ทำไมต้องไปเลือกตั้ง ‘เทศบาล’
นายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาล
กำหนดวันเลือกตั้ง “เทศบาล” ทั้งการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาล กำหนดไว้เป็นวันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม 2568 เวลา 08.00 น. ถึง 17.00 น. สำหรับผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเทศบาล ทั้งเทศบาลนคร เทศบาลเมือง และเทศบาลตำบล ทั่วประเทศ ต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (ยกเว้นบางแห่งที่มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีไปก่อนหน้านี้แล้ว)
เข้าใจว่าการเลือกตั้งเทศบาลทุกประเภทในวันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม 2568 มีจำนวนมากกว่า 2,400 แห่ง และเห็นว่าเทศบาลเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ทั้งนี้เพราะ อบจ. เป็นเขตพื้นที่ทั้งจังหวัด ส่วนเทศบาลนั้นส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เขตเมืองที่มีประชากรอยู่กันหนาแน่น โดยเฉพาะเทศบาลนครและเทศบาลเมือง ส่วนเทศบาลตำบลอาจเป็นพื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบทที่มีประชากรหนาแน่นน้อยกว่า
อย่างไรก็ตามโดยโครงสร้างของเทศบาลทั้ง 3 ประเภทประกอบไปด้วย ผู้บริหารเทศบาลก็คือนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาล ที่จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ส่วนปลัดเทศบาลและข้าราชการหรือพนักงานเทศบาล ถือเป็นฝ่ายประจำที่สนับสนุนงานของฝ่ายบริหารเทศบาล ถือเป็นฝ่ายข้าราชการการเมืองที่จัดให้มีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม 2568 ซึ่งจะต้องเลือกตั้งด้วยบัตร 2 ใบ ใบหนึ่งเป็นการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และอีกใบหนึ่งเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล ส่วนพื้นที่เทศบาลใดที่มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีไปแล้วนั้น จะเลือกตั้งเพียงสมาชิกสภาเทศบาลเท่านั้น
สำหรับการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีทุกแห่ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เลือกได้เพียงหนึ่งคนเท่านั้น ส่วนการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถเลือกได้เขตละไม่เกิน 6 คน หรือจะเลือกแบบยกทีมทั้งเขต จำนวน 6 คน หรือจะพิจารณาเลือกรายคนก็ได้ และเมื่อรวมสมาชิกสภาเทศบาลแต่ละประเภทแล้ว จำนวนสมาชิกสภาเทศบาลแต่ละประเภทมีไม่เท่ากัน โดยจำนวนสมาชิกสภาเทศบาลนคร มีสมาชิกสภาเทศบาล จำนวน 24 คน แบ่งเป็น 4 เขต สภาเทศบาลเมือง มีสมาชิกสภาเทศบาล จำนวน 18 คน แบ่งเป็น 3 เขต และสมาชิกสภาเทศบาลตำบล จำนวน 12 คน แบ่งเป็น 2 เขต
ผมเข้าใจว่าขณะนี้ผู้สมัครเป็นนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาลทุกประเภท กำลังจะรณรงค์ให้ประชาชนไปเลือกตั้ง และอาจจะเสนอวิธีการเลือกตั้ง โดยเฉพาะนายกเทศมนตรีที่ลงสมัครกันเป็นทีม และมีชื่อทีมต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นมา หรืออาจจะเป็นทีมของพรรคการเมือง หรืออาจจะเป็นทีมที่เราเรียกว่า มีเครือข่ายบ้านใหญ่ที่เชื่อมโยงกับนักการเมือง ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ก็เพื่อบ่งบอกให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งพิจารณาเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกเป็นทีม เช่น เมื่อเลือกนายกเทศมนตรีทีมใด ก็ควรจะเลือกสมาชิกสภาเทศบาลทีมนั้นด้วย ซึ่งก็แล้วแต่จะพิจารณา ทั้งนี้เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีอิสระที่จะเลือกด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป ก็ขอให้ดูทั้ง นโยบายและตัวบุคคล โดยเฉพาะความซื่อสัตย์สุจริต รวมทั้งความรู้ความสามารถกับนโยบายที่จะพัฒนาเทศบาลในพื้นที่ที่เราเลือก
แล้วทำไมต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งเทศบาล ก็เพราะเทศบาลเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีเจตจำนงหรือวัตถุประสงค์เพื่อต้องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนรู้จักการปกครองตนเอง (Local Self-Governance) ที่มีความรู้สึกเป็นเจ้าของท้องถิ่นอย่างมีส่วนร่วม ทั้งในแง่การมีส่วนร่วมในการไปเลือกบุคคลเข้ามาบริหารท้องถิ่น ที่ตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการ และเลือกสมาชิกสภาท้องถิ่นมาเพื่อคอยควบคุมกำกับดูแล
นอกจากนี้แล้ว รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติไว้ให้ “การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของคนไทย” และเพื่อรักษาสิทธิของตนเอง ก็ต้องไปเลือกตั้ง เพราะถ้าหากไม่ไปโดยไม่แจ้งเหตุที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง จะทำให้ต้องเสียสิทธิ ดังเช่น การเสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น รวมทั้งสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.และ ส.จ. เป็นต้น รวมทั้งเสียสิทธิการดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการการเมือง ตลอดจนเสียสิทธิเข้าชื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นทุกประเภทให้พ้นจากตำแหน่ง
ความสำคัญในการไปเลือกตั้งอีกประการหนึ่งก็คือ การไปเลือก “นโยบายในการพัฒนาและการจัดบริการสาธารณะในพื้นที่เทศบาลของตนเอง” เพราะประชาชนต้องเข้าใจว่า วิถีชีวิตพื้นฐานในการดำรงชีวิต เราต้องผูกพันกับการใช้ถนน หนทาง ทั้งทางบก ทางน้ำ คลอง แหล่งน้ำต่างๆ ก็ใช้ชีวิตเกี่ยวกับตลาด การเดินเท้า รวมทั้งเรื่อง ขยะ สิ่งปฏิกูล การศึกษา โรงเรียน แหล่งเรียนรู้ สวนสาธารณะ สถานที่ออกกำลังกาย ที่พักผ่อนหย่อนใจ และการจัดสวัสดิการต่างๆ เป็นต้น ซึ่งการบริการสาธารณะเหล่านี้ล้วนแต่ใช้เงินงบประมาณจากภาษีอากร ค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่จัดเก็บในเขตเทศบาลในและประเภท ซึ่งทั้งหน้าที่และอำนาจ รวมทั้งภาษีอากร ค่าธรรมเนียม ก็ดำเนินไปตามกฎหมาย พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 ที่แก้ไขเพิ่มเติม (2562) และ พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่น พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2549 เป็นต้น
ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ประชาชนสัมผัสได้จากข้อเสนอเชิงนโยบายของผู้สมัครนายกเทศมนตรีของแต่ละคนหรือแต่ละทีมว่า เขาเสนอนโยบายอะไรผ่านการรณรงค์หาเสียง ทั้งการพบปะ ปราศรัย รถแห่ แผ่นพับ ป้ายหาเสียง หรือนำเสนอผ่านช่องทางการสื่อสารดิจิทัล เป็นต้นว่า ต้องการบริหารให้เทศบาลเป็นเมืองอัจฉริยะ เป็น Smart City บริหารให้เทศบาลปรับเปลี่ยนเป็นเมืองสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นเมืองปลอดภัย เป็นเมืองการศึกษาเรียนรู้ที่ดี เป็นต้น
ผมเข้าใจว่าประชาชนในฐานะเจ้าของเทศบาล จะต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางความเป็นไปของการพัฒนาเทศบาลจะไปในทิศทางใด และจะต้องเรียนรู้เท่าทันว่า เทศบาลของตนเองนั้นมีงบประมาณจำนวนเท่าใด ซึ่งโดยปกติเทศบาลจะมีงบประมาณอยู่ที่ประมาณ 100 ล้าน ถึงประมาณ 1,000 ล้าน เป็นเจ้าของงบประมาณร่วมกัน ในการบริหารกำหนดอนาคตการพัฒนาเทศบาล ที่ผู้บริหารเทศบาล นายกเทศมนตรี ควรต้องแจ้งให้ทราบว่าจะใช้อะไร อย่างไร และเท่าใด
จึงกล่าวได้ว่า เทศบาลทุกประเภท มีความผูกพันและสัมพันธ์กับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างมาก การไปเลือกตั้งเทศบาลของประชาชน เป็นเครื่องบ่งบอกว่าประชาชนให้ความสำคัญกับท้องถิ่นมากน้อยเพียงใด ในแง่ของการมีส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่จะกำหนดความเป็นไปและการพัฒนาพื้นที่เทศบาล อนาคตชุมชนเมืองจะเป็นอย่างไร โดยผ่านมือของผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งของทุกๆ คน เพื่อแสดงพลังให้เห็นว่าประชาชนต้องการให้รัฐบาลกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปของเทศบาล เพื่อช่วยกันกำกับ ตรวจสอบ ผู้บริหารเทศบาล นายกเทศมนตรีในการตรวจสอบการบริหารงาน อันจะก่อให้เกิดสิ่งใหม่ต่อชุมชนเมืองของตนเองทั้งในปัจจุบันและอนาคต
เผลอๆ เราได้นายกเทศมนตรีที่มีวิสัยทัศน์ความคิดแบบสมัยใหม่มาบริหารเทศบาลที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในคุณภาพการให้บริการ และพัฒนาเทศบาลก่อให้เกิดนวัตกรรมท้องถิ่นใหม่ๆ ที่ดีกว่างานของราชการส่วนกลางและรัฐบาลก็เป็นไปได้ ซึ่งในที่สุดทางออกประเทศก็คือกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นในการพัฒนาประเทศขั้นพื้นฐานแทนรัฐบาลกลาง
ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม

