หน้าแรก บทความ โรงเรียนธรรมด...

โรงเรียนธรรมดา…ทางออกการศึกษาไทย

17.04.25 | 12:00 น.

โรงเรียนธรรมดา…ทางออกการศึกษาไทย

ทุกวันนี้ โรงเรียนของเราเหมือนรถเล็กๆ ที่ต้องบรรทุกโครงการมากเกินไปจนวิ่งไม่ไหว ครูเต็มไปด้วยภาระจากโครงการต่างๆ ทั้งในกระทรวงศึกษาธิการเองและหน่วยงานอื่นๆ ห้องเรียนเต็มไปด้วยความเครียด เพราะต้องการสัมฤทธิผลทางการศึกษาระดับประเทศซึ่งเน้นแข่งขันการทำข้อสอบ

ทั้งที่จริงๆ แล้ว โรงเรียนที่ดี เราทำได้และอาจง่ายกว่าที่คิด

ออสเตรเลียเป็นตัวอย่างของโรงเรียนที่ให้ความสำคัญกับ “ความเป็นมนุษย์” ที่นี่ไม่มีโรงเรียนชื่อดังหรือโรงเรียนพิเศษ ทุกโรงเรียนเน้นสิ่งเดียวกันคือการสร้างเด็กให้เป็นคนดี โรงเรียนรัฐบาลในนิวเซาท์เวลส์มีการประชุมเล็กๆ แค่ 20 นาทีทุกเช้าวันศุกร์ เพื่อชื่นชมเด็กที่ทำดีในสัปดาห์ที่ผ่านมา เด็กอนุบาลถึง ป.6 มีสิทธิเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียน ไม่เน้นการบ้าน แต่เน้นการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน และห้องเรียนมีไม่เกิน 20 คน ทำให้ครูดูแลเด็กได้ทั่วถึง

ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศที่โรงเรียนสอนให้รู้จัก “รับผิดชอบ” เด็กทุกคนต้องช่วยกันทำความสะอาดโรงเรียน อาหารกลางวันเหมือนกันทุกคน ไม่แบ่งแยก และเน้นการเรียนรู้จากชุมชนรอบข้าง

Advertisement

ฟินแลนด์เข้าใจว่า “เด็กต้องมีเวลาเล่น” จึงไม่มีการบ้านจนถึงมัธยม ครูมีอิสระในการสอน

ไทยเราก็ทำได้ครับ หลายโรงเรียนที่ไม่ได้มีทรัพยากรมากมาย แต่ชุมชนร่วมมือ ผู้บริหารเข้าใจ และสร้างการเปลี่ยนแปลงเป็นตัวอย่างจริง โรงเรียนเล็กๆ แต่สามารถสร้างการเรียนรู้นอกห้องเรียนได้อย่างยอดเยี่ยม เช่น โรงเรียนบ้านห้วยทรายที่เชียงใหม่ เด็กๆ เรียนรู้จากธรรมชาติรอบตัว และมีส่วนร่วมออกแบบกิจกรรมการเรียนเอง โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ทั่วประเทศ เด็กๆ สามารถทำงานที่เหมาะ หารายได้ด้วยตนเอง เด็กในโรงเรียนเหล่านี้รู้จักประสบการณ์จริงและเขาก็สามารถพัฒนาตนเองได้

ผมเห็นโรงเรียนเล็กๆ ที่มีครูน้อยๆ อย่างนี้อยู่เยอะแยะทั่วประเทศ และคุณครูก็สามารถสร้างประสบการณ์เพื่อให้เด็กเรียนรู้ เป้าหมายของการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือการที่เด็กสามารถพัฒนาตัวเองได้ อยากรู้อยากเรียน และที่สำคัญคือเค้าควรจะมีความภูมิใจในตัวเค้าเอง ซึ่งถ้าเราให้ความสำคัญตรงนี้ผมเชื่อว่าคุณครูและผู้บริหารทั่วประเทศทำได้แน่นอน ถ้าส่วนกลางเข้าใจ ไม่เอาการทดสอบระดับชาติเข้าไปกดดัน ไม่เอาโครงการต่างๆ เข้าไปเป็นภาระ เราก็สามารถสร้างโรงเรียนธรรมดาที่มีคุณภาพได้ทั้งประเทศ ถ้าจัดงบประมาณที่จำเป็นต้องใช้ให้พอเพียงและให้เป้าหมายที่ชัดเจน โดยเน้นที่เป้าหมาย ไม่ใช่ตัวชี้วัดมากมายจากส่วนกลาง

โรงเรียนที่มีคุณภาพนั้นไม่จำเป็นต้องมีอาคารสวยหรู หรือคอมพิวเตอร์ครบทุกคน แค่มีครูที่ใส่ใจ เด็กที่อยากเรียน และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ก็เพียงพอแล้ว

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องกลับมาคิดใหม่ว่า การศึกษาที่แท้จริงคืออะไร โรงเรียนธรรมดาที่ทุกคนเข้าถึงได้ น่าจะเป็นคำตอบที่ดีกว่าการแข่งขันทำโครงการมากมาย

คำถามสำคัญคือ เราจะเริ่มสร้างโรงเรียนธรรมดาแห่งแรกเมื่อไหร่? และใครจะเป็นคนลงมือทำก่อน? การสร้างโรงเรียนธรรมดาที่มีคุณภาพ: แนวทางปฏิบัติ

นอกจากการลดงานเอกสารแล้ว ควรพิจารณาการลดภาระงานอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอนโดยตรง เช่น การจัดกิจกรรมที่ไม่จำเป็น การเข้าร่วมประชุมที่ไม่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

ส่วนกลางควรส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดภาระงานของครู เช่น ระบบการจัดการเรียนรู้ (LMS) ระบบการประเมินผลออนไลน์ ระบบจัดซื้อจัดจ้าง เป็นต้น

เรื่องงบประมาณเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพิจารณา เราใช้งบประมาณไปกับการบริหารสั่งการหรือจัดประชุมนอกโรงเรียน มากเกินไปไหม เราควรจัดสรรงบประมาณลงโรงเรียนโดยกำหนดเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณที่ชัดเจนและโปร่งใส โดยพิจารณาจากความต้องการที่แท้จริงของแต่ละโรงเรียน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของโรงเรียนเพื่อให้สามารถใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสมและตรงตามความต้องการ ส่งเสริมการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่ามีการใช้จ่ายอย่างโปร่งใสและคุ้มค่า เช่น ปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพของโรงเรียนให้สะอาด ปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ ห้องเรียนที่สว่างและมีอากาศถ่ายเทสะดวก สนามเด็กเล่นที่ปลอดภัย เป็นต้น

โรงเรียนเล็กหรือโรงเรียนใหญ่ก็สามารถสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่อบอุ่น เป็นกันเองได้ครับ

การจัดกิจกรรมกลุ่ม การเรียนรู้แบบโครงงาน การเรียนรู้ผ่านการเล่น รวมทั้งการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้มากมาย ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คือแนวทางที่โรงเรียนทุกโรงทำได้ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่และเป็นแนวทางที่จะทำให้ผู้เรียนกลายเป็นผู้เรียนรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้และอยากไปโรงเรียน

งานวิจัยของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาชี้ชัดว่า ถ้าเราลงทุนกับการศึกษาชั้นประถมศึกษาอย่างจริงจัง ด้วยวิถีที่ถูกต้อง เราจะมีคนไทยที่มีคุณภาพได้ไม่ว่าพื้นฐานเขาจะยากจนหรือมีปัญหาครอบครัว ที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียน ถ้าเราช่วยให้เขาผ่านวิกฤตต่างๆ ในช่วงประถมศึกษาได้เค้าจะสามารถหลุดพ้นวงจรของความยากจน

การสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาที่ยั่งยืนต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ครู ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน

คำถามสำคัญคือ เราจะสร้างความตระหนักและความเข้าใจในแนวคิด “โรงเรียนธรรมดาที่มีคุณภาพ” ให้แก่ทุกภาคส่วนได้อย่างไร?

เราจะสร้างกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโรงเรียนธรรมดาได้อย่างไร?

เราจะวัดผลและประเมินผลการพัฒนาโรงเรียนธรรมดาได้อย่างไร เพื่อให้มั่นใจว่ามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน?

วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์