The clock is ticking for Taiwan ‘ภราดรภาพ’ทางออกไต้หวัน
ปฏิเสธมิได้เดือนเมษายน สังคมไต้หวันต้องประสบเหตุการณ์ใหญ่สองเหตุการณ์ 1 การซ้อมรบใหญ่เสมือนกับการรบจริงของกองทัพปลดปล่อยจีน ทั้งนี้ เป็นการข่มขวัญคนไต้หวันทั้งเกาะ การซ้อมรบมิเพียงเป็นการจำลองปิดกั้นด้านพลังงานหากเป็นการส่งสัญญาณถึงรัฐบาลไต้หวัน อันเกี่ยวกับ “D-Day” ซึ่งเป็นวันที่จะเริ่มปฏิบัติการสำคัญทางการทหาร และอีก 1 ตามมาคือภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าแบบตอบโต้จากไต้หวันร้อยละ 32 ล้วนเป็นเรื่องใหญ่
ไม่ว่าการซ้อมรบของกองทัพปลดปล่อยจีน ไม่ว่าการขึ้นภาษีศุลกากรของโดนัลด์ ทรัมป์ แม้เป็นเรื่องที่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า แต่ก็ยังกลายเป็นเหตุการณ์ที่ไต้หวันตั้งตัวไม่ทัน กรณีเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความละอ่อนในการบริหารและความเปราะบางทางเศรษฐกิจของรัฐบาลไล่ ชิงเต๋อ นี่คือจุดบอดทางความคิดเกี่ยวกับการเมืองภูมิรัฐศาสตร์และโครงสร้างทางเศรษฐกิจ จึงเป็นความกังวลในดวงหทัยของคนไต้หวัน
ต้องไม่ลืมว่าต้นทุนการเมืองของไต้หวันเรื่อ “ต่อต้านจีน” ได้รับจากสหรัฐ แต่วันนี้ไต้หวันก็ต้องเผชิญกับภาษีศุลกากรเช่นเดียวกับประเทศอื่น นักเศรษฐศาสตร์ไต้หวันวิเคราะห์แล้วเห็นว่า กรณีจะส่งผลให้การส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐหดตัวร้อยละ 63 ขณะที่สินค้าไต้หวันส่งไปสหรัฐเท่ากับ 1/4 ของยอดส่งออกทั้งหมด
ท่ามกลางภาวะการเมืองขมุกขมัวของสองฝั่งช่องแคบ นักเขียนเรืองนามไต้หวันชื่อ “หลง อิ้งไถ” ได้เขียนบทความลงในนิวยอร์กไทม์ด้วยอารัมภบท “วันนี้ยูเครน พรุ่งนี้ไต้หวัน” เป็นการเปรียบเปรยไต้หวันคือเหยื่อรายต่อไป อีกทั้งทวงถามคำมั่นที่สหรัฐมีต่อไต้หวัน จึงสร้างความขุ่นมัวที่มีอยู่แล้วให้เพิ่มมากขึ้น
ชัดเจนยิ่งในคำขวัญของทรัมป์ America First ผลประโยชน์ของสหรัฐจะต้องมาก่อน สังคมไต้หวันจึงเกิดความคลางแคลงใจสหรัฐ ส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นโดยพลัน
ในทำนองเดียวกัน เป้าหมายบรรลุความเป็นเอกภาพของปักกิ่งก็ไม่แปรเปลี่ยน ยืนยันการธำรงไว้ซึ่งอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน และไม่มีพื้นที่ให้ประนีประนอม ส่วนโอกาสที่ไต้หวันจะพึ่งสหรัฐอีกต่อไปคงหมดลงด้วยแล้ว ฉะนั้น ไต้หวันจะต้องรีบเร่งทำการปูทางเพื่อความสัมพันธ์ของสองฝั่งอันเกี่ยวกับธุรกรรมรวมไต้หวันเข้ากับแผ่นดินใหญ่ ซึ่งถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด และเป็นเส้นทางอันเกษม รังสรรค์สันติสุข
ตัดกลับมาที่บทความของหลง อิ้งไถ ในนิวยอร์กไทม์ เวอร์ชั่นอังกฤษกับจีน มีการตั้งชื่อเรื่องที่ต่างกัน แต่ก็พอสรุปใจความได้ว่า “ไต้หวันเหลือเวลาไม่มากแล้ว” (The clock is ticking for Taiwan)
อย่างไรก็ตาม ในประวัติศาสตร์โลก มีช่วงเวลาที่ผู้นำและประชาชนในภูมิภาคนั้นสามารถกำหนดชะตากรรมของชาติได้ และไต้หวันก็กำลังยืนอยู่บนเส้นแบ่งแห่งชะตากรรมนั้นแล
เป็นเวลา 76 ปีที่ความสัมพันธ์ไต้หวันและจีนดำเนินมาด้วยสถานะพิเศษ ซึ่งมิใช่ “เอกราช” แต่เมื่อเหตุผลทางภูมิศาสตร์กำหนดเป็นเช่นนั้น จึงเป็นการสมควรที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยืนยันหนักแน่นว่า “การรวมชาติ” คือเป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงมิได้เป็นอันขาด การรวมจีนคือฉันทามติของประชาชนจีนในการอันฟื้นฟูชาติจีน
กล่าวโดยสรุป ธุรกรรมรวมไต้หวันเข้ากับจีนแผ่นดินใหญ่ โดยการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพคือทางออกที่ดีที่สุด เพราะสอดคล้องกับเหตุผลทางภูมิศาสตร์ และประการที่สำคัญที่สุดคือจีนไต้หวันจีนแผ่นดินใหญ่ก็คือจีนด้วยกัน มาจากบรรพบุรุษเดียวกันเลือดทุกหยดคือจีน ภราดรภาพเท่านั้นที่สามารถหลอมใจให้เป็นหนึ่งเดียว

