หน้าแรก บทความ โคทม อารียา :...

โคทม อารียา : สถานการณ์ใน จชต. น่าเป็นห่วง วอนรัฐบาลและขบวนการยุติความรุนแรง

28.04.25 | 15:00 น.

รายงานของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSW) แสดงการเพิ่มขึ้นของเหตุการณ์ความรุนแรงในปีนี้ สถิติที่ศูนย์ DSW รวบรวมไว้ระหว่าง มกราคม 2547 ถึงมีนาคม 2568 (รวม 255 เดือน) คือ เกิดเหตุการณ์ไม่สงบ 23,083 ครั้ง (เฉลี่ย 90.5 ครั้งต่อเดือน), มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบ 7,705 ราย (เฉลี่ย 30.2 รายต่อเดือน), และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 14,547 คน (เฉลี่ย 57.0 คนต่อเดือน)

เดือนมีนาคมปีนี้ตรงกับเดือนรอมฎอน (ซึ่งอยู่ระหว่าง 28 กุมภาพันธ์ 2568 ถึง 30 หรือ 31 มีนาคม 2568) สถิติเฉพาะเดือนมีนาคมที่ศูนย์ DSW รายงานไว้มีดังนี้ เกิดเหตุการณ์ไม่สงบ 71 ครั้ง, มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไม่สงบ 14 ราย, และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 74 คน; จากจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวม 88 คน สามารถจำแนกตามเกณฑ์อายุและเพศได้ดังนี้ เด็กและเยาวชนชาย 5 คน หญิง 2 คน, ผู้ใหญ่ชาย 62 คน หญิง 9 คน, ผู้สูงอายุชาย 2 คน หญิง 2 คน, ไม่ทราบอายุ ชาย 6 คน สามารถจำแนกประเภทเหตุการณ์ได้เป็น การระเบิด 23 ครั้ง, การยิง 19 ครั้ง, การปิดล้อมตรวจค้น 8 ครั้ง, การวางเพลิง 6 ครั้ง, และอื่น ๆ ส่วนสาเหตุของเหตุการณ์นั้น สันนิษฐานว่ามาจากขบวนการก่อความไม่สงบ 44 ครั้ง, สาเหตุไม่ชัดเจน 20 ครั้ง, และอื่น ๆ

มีข้อสังเกตจากสถิติข้างต้นดังนี้ (1) แม้ความรุนแรงจะลดลง แต่ 21 ปีผ่านไป ความเข้าใจกันน่าจะเพิ่มขึ้นและความรุนแรงน่าจะลดลงมากกว่านี้ (เหตุการณ์ไม่สงบในเดือนมีนาคม 2568 ลดลงประมาณ 12% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยตั้งแต่เดือนมกราคม 2547, จำนวนผู้เสียชีวิตลดลงประมาณ 52%, ผู้บาดเจ็บเพิ่มขึ้นประมาณ 30%) (2) ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาแห่งสันติภาพและเดือนถือศีลอดเป็นเดือนแห่งศรัทธา แต่เดือนรอมฎอนปีนี้ มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นกว่าเดือนก่อน ๆ ทำอย่างไรจึงจะให้คนเกือบทุกคนใน จชต. ยึดแรงศรัทธาแห่งสันติไว้ให้มั่น (3) 21 ปีแห่งความรุนแรงนำมาแต่ความสูญเสีย ทั้งแก่ผู้สู้รบและพลเรือน ขอให้เลิกคล้อยตาม “ฝ่ายเหยี่ยว” ที่เชื่อในวิธีการทางการทหาร และหันมาใช้นโยบาย “ฝ่ายพิราบ” ที่เชื่อในวิธีการทางการเมืองได้แล้ว

ช่างน่าเสียดายว่าหลังเดือนรอมฎอนคือเมื่อเข้าเดือนเมษายนแล้ว เหตุการณ์ไม่สงบยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสลดดังนี้

1) เมื่อวันที่ 18 เมษายน คนร้ายลอบยิงนายอับดุลรอนิง ลาเตะ อายุ 60 ปี อดีตอุสตาซหรือครูสอนศาสนา ขณะเดินทางกลับจากละหมาดจนไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลสุไหง – โกลก ต่อมามวลชนในพื้นที่ได้ร่วมแห่ศพเยี่ยงผู้พลีชีพในศาสนา (ซะฮีด)

Advertisement

2) เมื่อวันที่ 20 เมษายน คนร้ายวางระเบิดข้างกำแพงบ้านพักตำรวจ ตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส ในจังหวะที่ระเบิดทำงาน มีกลุ่มเด็กนักเรียนตะฮฟิสเดินผ่านมาพอดี เป็นเหตุให้เด็กได้รับบาดเจ็บ 6 คน ตำรวจบาดเจ็บ 1 คน

3) เมื่อวันที่ 20 เมษายน ชาวบ้านชาวพุทธที่กำลังล้อมวงรับประทานอาหารกันอยู่ ถูกคนร้ายกราดยิง เป็นเหตุให้ชาวบ้านบาดเจ็บ 5 คน ตำรวจบาดเจ็บ 1 คน

4) เมื่อวันที่ 22 เมษายน ขณะที่ ร.ต.ท. วัฒนา ชูมาปาน ขับรถกระบะไปรับพระและสามเณรจากวัดกุหร่า จำนวน 6 รูป เพื่อไปบิณฑบาตที่เทศบาลสะบ้าย้อย พอออกจากวัดได้ประมาณ 500 เมตรปรากฏมีคนร้ายใช้ปืนเอ็น 16 ที่ยึดจากตำรวจตำบลนาประดู่ ปัตตานีเมื่อปี 2566 ยิงกราด เป็นเหตุให้สามเณร อายุ 16 ปี 1 รูป ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลสะบ้าย้อย ส่วนสามเณร อายุ 12 ปี 1 รูปได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ดี สอบถามจากเจ้าอาวาสวัดกุหร่าผู้มีเมตตาสูง ได้ความว่าชาวบ้านยังมีขวัญกำลังใจและอยู่ร่วมกันได้ด้วยดี เพราะเหตุรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านของสองศาสนาแต่อย่างใด ชาวบ้านยังเห็นใจกันอยู่

การมรณภาพของสามเณรดังกล่าวได้สร้างแรงสะเทือนใจอย่างกว้างขวาง สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ทรงปลงธรรมสังเวชและโปรดประทานผ้าไตร 1 ไตร พร้อมไม้จันทน์ 1 ช่อ สำหรับการฌาปนกิจ พร้อมทั้งมีพระบัญชาโปรดให้ไวยาวัจกรจัดกัปปิยภัณฑ์เท่าจำนวน 20,000 บาท ประทานแก่เจ้าภาพศพสามเณรพงษ์กร ชูมาปาน เพื่อช่วยการบำเพ็ญกุศล อนึ่ง โปรดประทานเหรียญพระรูปแก่สามเณรโภคนิษฐ์ โมราศิลป์ ผู้ได้รับบาดเจ็บ เพื่อเป็นกำลังใจ พร้อมทั้งมีพระบัญชาโปรดให้ไวยาวัจกรจัดกัปปิยภัณฑ์เท่าจำนวน 10,000 บาท ประทานเป็นคิลานปัจจัย อนึ่ง มีรับสั่งประทานกำลังใจแก่ครอบครัว ญาติมิตรของผู้ถึงมรณภาพ ให้ทุเลาความโศก และความหม่นหมอง อีกทั้งโปรดประทานพรให้เจ้าหน้าที่ ผู้ประสบเหตุ และผู้ตระหนกเสียขวัญจงถึงพร้อมด้วยขันติ สติ และปัญญาอันเข้มแข็ง เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ความสงบร่มเย็นของชาติ และความสถาพรของพระพุทธศาสนาในราชอาณาจักรไทยให้ดำรงมั่นคงอยู่สืบไป

พระธรรมวชิรเวที เจ้าคณะภาค 18 ได้ออกแถลงการณ์ โดยคณะสงฆ์ภาค 18 ขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ไปยังครอบครัวของผู้มรณภาพ พร้อมขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการตามกฎหมายให้ความเป็นธรรมด้วย สมเด็จหนใต้ยังไปให้กำลังใจแก่สามเณรผู้บาดเจ็บด้วยตนเอง

ขอกล่าวถึงเจ้ากระทรวงกลาโหมที่ควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีดูบ้าง เมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล ภูมิธรรม เวชยชัยกล่าวว่า ตนห่วงใยสถานการณ์ และเห็นลักษณะการทำงานที่ถูกโจมตีเป็นรายวัน ซึ่งบางวันมีการก่อเหตุ 2-3 ครั้ง ในรอบ 4-5 วัน ที่ผ่านมา จึงได้หารือกับ พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ผ่านทางโทรศัพท์ อยากให้มีการปรับเปลี่ยนการทำงานเป็นรูปแบบเชิงรุก และสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน ไม่ใช่การตั้งรับเพียงอย่างเดียว ได้พูดคุยกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งตนอยากให้ ผบ.ทบ. และ ผบ.ตร. ประสานงานกัน นอกจากนี้ ยังได้หารือกับพลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 อีกทั้งได้พูดคุยกับรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ฝ่ายความมั่นคง รวมไปถึงเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ผ่านระบบซูม ซึ่งตนเองได้แสดงความห่วงใย และได้สั่งการว่าต้องมีความเปลี่ยนแปลง ต้องยุติสถานการณ์ต่าง ๆ ให้ได้ และได้ให้ไปวางแผนว่า จะมีมาตรการเชิงรุกอย่างไร

เมื่อนักข่าวถามว่า มีโอกาสจะนำการทหารมานำการเมืองหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนไม่ได้บอกว่า จะให้ทำ แต่บอกว่า จะต้องสร้างความมั่นใจ ให้แก่ประชาชนที่เผชิญเหตุการณ์ไม่สงบ ไม่ใช่ว่าไปยิงประชาชนหรือสามเณร เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้น และได้สั่งการให้ต้องระงับสถานการณ์ และทำหน้าที่ใช้ยุทธการ ไม่ใช่นั่งอยู่กับที่ และให้ผู้ก่อเหตุเข้ามาเอง ต้องระงับยับยั้งสถานการณ์ให้จบโดยเร็ว อย่างไรก็ต้องทำตามนโยบาย

ก่อนหน้านั้นที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 18 เมษายน นายภูมิธรรมได้เปิดเผยถึงการหารือระหว่างนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เมื่อวานนี้ว่า ยังคงให้มาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยสันติสุข ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ได้กล่าวอย่างมีชั้นเชิงว่า ความจริงแล้วมาเลเซียทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการในการประสานให้เกิดสันติสุขอยู่แล้วโดยไทยก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะใครก็ตามที่จะสามารถมาช่วยประสานหรือทำให้เกิดสันติสุข  ไทยก็ต้องการสร้างสันติสุขเช่นกัน ในฐานะที่รับผิดชอบโดยตรง ตนเองจะลงไปใน จชต. ในวันที่ 26 – 27 เมษายน เพื่อพูดคุยกับกลุ่มนักธุรกิจ นายอำเภอ ผู้กำกับสถานีตำรวจ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ผู้บังคับกองทัพจนถึงผู้การกรม โดยจะแยกการพูดคุยทีละกลุ่ม ตลอด  2 วันที่ลงพื้นที่ ซึ่งการพูดคุยครั้งนี้อาจจะเป็นการคุยครั้งสุดท้าย  ก่อนที่จะมีการประมวลสรุปสุดท้ายสำหรับงานยุทธศาสตร์ และจะมีการสรุปรายละเอียดต่าง ๆ ให้ทราบอีกครั้ง

นายภูมิธรรมย้ำว่าตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปในเรื่องของคณะกรรมการการพูดคุยสันติสุขของฝ่ายไทย ซึ่งได้ให้สัมภาษณ์ไปหลายครั้งแล้วว่า ขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ใหม่ ว่าจะเดินไปในด้านใด นอกจากนี้ ตนเองยังเตรียมการที่ประชุมการยกเลิกประกาศกฎอัยการศึกใน 4 อำเภอพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ หลังจากที่ ครม.สัญจร ที่ จ.สงขลา ได้มีมติให้พิจารณามาก่อนหน้านี้  ดังนั้น ขอย้ำว่า การแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้   ทุกอย่างกำลังเดินหน้าไป

เหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยเฉพาะการมรณภาพของสามเณร ก่อให้เกิดกระแสความเห็นใจจากองค์กรภาคประชาสังคม ซึ่งหลายองค์กรได้ออกแถลงการณ์ในเรื่องนี้ นอกจากแสดงความเห็นใจผู้ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงแล้ว องค์กรภาคประชาสังคมก็มีข้อเสนอที่หลากหลาย ที่สะท้อนจุดยืนของตน โดยทุกองค์กรต่างหวังว่าความรุนแรงจะลดลง ทั้งนี้ขอให้ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายขบวนการใช้สันติวิธีและสร้างความปรองดองด้วยมาตรการทางการเมืองเป็นสำคัญ

ผมได้รับความอนุเคราะห์จากนายฆอซาลี อาแว เจ้าหน้าที่วิจัยประจำศูนย์สันติวิธีชายแดนใต้ จังหวัดปัตตานี ที่ช่วยรวบรวมแถลงการณ์ขององค์กรภาคประชาสังคมที่จะนำมาสรุปย่อ โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นข้อเสนอแนะ และขอถือโอกาสขอบคุณ นายฆอซาลี มา ณ ที่นี้

1) ก่อนอื่นขอนำคำขอของ JASAD (เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ) ที่เสนอว่า อย่ามุ่งเป้าหมายความรุนแรงไปยัง วัด, มัสยิด, โรงพยาบาล, และโรงเรียน ในขณะที่เด็ก, พระสงฆ์/สามเณร, อิหม่าม/อุสตาซ, และผู้หญิง/ครู ก็ไม่ใช่เป้าหมาย JASAD สื่อสารข้อเสนอของตนในรูปของกราฟฟิก ดังนี้

2) สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนา จชต. ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 23 เมษายน เพื่อประณามการใช้ความรุนแรงและเชิญชวนให้สร้างพื้นที่ปลอดภัย โดยมีข้อเสนอแนะ ดังนี้

2.1) ใช้สติและความอดกลั้น หลีกเลี่ยงการตอบโต้ด้วยถ้อยคำ หรือการกระทำที่ยั่วยุให้เกิดความรุนแรงเพิ่มเติม

2.2) สร้างพื้นที่กลางและพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน เพื่อคุ้มครองพลเรือน เด็ก และผู้นำศาสนา

2.3) ส่งเสริมกระบวนการพูดคุย และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกฝ่าย

2.4) ยึดหลักสิทธิมนุษยชนและนิติธรรม เพื่อมิให้ความรุนแรงกลายเป็นวงจรที่ไม่รู้จบ

3) เมื่อวันที่ 21 เมษายน กลุ่มด้วยใจได้ออกแถลงการณ์เรื่อง “ผลกระทบจากความรุนแรงต่อพลเรือนใน จชต.” โดยมีข้อเสนอแนะว่า

3.1) ยุติการโจมตีหรือการปฏิบัติการทางการทหารทุกรูปแบบที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือน

3.2) เคารพและปฏิบัติตามหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

3.3) ดำเนินการสอบสวนอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และมีความรับผิดชอบ พร้อมนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

3.4) ส่งเสริมกลไกป้องกันความรุนแรง

3.5) ฟื้นฟูเยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบ

3.6) รัฐควรแสดงท่าทีและดำเนินการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นรูปธรรม

4) เมื่อวันที่ 22 เมษายน สมาคมฟ้าใสส่งเสริมสุขภาวะเด็กและเยาวชนชายแดนใต้ ออกแถลงการณ์ความว่า

4.1) ขอยืนยันหลักการว่า เด็กและเยาวชนเป็นผู้บริสุทธิ์ ที่ไม่ควรถูกกระทบจากความรุนแรงใด ๆ

4.2) เรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพหลักสิทธิมนุษยชนและหลักมนุษยธรรมขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะการคุ้มครองพลเรือนและเด็ก

4.3) ขอให้สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชนในทุกบริบท

5) เมื่อวันที่ 22 เมษายน สมาคมเพื่อสันติภาพภาคประชาชน (APP) และสมาคมร่วมสร้างชุมชนศรัทธา กัมปงตักวา (KTA) ออกแถลงการณ์เรื่อง “ข้อเสนอเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงที่มีพลเรือนเป็นเป้าหมายการโจมตี” โดยแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการก่อเหตุรุนแรง ที่พลเรือน, ครู/อุสตาซ, เด็กนักเรียน, นักบวช, สามเณร ต้องเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ และขอประณามการก่อเหตุครั้งนี้อย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตว่า ตั้งแต่ปี 2547 รัฐบาลทุกรัฐบาลให้อำนาจแก่กองทัพ โดยใช้กฎอัยการศึก, พรก.ฉุกเฉิน, และ พ.ร.บ. ความมั่นคง เป็นแนวนโยบายหลักของการแก้ไขปัญหา สมาคมทั้งสองมีข้อเสนอแนะดังนี้

5.1) รัฐบาลต้องมีความมุ่งมั่นที่ชัดเจนในการสร้างสันติภาพ โดยอาจประกาศเป็น พรก. หรือขอให้รัฐสภาออกกฎหมายว่าด้วยกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้

5.2) รัฐบาลมาเลเซีย ในฐานะที่คณะผู้นำขององค์กรที่ต่อสู้กับรัฐไทย อาศัยมาเลเซียเป็นแหล่งพักพิง ต้องสร้างบรรยากาศให้คณะผู้นำดังกล่าว เชื่อมั่นในกระบวนการสันติภาพ

5.3) ขอให้ภาคประชาชนบูรณาการกับภาครัฐและฝ่ายตรงกันข้ามรัฐ อย่างสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง

นอกเหนือจากองค์กรภาคประชาสังคมแล้ว พรรคประชาชนจังหวัดสงขลาก็ออกแถลงการณ์เรื่อง “ความรุนแรงที่เกิดขึ้นแก่พลเรือนสามเณรและเด็ก ในพื้นที่สี่อำเภอจังหวัดสงขลา” แถลงการณ์แสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับการกระทำอันโหดร้าย โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 18 ถึง 22 เมษายน และไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ที่บั่นทอนบรรยากาศการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม และไม่เห็นด้วยกับการสร้างความรู้สึกบาดหมางให้เพิ่มมากขึ้น แถลงการณ์เรียกร้องให้มีการสืบสวนหาข้อเท็จจริง และนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็ว และเรียกร้องให้รัฐบาลยึดแนวทางทางการเมืองเป็นหลักในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ

นางสาวแพทองธารเริ่มดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2567 นับถึงวันนี้ก็กว่า 8 เดือนแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาของไม่แน่นอนเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ สุญญากาศเกิดขึ้นเพราะรัฐบาลไม่แต่งตั้งคณะพูดคุยสันติภาพที่หมดวาระไปโดยปริยายเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล รองนายกรัฐมนตรีได้ท่องคาถาเดิมมาหลายเดือนแล้ว ว่ากำลังรอยุทธศาสตร์ใหม่ และได้เร่งรัดสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติให้รีบดำเนินการไปแล้ว แม้เวลาที่นายภูมิธรรมตอบคำถาม ก็ไม่ชัดเจนว่าจะดำเนินการตาม “ฉันทามติทั่วไปว่าด้วยการพูดคุยสันติภาพ” ซึ่งเป็นกระบวนการที่เป็นทางการที่มีรัฐบาลมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก หรือไม่อย่างไร

มีการกล่าวซึ่งอาจเป็นการโยนหินถามทางก็ได้ว่า พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ช่วยงานนายภูมิธรรม) อาจได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยคนต่อไป โดยมีข่าวว่าพลเอกนิพัทธ์ได้กล่าวเป็นทีเล่นทีจริงว่า ไม่ต้องแต่งตั้งก็ได้ พร้อมจะเป็นหัวหน้าพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งอ้างว่าจะเจรจากับทุกกลุ่มได้สะดวกกว่า แต่สำหรับผมแล้วจะเป็นการถอยหลังเข้าคลองมากกว่า เป็นการโยนความพยายามกว่า 12 ปีของ “ฉันทามติ” ที่เป็นทางการ แล้วย้อนกลับไปสู่การเจรจาลับ ๆ ระหว่างปี 2547 – 2556 ที่ไม่ต้องการความโปร่งใสหรือการมีส่วนร่วม

ในปลายเดือนมีนาคม พลเอกนิพัทธ์ได้ลงพื้นที่ จชต. โดยมีเหตุผลว่า ได้เดินทางมาพร้อมคณะจากสำนักงานสภาความความมั่นคงแห่งชาติ โดยได้รับมอบหมายให้เดินทางมาในช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน เพื่อมาปรึกษากับผู้นำศาสนา, ภาคประชาสังคม, และชุมชนชาวพุทธ ในเรื่องความปลอดภัย พร้อมทั้งยืนยันแนวทางการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

พลเอกนิพัทธ์กล่าวว่า เรื่องของการพูดคุยยังคงดำเนินการต่อไป เพราะทุกวันนี้การทำงานไม่จำเป็นต้องไปนั่งคุยกันบนโต๊ะอย่างเป็นทางการแล้วพูดคุยกัน การทำงานตรงนี้คือการพูดคุยกันเพื่อสื่อสารไปทางกว้าง ถ้าเรามีข้อมูลที่ชัดเจนจากข้างล่างจากทุกฝ่าย มันจะทำงานได้แม่นยำกว่า การทำงานอาจจะไม่ต้องใช้ในรูปแบบเดิม ๆ แต่อาจเป็นการสื่อสารในทางกว้างกับทุกฝ่าย ทั้งนี้เราขอยืนยันและให้ความสำคัญแก่การพูดคุยเจรจา โดยทุกฝ่ายพร้อมหาทางออกสู่สันติสุขต่อไป

ผมฟังดูแล้วยังไม่หายกังวล นายภูมิธรรมเคยกล่าวว่า ยุทธศาสตร์ใดใช้มานานแล้วแต่ไม่ได้ผล ก็ควรใช้ยุทธศาสตร์ใหม่ได้แล้ว ยุทธศาสตร์ที่ใช้มาตลอดเวลากว่า 21 ปี คือการใช้กฎหมายเฉพาะ คือ กฎอัยการศึก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ. ความมั่นคงภายใน ที่ให้ทหารนำในการแก้ไขปัญหา โดยอ้างว่าเป็นปัญหา “ความมั่นคงที่ต้องการความมีเอกภาพ” อีกทั้งยังมีการใช้กฎหมายอาญาที่ให้อำนาจแก่ตำรวจและฝ่ายปกครองควบคู่ไปด้วย แต่ความรุนแรงก็ดำรงอยู่ แม้ช่วงหนึ่งเกิดความหวังว่าความรุนแรงจะลดลงเรื่อง ๆ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งความรุนแรงกลับมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น ข้อกล้าวอ้างของฝ่ายรัฐว่าต้องทำตามกฎหมาย รวมทั้งกฎหมายที่ให้ความสะดวกแก่ฝ่ายรัฐนั้น มีประสิทธิผลจริงหรือ

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนนี้ ทุกฝ่ายต่างประณามความรุนแรง โดยเฉพาะการทำร้ายผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ ทุกฝ่ายอยากเห็นสันติภาพเกิดขึ้นและเห็นการหยุดยิงโดยไว แต่ทุกฝ่ายพูดไปอย่างนั้นเอง หรือต้องการให้สันติภาพเกิดขึ้นจริง