เริ่มแล้วกับสงครามการค้าครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์โลก ทันทีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ประกาศใช้ “มาตรการทางภาษีตอบโต้” หรือ “Reciprocal tariffs” กับหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย
คำถามสำคัญที่ตามมาและหลายคนอยากรู้ก็คือ ประเทศไทยจะมี “ยุทธศาสตร์การค้าโลก” อย่างไร เพื่อรับมือกับการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงกติกาไปอย่าง “ไร้เสถียรภาพ” เพราะทรัมป์ได้ละทิ้งระบบ “ห้ามการเลือกปฏิบัติทางการค้าระหว่างประเทศคู่ค้า” และ “มาตรการภาษีแบบทวิภาคี” ขององค์การการค้าโลก หรือ The World Trade Organization (WTO) มาใช้ “นโยบายการตั้งกำแพงภาษีแบบตอบโต้ทีละประเทศ”
ที่ผ่านมาสหรัฐจับตามองไทยในฐานะประเทศที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐมาต่อเนื่อง จากอันดับที่ 12 ขยับขึ้นมาเป็นอันดับที่ 11 ที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐ อยู่ที่ 4.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ.2567 และปัจจุบันไทยยังไม่หลุดพ้นตำแหน่งประเทศที่ละเมิดสินค้าลิขสิทธิ์ทางปัญญา ที่ประเทศที่สหรัฐคงสถานะประเทศคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในบัญชี หรือ Watch lists อีกด้วย
ทั้งหมดนี้เปรียบเสมือน “แผ่นดินไหว” ระลอกที่สองสำหรับประเทศไทย ซึ่งประเทศมหาอำนาจโลกอย่างสหรัฐใช้เป็นกลยุทธ์กดดันเชิงการเมืองและเชิงโครงสร้างต่อระบบการค้าโลก ที่สะเทือนไปทุกหย่อมหญ้า หุ้นตก เงินบาทอ่อนค่า และผันผวนกระทบต่อต้นทุนธุรกิจ
“รัฐบาลไทยอาจจะต้องเร่งเข้าสู่กระบวนการเจรจาการค้าใหม่กับสหรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบในระยะยาว และจะต้องทำทุกมิตินอกเหนือจากการค้า เพราะต้องมองในเรื่องของการลงทุน หุ้นส่วนทางพันธมิตร Geopolitical conflict รวมทั้งต้องมีการสร้างเสถียรภาพการค้าเพื่อลดการขาดดุล”
แต่…ไทยจะได้คิวหารือกับทำเนียบขาวกี่โมงก่อนนั้น คงต้องลุ้นกันเหงือกแห้งต่อไป
สำหรับภาคเอกชนไทยเอง จะต้อง “ตั้งสติ” และ “ตั้งการ์ด” รับหมัดจาก “นโยบาย Trump 2.0” กันสูงๆ เพราะมีสินค้าไทยไม่น้อยที่ได้รับผลกระทบโดยตรง อย่างน้อยก็ประมาณ 15 รายการ ของสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกไปยังสหรัฐสูงสุด ได้แก่
1.โทรศัพท์มือถือ 2.ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 3.ยางรถยนต์ 4.เซมิคอนดักเตอร์ 5.หม้อแปลงไฟฟ้า 6.ชิ้นส่วนอุปกรณ์การพิมพ์ 7.ชิ้นส่วนรถยนต์ 8.อัญมณี 9.เครื่องปรับอากาศ 10.กล้องถ่ายรูป 11.เครื่องพรินเตอร์ 12.วัตถุดิบอาหารสัตว์ 13.แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ 14.ข้าว และ 15.ตู้เย็น
ในสมัยที่ผมยังทำหน้าที่ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ผมได้จัดตั้ง “โครงการเครื่องหมายรับรองสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย” หรือ Made in Thailand (MiT) จนสำเร็จ และพยายามผลักดันให้โครงการเกี่ยวกับการจัดซื้อและจัดจ้างของภาครัฐเพิ่มบัญชีสินค้าที่ผลิตโดยผู้ประกอบการสัญชาติไทยเข้าไปในระบบบัญชีกลาง ซึ่งก็มีสินค้าจำนวนมากเริ่มเข้าไปอยู่ในระบบแล้ว เป็นการช่วยอุตสาหกรรมไทย พึ่งพาสินค้าไทย และเป็นการผลักดันให้สินค้าไทยมีการพัฒนานวัตกรรมแข่งขันกับต่างประเทศได้
แต่วันนี้ หลังจากสหรัฐใช้ “ไม้แข็ง” และมาตรการที่แข็งกร้าว ดูไม่เป็นมิตร และส่งผลลบต่อความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทย รัฐบาลควรจะพิจารณาสนับสนุนและใช้สินค้าที่ Made in Thailand ทั้งหมด เพราะต่อไปหลายประเทศอาจมีแนวโน้มลดการพึ่งพาสินค้าจากประเทศอื่น และหันไปผลิตสินค้าของตัวเองแทน และใช้สินค้าตัวเองมากขึ้น
“ผมมองว่าโครงการ MiT จะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการไทยมากกว่า ผลิตเองก็ขายและช่วยกันใช้ในประเทศตัวเอง เพราะอาจจะไม่คุ้มที่จะสงออกไปยังตลาดสหรัฐ หรือตลาดอื่นๆ ในอนาคต จากปัญหากำแพงภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้าอื่นๆ ที่เข้มข้นขึ้นในรูปแบบ Non-tariff barrier ที่คาดว่าจะตามมาอีกระลอกหลังจากนี้”
วันนี้เราต้องหันมาดูว่าเราเก่งอะไร เช่น ท่องเที่ยว เกษตร ยานยนต์ อาหาร รัฐบาลต้องสนับสนุนอย่างจริงจัง ด้วยระบบภาษี ห้องปฏิบัติการทดลองและวิจัย การเงิน เป็นต้น
ประเทศไทยถูกปรับเพิ่มในอัตรา 36% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันไว้ว่าจะอยู่ที่กรอบประมาณ 10-25% ซึ่งสหรัฐให้เหตุผลว่าไทยเก็บภาษีจากสินค้าสหรัฐในอัตราที่สูง 72% โดยมีผลบังคับใช้ทันที
สิ่งที่สหรัฐทำก็คือ การปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าสองส่วนด้วยกันทั้งการเก็บภาษีขั้นต่ำ (Baseline) ที่อัตรา 10% ที่เรียกเก็บกับสินค้าจากทุกประเทศที่สหรัฐนำเข้าสินค้าและการเก็บภาษีส่วนเพิ่ม (Additional) ที่อัตรา 10-49% กับหลายประเทศที่มีการเกินดุลการค้ากับสหรัฐ
ผมอยากเสนอให้รัฐบาลใช้จังหวะนี้เป็น “นักล็อบบี้ยิสต์” อีกทาง เพื่อเปิดการเจรจากับชาติอาเซียนที่ส่วนใหญ่ต่างก็ได้รับผลกระทบจากนโยบายของทรัมป์เช่นเดียวกัน ถึงคราวแล้วที่ต้องเห็น “อาเซียนรวมใจ” ร่วมมือกันเพื่อไปต่อรองกับสหรัฐ และตกลงกันในกลุ่มชาติอาเซียนที่มีพลเมืองรวมกันมากกว่า 700 ล้านคน ในการขยายตลาดใหม่ๆ ช่วยกันซื้อสินค้าในอาเซียนด้วยกัน และรวบรวมข้อมูลเจรจาต่อรองกับนานาประเทศ ไม่ว่าจะอเมริกา อียู เพื่อประโยชน์กับกลุ่มอาเซียนด้วยกัน โดยใช้กลไก FTA อาเซียนกับคู่ค้าประเทศอื่น ดึงดูดการลงทุนเข้ามาในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยแบ่งตามอุตสาหกรรมแต่ละประเภทที่ประเทศในอาเซียนนั้นชำนาญ
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลไทยจะต้องช่วยภาคเอกชนมากขึ้น เพราะตอนนี้โดนภาษีทรัมป์กันถ้วนหน้า ต้องขยับ ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและภาคการผลิตไทย ต้องช่วยซัพพลายเชนในไทย อย่ามัวแต่พึ่งต่างชาติ เพราะวันนี้ไม่มีประโยชน์
เช่นเดียวกัน ทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ จะต้องเปิดช่วยเอสเอ็มอีไทยมากขึ้น ส่งเสริมให้เอสเอ็มอีไทยได้รับการสนับสนุนด้านสิทธิประโยชน์มากขึ้น ขณะเดียวกันก็สามารถส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศควบคู่กันไปได้ด้วย
หากการเจรจาการค้าของหลายๆ ประเทศล่าช้า หรือไร้ความชัดเจน อาจนำไปสู่ภาวะการลงทุนชะงักงัน การบริโภคหดตัว และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ล่าช้ากว่าคาดการณ์ และหวั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบรุนแรง หนีไม่พ้นอีกที่จะบั่นทอนความเชื่อมั่นภาคเอกชน
สุพันธุ์ มงคลสุธี
ประธานกิตติมศักดิ์
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

