หน้าแรก บทความ ไต้หวันเตรียม...

ไต้หวันเตรียมแยกจากจีนเข้าหาโลกเหนือ โดย ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

29.04.25 | 13:27 น.

“ไล่ชิงเต๋อ” ลูกวัวไม่รู้จักเสือ ส่งคนไต้หวันอยู่บนขอบเหวสหรัฐ

การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โครงสร้างเศรษฐกิจและการค้าทั่วโลกต้องเผชิญกับการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่

ท่ามกลางภาวะการเมืองที่ขุ่นมัว “ไล่ ชิงเต๋อ” ผู้นำสูงสุดไต้หวันได้เตรียมใช้นโยบายยุทธศาสตร์การลงทุนอุตสาหกรรมโดยการแยกจากจีนเข้าหาโลกเหนือ (ประเทศตะวันตก) ทั้งนี้ เพื่อลดการพึ่งพาเศรษฐกิจจากแผ่นดินใหญ่ และเข้าไปร่วมมือกับกลุ่มประเทศซีกโลกเหนือ

หากพินิจอย่างผิวเผิน อาจเป็นความพยายามในการลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของไต้หวัน แต่ในความเป็นจริงกลับเปี่ยมด้วยอุดมการณ์ “เอกราชไต้หวัน” เพราะการผลักดันเศรษฐกิจไปในทิศทางเดียวย่อมขาดความหลากหลาย เป็นการย้อนแย้งกับการพัฒนาโดยสิ้นเชิง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ย่อมมีความยินดีกับการอาสาเป็นเบี้ยตัวหนึ่งบนกระดานสำหรับยุทธศาสตร์การต่อต้านจีน คือใช้ไต้หวันเป็นเครื่องมือในการแทรกแซงและสร้างแรงกดดันปักกิ่ง แต่ท่าทีของทรัมป์ชัดเจนอยู่แล้ว คือมองไต้หวันเป็นเพียง “ผักชีฝรั่ง” ที่พร้อมถูกตัดทิ้งได้ทุกเมื่อ ดังนั้น การที่ไล่ ชิงเต๋อทำการผลักดันไต้หวันเข้าสู่วังวนการแข่งขันจีน-สหรัฐจึงกลายเป็นอุปกรณ์การเล่นเกมของสหรัฐไปโดยปริยาย

Advertisement

ส่วนประเด็นที่ไล่ ชิงเต๋อเตรียมใช้นโยบายตัดจีนและเข้าหาประเทศตะวันตกนั้น ไม่แตกต่างไปจากการให้คำมั่นแก่สหรัฐเพื่อฝากชะตาชีวิตของคนไต้หวันไว้ในกำมือของอเมริกัน

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์และความเป็นจริงได้พิสูจน์แล้วว่า การคุ้มครองของสหรัฐล้วนเป็นปฏิบัติการที่มีเงื่อนไขทั้งสิ้น ทรัมป์ใช้นโยบายเก็บภาษีศุลกากรแบบตอบโต้กดดันไต้หวัน ก็เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยถือว่าไต้หวันคือเบี้ยตัวหนึ่งที่ถูกใช้และสามารถควบคุมได้ หากมิใช่หุ้นส่วนที่เท่าเทียมและได้ประโยชน์ร่วมกัน

ส่วนจีนแผ่นดินใหญ่ที่ไล่ ชิงเต๋อที่ต้องการตีจาก กลับเป็นเป้าหมายที่ทรัมป์ให้ความสำคัญมากอยู่ เพราะประสงค์ให้บรรลุเป้าหมายในสงครามภาษีศุลกากร

การที่รัฐบาลอ้างว่าส่งผู้แทนการค้าไปเจรจาเรื่องภาษีศุกลกากรที่สหรัฐ ก็เพื่อหารือต่อรองให้ลดอัตราการเก็บภาษีนั้น ในความเป็นจริงคือเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันและสหรัฐอันเป็นประจักษ์ว่า ไล่ ชิงเต๋อไม่พูดความจริง และยังละอ่อนในทางการเมืองดังคำพังเพยของจีนที่ว่า “ลูกวัวไม่รู้จักเสือ”

ประวัติศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า สหรัฐมิเคยปกป้องประเทศใดโดยไม่มีเงื่อนไข ในเมื่อผลประโยชน์ของตนต้องมาก่อน ผู้ใดหรือประเทศใดที่เคยอยู่เคียงข้างก็ต้องถูกทอดทิ้งโดยพลัน ไม่ว่าจะเป็นอัฟกานิสถาน ไม่ว่ายูเครน ล้วนเจ็บมาแล้วทั้งนั้น

ในความเป็นจริง ทรัมป์ยังประสงค์ทำการค้ากับจีน โดยใช้ไต้หวันเป็นเบี้ยหมากเสมือน “ตัวประกัน” ทรัมป์อาจอนุญาตให้รัฐบาลไต้หวันส่งตัวแทนเดินทางไปสหรัฐภายใต้ชื่อ “หารือภาษีศุลกากร” แต่ความจริงเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ของไต้หวันและสหรัฐ

แต่ต้องไม่ลืมว่า จุดยืนของจีนคือไม่ยอมการแบ่งแยก เพราะไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่แบ่งแยกมิได้ การที่ไล่ ชิงเต๋อเตรียมการแยกจากจีนและเข้าหาโลกเหนือหรือประเทศตะวันตกนั้น คือเส้นทางที่มีความเสี่ยง เพราะเป็นการละทิ้งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ละทิ้งความผูกพันทางวัฒนธรรม ตลอดจนการรวมพลังในภูมิภาค ถือเป็นการเดินทางไปสู่ทางตัน เป็นพฤติกรรมที่นำพาคนไต้หวันไปยืนตรงขอบเหวของสหรัฐนั่นเอง