๑
กรมสรรพากรเป็นหน่วยงานชั้นนำของประเทศในการหารายได้เข้ารัฐ ในปีงบประมาณ 2567 ยอดรายได้ภาษี เท่ากับ 1.85 ล้านล้านบาท จากภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคลและประเภทอื่น ทั้งหมดนี้มาจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งแตกต่างกันตามพื้นที่ ในโอกาสนี้ขอนำข้อมูลมาวิเคราะห์เปรียบเทียบพร้อมกับข้อสังเกตบางประการ คืออัตราการกระจุกตัวของรายได้ภาษีซึ่งสะท้อน ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เกี่ยวกับการกระจายรายได้
๒
ก่อนอื่นขอแสดงความขอบคุณกรมสรรพากร-นอกเหนือจากการทำหน้าที่จัดเก็บภาษีเข้ารัฐตามอำนาจหน้าที่ ได้พัฒนาฐานข้อมูลภาษีได้เป็นอย่างดียิ่ง ทันสมัย ระบุรายละเอียดที่ช่วยนำไปขยายองค์ความรู้การบริหารภาษีได้เป็นอย่างดี ในตารางที่ 1 แสดงตัวย่อ เช่น ภ.พ. หมายถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.ง.ด. ภาษีเงินได้ และ ภ.ธ. ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภ.ง.ป. ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม

จากตารางที่ 1 มีข้อสังเกตสองประการ ก) 6 รายการแรกสร้างรายได้เข้าคลังแผ่นดินรวมกันเท่ากับ 1.53 ล้านล้านบาท จากภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 83.2 ของยอดรวม ข) ไล่ลงมาอีก 8 รายการ รวมเป็น 14 รายการ สร้างรายได้เข้ารัฐรวม 1.81 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 98 ของยอดรวม นอกจากสองประเภทนี้ยังมีภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.) สร้างรายได้เท่ากับ 42,169 ล้านบาท และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ภ.ง.ป.) 24,953 ล้านบาท
๓
ข้อดีของฐานภาษีนี้คือการระบุแหล่งที่มารายจังหวัด ตารางที่ 2 แสดง 10 จังหวัดที่สร้างรายได้ภาษีสูงสุดของกรมสรรพากร พร้อมกับข้อสังเกตบางประการ เฉพาะกรุงเทพมหานครจัดเก็บได้ถึง 1.2 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 65.19 ลำดับที่สอง จังหวัดสมุทรปราการ 120,439 ล้านบาท ลำดับที่สาม จังหวัดชลบุรี 85,251 ล้านบาท สิบจังหวัดที่จัดเก็บได้รายได้สูงสุดจากกรุงเทพฯและปริมณฑลและจังหวัดในภาคตะวันออก
รวมกันคิดเป็นสัดส่วน 90.4%

การกระจุกตัวของภาษีสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย นักเศรษฐศาสตร์ใช้ดัชนีจินี (Gini coefficient) ซึ่งมีค่าระหว่าง 0 ถึง 1 ผลลัพธ์การคำนวณเท่ากับ 0.74 ตีความได้ว่า อัตรากระจุกตัวสูงมาก สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเรามีอัตราการกระจุกตัวในบางจังหวัด ไม่กระจายเท่าที่ควร นี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจที่จะนำมาวิพากษ์เชิงนโยบาย
๔
ข้อสังเกตและวิจารณ์ อัตราการกระจุกตัวของรายได้ภาษีตามที่ระบุข้างต้น มีสาเหตุหรือปัจจัยที่เกี่ยวข้องสองประการ หนึ่ง ต้องยอมรับว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่กระจุกตัวในกรุงเทพฯและปริมณฑล และจังหวัดภาคตะวันออก สอง สาเหตุของการกระจุกตัวอีกส่วนหนึ่งเกิดจากวิธีปฏิบัติของส่วนราชการไทย กล่าวคือ การอนุญาตให้หน่วยงานธุรกิจที่มีสาขากระจายอยู่ในจังหวัดสามารถเลือกวิธีการ รวมจ่าย หมายถึงบริษัทแม่จ่ายภาษีแทนหน่วยงานสาขาทั่วประเทศ หรือวิธีการ แยกจ่าย คือหน่วยสาขาจ่ายภาษี ณ ที่ตั้ง เท่าที่เข้าใจหน่วยธุรกิจขนาดใหญ่เลือกวิธีการแรก เพราะว่าสะดวกในด้านการบริหาร การแสดงบัญชีและเอกสารประกอบการเสียภาษี ด้วยเหตุนี้รายได้ภาษีจึงถูกบันทึกว่าจ่ายในกรุงเทพมหานครเป็นภาพลวงตา สาม ปัญหาตามข้อสองนี้ความจริงสามารถแก้ไขได้ไม่ยากโดยให้หน่วยงานแม่ระบุว่า การจ่ายภาษีในยอดรวม (สมมุติว่า 1,000 ล้านบาท) เป็นส่วนของกรุงเทพมหานครเพียง 100 ล้าน ส่วนที่เหลือ 900 ล้านบาทนั้นมาจากจังหวัดต่างๆ คำนวณจากยอดจำหน่ายสินค้าในแต่ละจังหวัด เพราะหน่วยงานแม่มีระบบบัญชีที่ระบุว่าสินค้าของบริษัทจำหน่ายในจังหวัดต่างๆ อย่างไร สี่ ในคำแถลงนโยบายของทุกรัฐบาลระบุนโยบายกระจายความเจริญไปยังภูมิภาคให้ทั่วถึง แต่เข้าใจว่าไม่ได้ขับเคลื่อนมาตรการอย่างจริงจัง
ในโอกาสนี้ขอแสดงความคิดเห็นว่าหน่วยงานภาครัฐ (กรม/กระทรวง) สามารถเป็นหน่วยนำการกระจายความเจริญได้ โดยให้หน่วยงานกรม (ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งในกรุงเทพฯ) ย้ายออกไปตั้งในจังหวัดในภาคเหนือ-อีสาน-ใต้ตามที่เหมาะสมกับภารกิจหรือหน้าที่ของกรมนั้นๆ หน่วยงาน
กรมที่มีกำลังคน 5,000-10,000 คน มีงบประมาณประจำปีหลักหมื่นล้านมีจำนวนไม่น้อย การย้ายฐานหมายถึงกำลังซื้อขนาดใหญ่-การมีกำลังคนที่มีความรู้-การมีงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างทุกๆ ปีหลักหลายร้อยล้านบาท กระจายไปต่างจังหวัด ความเจริญย่อมกระจายออกไป ย้อนอดีตก่อนปี พ.ศ.2507 มหาวิทยาลัยของรัฐล้วนตั้งในกรุงเทพมหานคร ต่อมาเกิดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่-มหาวิทยาลัยขอนแก่น-มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ฯลฯ ซึ่งมีฐานะเทียบเท่า กรม ล้วนมีงบประมาณดำเนินการหลักหมื่นล้าน
มีบุคลากรในสังกัดและนักศึกษาหลายหมื่นคน ส่งเสริมให้เมืองเติบโตอย่างชัดเจนทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ
เมื่อหน่วยงานระดับกรมย้ายยังมีหน่วยธุรกิจที่เกี่ยวข้องย้ายตามไปด้วย ห้า การย้ายหน่วยงานระดับกรมคงไม่สามารถเกิดขึ้นได้เอง แต่ต้องมานโยบายของรัฐบาลหรือระบุในกฎหมายถ้าดำเนินการอย่างต่อเนื่องสามารถช่วยกระจายความเจริญได้อย่างแน่นอน

