 1 และศึกษาต่อที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มาเข้าศึกษาระดับปริญญาเอกสาขาวิชาการบริหารการพัฒนาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้สนใจทำวิจัยเรื่อง “บุพปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาภาวะผู้นำของนายทหารบกระดับกลาง” โดยในกองทัพของต่างประเทศให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ถ้า “ผู้นำ” ไม่มี “ภาวะผู้นำ” จะไม่สามารถปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จได้ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นายทหารบกระดับกลางซึ่งมีชั้นยศพันตรีถึงพันเอก (พิเศษ) ที่ได้ถูกคัดเลือกเข้ารับการศึกษาในวิทยาลัยการทัพบก (วทบ.) และโรงเรียนเสนาธิการทหารบก (ร.ร.สธ.ทบ.) โดยได้ใบรับรองผลสำเร็จการศึกษาเมื่อ พ.ศ.2567 แล้ว ด้วยวิธีผสมผสาน (Mixed method) ใช้การวิจัยเชิงปริมาณนำ และยืนยันด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้สถิติขั้นสูงเรียกสมการโครงสร้าง ได้สร้างกรอบแนวความคิดการวิจัยว่า ปัจจัยด้านคุณลักษณะ ด้านการบริหารจัดการ ด้านพฤติกรรมทางสังคม และด้านการเปลี่ยนแปลงตนเอง จะมีอิทธิพลหรือส่งผลให้การพัฒนาภาวะผู้นำของทหารบกระดับกลางให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามเป็นนายทหารสัญญาบัตรที่เข้ารับการศึกษาทั้ง 2 สถาบัน รวม 400 คน มีคุณวุฒิปริญญาตรี 243 คน ปริญญาโท 147 คน และปริญญาเอก 10 คน โดยผู้ตอบแบบสอบถามมีชั้นยศพันตรี 244 คน พันโท 15 คน พันเอก 115 คน และพันเอก (พิเศษ) 26 คน ถือเป็นงานวิจัยที่ผู้ตอบแบบสอบถามมีวุฒิปริญญาขึ้นไปทุกคน แสดงให้เห็นว่านายทหารบกก็มีคุณวุฒิทางการศึกษาไม่ด้อยกว่าข้าราชการพลเรือนและภาคเอกชน มีผลการวิจัยที่น่าสนใจสรุปความคิดเห็นเป็นระดับความสำคัญของผู้ตอบแบบสอบถามได้ ดังนี้
1.ด้านคุณลักษณะ ภาพรวม ให้ระดับความสำคัญมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.42 (จากเต็ม 5 คะแนน โดยมีช่วงคะแนน 4.21-5.00 ระดับมากที่สุด 3.41-4.20 ระดับมาก) ประกอบด้วยเรื่อง
1.1 การปกครองบังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชาไม่ควรหาผลประโยชน์จากผู้ใต้บังคับบัญชาของตน ไม่ควรยืมเงินหรือทรัพย์สินของผู้ใต้บังคับบัญชา และไม่นำครอบครัวมาก้าวก่ายในการปกครองบังคับบัญชาหน่วย
1.2 การมีวิสัยทัศน์ ผู้บังคับบัญชาควรคาดการณ์ความสำเร็จของหน่วยในอนาคต เป็นผู้รอบรู้และตระหนักต่อการเปลี่ยนแปลงภายในและภายนอกหน่วย และนำข้อบกพร่องของหน่วยงานอื่นเป็นตัวอย่าง และนำมาแก้ไข
1.3 การจูงใจและตัดสินใจ ผู้บังคับบัญชาเป็นคนรักษาสัจจะ ไม่ปากหวานแต่ก้นเปรี้ยว
1.4 การมีบุคลิกภาพทางกายและใจที่ดี ผู้บังคับบัญชาต้องไม่เป็นผู้ผูกพยาบาท อาฆาตมาดร้ายคนอื่น เพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา
2.ด้านการบริหารจัดการ ภาพรวมให้ระดับความสำคัญมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.39 ประกอบด้วยเรื่อง
2.1 การทำงานเป็นทีม ผู้บังคับบัญชาบริหารทีมงานด้วยความยุติธรรม
2.2 การปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ ผู้บังคับบัญชาไม่โยนความผิดไปให้ผู้อื่น หรือให้ผู้ใต้บังคับบัญชารับแทน เมื่อตนเองทำผิด
2.3 การให้คุณให้โทษ ผู้บังคับบัญชาไม่หูเบาเชื่อคนง่าย เชื่อผู้ใต้บังคับบัญชาบางคนที่ดีแต่พูด แต่ไม่ลงมือทำ
2.4 การจัดสวัสดิการ ผู้บังคับบัญชาจัดสรรบ้านพักอาศัยของทางราชการและสวัสดิการอื่นๆ อย่างเป็นธรรม
3.ด้านพฤติกรรมทางสังคม ภาพรวมให้ระดับความสำคัญมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.43 ประกอบด้วยเรื่อง
3.1 ความเป็นกลางทางการเมือง ผู้บังคับบัญชาต้องยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องไม่มีนโยบายสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาฝืนใจลงคะแนนเลือกตั้งในพรรคที่ไม่ชอบ ให้กำลังพลไปใช้สิทธิเลือกตั้งด้วยความสุจริตในการเลือกตั้งทุกระดับ ไม่อิงนักการเมืองเพื่อความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ราชการของตน ปัญหาทางการเมืองควรแก้ด้วยการเมือง ทหารไม่สมควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย และข้าราชการทหารต้องอยู่ภายใต้การบริหารของข้าราชการการเมือง
3.2 ความเป็นสากลนิยม ผู้บังคับบัญชาควรคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนของทุกคนที่ได้รับ
3.3 ความเสมอภาคทางชนชั้น ผู้บังคับบัญชาควรคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน
3.4 ความเชื่อมั่นในศาสนา ผู้บังคับบัญชาไม่ลบหลู่หรือเหยียดหยามศาสนาอื่นๆ ที่ตนเองไม่ได้ นับถือ ให้การสนับสนุนส่งเสริมกิจการของทุกศาสนาตามกำลังศรัทธา ไม่ใช้วิธีการบังคับ
4.ด้านการเปลี่ยนแปลงตนเอง ภาพรวมให้ระดับความสำคัญมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.33 ประกอบด้วยเรื่อง
4.1 ความสามารถด้านการติดต่อสื่อสาร ผู้บังคับบัญชาไม่ควรใช้เครื่องมือสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ไปสร้างความด้อยค่าให้แก่ผู้ใด และหน่วยงานใด
4.2 ความสามารถด้านการเจรจาต่อรอง ผู้บังคับบัญชาควรวางตนเป็นกลางอย่างแท้จริง ไม่เข้ากับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
4.3 ความสามารด้านการเรียนรู้ในสาขาวิชาอื่น ผู้บังคับบัญชาควรใช้ความรู้จากศาสตร์สาขาอื่น โดยศึกษาเพิ่มเติมในระดับปริญญาตรี โท และเอก และฝึกฝนภาษาอังกฤษให้สามารถใช้งานได้อย่างแท้จริง ในด้านการพูด ฟัง อ่าน และเขียน
4.4 ความมีครอบครัวที่อบอุ่น ผู้บังคับบัญชาไม่เล่นการพนันจนมีหนี้สินล้นพ้นตัว และควรมีภรรยาคนเดียวโดยยกย่องในสังคม
5.ด้านการพัฒนาภาวะผู้นำ ภาพรวมให้ระดับความสำคัญมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.58 ประกอบด้วยเรื่อง
5.1 ความยึดมั่นในอุดมการณ์ทหาร ผู้บังคับบัญชาต้องมีความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
5.2 ความเป็นทหารอาชีพ ผู้บังคับบัญชามีความซื่อสัตย์ และจงรักภักดีต่อผู้บังคับบัญชาเหนือตน เพื่อนร่วมงาน และผู้ใต้บังคับบัญชาของตน และไม่เป็นผู้มีอิทธิพลเสียเอง
5.3 ความยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ผู้บังคับบัญชาสร้างความโปร่งใส เช่น เรื่องการปกครอง การใช้ทรัพยากร การเงิน ให้เกิดขึ้นในหน่วยงานของตน
5.4 ความเป็นธรรมในการใช้อำนาจ ผู้บังคับบัญชาวางตนเป็นกลางในการใช้อำนาจตามกฎหมาย ระเบียบการ และปฏิบัติด้วยความเป็นธรรมต่อกำลังพลเสมอภาคกัน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
และจากปัจจัยทั้งหมดดังกล่าว เมื่อนำมาวิเคราะห์ประเมินผลของข้อมูลพร้อมกันด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติขั้นสูงแล้ว มีผลปรากฏโดยพิจารณาจากค่าอิทธิพลรวม และยืนยันด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์เจาะลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 15 นาย ว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาภาวะผู้นำของนายทหารบกระดับกลาง เรียงลำดับได้ดังนี้ คือ 1) ด้านการบริหารจัดการ มีค่า 0.86 2) ด้านพฤติกรรมทางสังคม มีค่า 0.83 3) ด้านการเปลี่ยนแปลงตนเอง มีค่า 0.50 และ 4) ด้านคุณลักษณะ มีค่า 0.39 โดยต้องพิจารณาแก้ไขตามค่าน้ำหนักขององค์ประกอบเรียงลำดับ ได้คือ
1.ด้านการบริหารจัดการ ควรแก้ไขเรื่อง การปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบการ การทำงานเป็นทีม การให้คุณให้โทษ และการจัดสวัสดิการ
2.ด้านพฤติกรรมทางสังคม ควรแก้ไขเรื่อง ความเป็นสากลนิยม ความเป็นกลางทางการเมือง ความเสมอภาคทางชนชั้น และความเชื่อมั่นในศาสนา
3.ด้านการเปลี่ยนแปลงตนเอง ควรแก้ไขเรื่อง ความสามารถในการติดต่อสื่อสาร ความสามารถในการเจรจาต่อรอง ความสามารถการเรียนรู้ในสาขาวิชาอื่น และความมีครอบครัวที่อบอุ่น
4.ด้านคุณลักษณะ แก้ไขเรื่อง การจูงใจและตัดสินใจ การมีบุคลิกภาพทางกายและใจที่ดี การปกครองบังคับบัญชา และการมีวิสัยทัศน์
ผู้เขียนในฐานะเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาหลัก มีความเห็นว่าน่าจะเป็นงานวิจัยที่มีคุณค่านำไปใช้อ้างอิงได้ในยุคปัจจุบันงานหนึ่ง สามารถนำไปใช้ได้กับกำลังพลทุกเหล่าทัพ ในทุกส่วนราชการของกระทรวงกลาโหม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับส่วนราชการพลเรือนและภาคเอกชนอีกด้วย งานวิจัยฉบับเต็มสำหรับผู้ที่สนใจก็จะมีอยู่ที่ สาขาวิชาการบริหารการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา วิทยาลัยการทัพบก โรงเรียนเสนาธิการทหารบก และหอสมุดแห่งชาติ เป็นต้น

