บ้านใหญ่กับการเลือกตั้งเทศบาลในอีสาน
พฤติกรรมการเลือกตั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นของประชาชนในภาคอีสานมีความแตกต่างกัน การตัดสินว่าการเลือกตั้งทั้งระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น ตัดสินกันที่ “เงิน” เพียงอย่างเดียว ใครแจกเงินมากกว่า ผู้นั้นจะชนะการเลือกตั้ง เป็นข้อสรุปที่รวบรัดและไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่
ข้อค้นพบในเชิงพื้นที่ จากการศึกษาวิจัยและการลงพื้นที่สำรวจพฤติกรรมการเลือกตั้งทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นในภาคอีสาน ทุนวิจัยจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และจากการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ผลข้อมูลการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีภาคอีสาน ภายใต้โครงการนวัตกรรมแพลตฟอร์มสื่อสารข้อมูลการเลือกตั้งท้องถิ่นในประเทศไทย สถาบันพระปกเกล้า มีข้อค้นพบว่า ปัจจัยที่จะทำให้ชนะการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีที่จะเกิดขึ้นในภาคอีสาน วันที่ 11 พฤษภาคม 2568 คือ
1) สำหรับนายกเทศมนตรีคนเก่า : โดยส่วนใหญ่ประชาชนไม่ได้สนใจว่านโยบายหาเสียงชุดใหม่จะเป็นอย่างไร หรือมีแนวนโยบายอย่างไรบ้าง แต่ประชาชนมักจะตั้งคำถามว่าผลงานที่ผ่านมาเป็นอย่างไร? ทุกวันนี้การแข่งขันการเลือกตั้งท้องถิ่นระดับเทศบาลไม่ได้ต่อสู้กันที่นโยบายเนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณของท้องถิ่นและการถูกแทรกแซงหรือการขอความร่วมมือให้ทำโครงการของหน่วยงานส่วนภูมิภาค หรือส่วนกลางที่มาเบียดบังงบประมาณหรือทรัพยากรของท้องถิ่น
นโยบายของผู้สมัครแต่ละคนจึงไม่แตกต่างกัน ไม่หวือหวา ดังนั้น ผู้บริหารชุดเก่าที่เคยบริหารท้องถิ่นมาแล้วมาลงสมัครรับเลือกตั้งใหม่ จึงเป็นทั้งจุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรคสู่ความสำเร็จในการชนะการเลือกตั้ง
จุดอ่อน คือ ผู้สมัครที่เคยได้รับโอกาสมาแล้วมาลงสมัครรับเลือกตั้งใหม่ มาขอโอกาสประชาชนใหม่อีกครั้ง หากในช่วงที่มีโอกาสบริหารท้องถิ่นมา 4 ปีหรือมากกว่านั้นแล้วไม่มีผลงานเชิงประจักษ์ หรือมีปัญหาด้านการปฏิบัติตัว หรือมีปัญหาการร้องเรียนการทุจริต ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ จะทำให้ประชาชนเกิด “ความเบื่อหน่าย” “อยากเปลี่ยนแปลง” “อยากให้โอกาสคนใหม่” เพราะมองว่าคนเก่าไม่มีผลงาน จากที่จะกลายเป็นโอกาสของผู้สมัครรายเก่า กลับกลายเป็นต้นทุน จุดอ่อนหรืออุปสรรคที่จะต้องแก้ไขในทันที ผู้สมัครรายเก่าสามารถสร้างเครือข่ายฐานเสียงในช่วงดำรงตำแหน่งได้ก็จริง แต่ต้องมีผลงานเชิงประจักษ์ให้ประชาชนเห็น แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ผู้สมัครรายใหม่ต้องมีคุณสมบัติที่เหนือกว่า สามารถเป็นความหวังแทนผู้สมัครรายเก่าได้ จึงจะทำให้ประชาชนเกิดความเบื่อหน่าย หรือเกิดกระแสอยากเปลี่ยนแปลงขึ้นได้
ในทางตรงกันข้าม หากผู้สมัครชุดเก่าเคยมีผลงานเชิงประจักษ์ ประชาชนมีความชื่นชอบทั้งในด้านผลงานและการปฏิบัติตัวในช่วงดำรงตำแหน่ง ประชาชนก็จะให้การสนับสนุน “ต้องการให้สานงานต่อ ก่องานใหม่” “ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง เพราะคนเดิมก็ดีอยู่แล้ว” ทำให้ประชาชนให้การสนับสนุน ถือเป็นจุดแข็งและโอกาสที่จะเอื้อต่อผู้สมัครคนนั้น
2) ปัจจัยส่วนบุคคล : กระแสของพรรคการเมืองระดับชาติส่งผลต่อการเมืองระดับท้องถิ่นน้อยกว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กล่าวคือ ผู้สมัครที่อาศัยกระแสพรรคการเมืองระดับชาติช่วยเหลืออย่างเดียว แต่กลับมีคุณสมบัติส่วนบุคคลและปัจจัยอื่นๆ เป็นรอง ย่อมไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้สมัครที่สังกัดพรรคนั้นชนะการเลือกตั้งท้องถิ่นได้
เหตุผลสำคัญที่นักการเมืองระดับท้องถิ่นไม่อิงกับความเป็นพรรค หรือใช้กระแสพรรคช่วย เนื่องจากประชาชนในภาคอีสานมีพฤติกรรมในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นไม่เหมือนกับการเลือกตั้งระดับชาติ กล่าวคือ ในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะตัดสินใจเลือกตั้งโดยพิจารณาจากคุณสมบัติส่วนบุคคลของคนเก่าโดยเปรียบเทียบกับคนใหม่ กลุ่มที่สังกัด ผลงานที่ผ่านมาขณะดำรงตำแหน่ง การลงพื้นที่มาเยี่ยมเยือนประชาชน การเข้าถึงง่าย ความเป็นคนในพื้นที่ กระแสความต้องการผู้บริหารคนใหม่หรือคนเก่า และปัจจัยอื่นๆ ประกอบกัน
ทั้งนี้ กระแสของพรรคการเมืองระดับชาติส่งผลต่อการเมืองระดับท้องถิ่นน้อยกว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะนั้น ผู้สมัครที่อาศัยกระแสพรรคการเมืองระดับชาติช่วยเหลืออย่างเดียว การใช้สี โลโก้ สัญลักษณ์ ข้อความ หรือแม้กระทั่งชื่อของกลุ่มที่ใกล้เคียงกับพรรคที่ประชาชนให้การสนับสนุน ไม่มีอิทธิพลหรือมีพลังมากพอที่จะทำให้ชนะการเลือกตั้งได้
การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นประชาชนจะให้ความสำคัญกับปัจจัยส่วนบุคคลมากกว่ากลุ่มหรือพรรคที่สังกัด ขณะที่การเลือกตั้งระดับชาติ ปัจจัยด้านพรรคที่สังกัดมีอิทธิพลมากกว่าปัจจัยส่วนบุคคล โดยเฉพาะกระแสพรรคสีส้มในพื้นที่ภาคอีสาน เป็นปรากฏการณ์ที่มีลักษณะ “พรรคแบกคน” ไม่ใช่ “คนแบกพรรค” ส่วนการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นโดยเฉพาะระดับเทศบาลตำบลหรือเทศบาลเมืองจะตรงกันข้าม เข้าลักษณะที่เรียกว่า “คนแบกพรรค” หรือ “คนแบกกลุ่ม” ดังนั้นแต่ละกลุ่มการเมืองต้องคัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติส่วนบุคคลที่โดดเด่น ประชาชนชื่นชอบมาลงสมัคร เพราะการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น มีเขตเลือกตั้งขนาดเล็ก พื้นที่ระดับตำบล ประชาชนได้ยินชื่อเสียง หรือมีความรู้จักมักคุ้นกับผู้สมัครแต่ละคนเป็นอย่างดี ขณะที่การเลือกตั้งระดับชาติ ประชาชนจะพิจารณาที่หัวหน้าพรรค ทิศทางนโยบาย ความคาดหวัง ผลงานของพรรคประกอบการตัดสินใจเลือกตั้งด้วย
แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นไม่ได้ใช้เครือข่ายของการเมืองระดับชาติเข้ามาช่วยเหลือ ยิ่งกว่านั้น กลุ่มการเมืองท้องถิ่นยังเข้าหากลุ่มการเมืองระดับชาติในเขตพื้นที่นั้นๆ เพื่อขอรับการช่วยเหลือสนับสนุนจาก “กลุ่มบ้านใหญ่” ในเขตพื้นที่ แต่กลุ่มบ้านใหญ่จะเลือกพิจารณาให้การสนับสนุนกลุ่มการเมืองท้องถิ่นเฉพาะเขตพื้นที่ที่เกี่ยวข้องและเอื้อประโยชน์สนับสนุนกับการเลือกตั้งระดับชาติของกลุ่มตนเท่านั้น หรือเกี่ยวข้องกับโครงการ/นโยบายที่กลุ่มระดับชาติกำลังเข้ามาดำเนินการหรือผลักดันโครงการให้เกิดขึ้นในเขตพื้นที่นั้นๆ หรือกรณีที่ต้องการกำจัดฝ่ายตรงกันข้าม หรือมีคู่แข่งคนเดียวกัน หรือเป็นกลุ่มท้องถิ่นที่กลุ่มการเมืองระดับชาติมองว่าอาจจะเป็นภัยคุกคามทางการเมืองกับกลุ่มตนในอนาคต จึงให้การสนับสนุนแบบเฉพาะกิจขึ้นชั่วคราวเพื่อกำจัดหรือลดทอนอำนาจคู่แข่งทางการเมืองของกลุ่มตนเท่านั้น
3) กลุ่มบ้านใหญ่ในเขตพื้นที่จะเลือกให้การสนับสนุนอย่างมียุทธศาสตร์ อย่างชาญฉลาดและมีเป้าหมาย
ในข้อเท็จจริง กลุ่มการเมืองระดับชาติ หรือกลุ่มบ้านใหญ่ในหลายจังหวัดในภาคอีสานไม่มีทรัพยากรมากพอที่จะให้การสนับสนุนผู้สมัครท้องถิ่นทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ หรือให้การสนับสนุนหรือช่วยเหลืออย่างสะเปะสะปะ ไม่มียุทธศาสตร์ หากแต่กลุ่มบ้านใหญ่เหล่านั้นจะเลือกให้การสนับสนุนอย่างมียุทธศาสตร์ มีเป้าหมายเฉพาะเขตพื้นที่ที่เกี่ยวข้องและเอื้อประโยชน์กับการเลือกตั้งระดับชาติของกลุ่มตนเท่านั้น หรือเกี่ยวข้องกับโครงการ/นโยบายที่กลุ่มการเมืองระดับชาติพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยเฉพาะเขตพื้นที่ที่เป็นเขตยุทธศาสตร์หรือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ชนะหรือแพ้การเลือกตั้งระดับชาติ กลุ่มการเมืองระดับชาติจึงใช้การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นเหล่านี้เป็นฐานเสียงสำหรับการเมืองระดับชาติต่อไป ฉะนั้น การชนะการเลือกตั้งในเวทีการเมืองระดับชาติในภาคอีสานจึงไม่ใช่สิ่งที่สามารถสร้างหรือทำฐานเสียง ทำแกนนำหัวคะแนนแค่เพียงชั่วข้ามคืนในช่วงการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้งแต่ละสมัยเท่านั้น หากแต่ต้องสร้างฐานเสียง การรักษาและพัฒนาฐานเสียงมาอย่างยาวนานอย่างน้อย 1-2 สมัยการเลือกตั้ง นี่คือเหตุผลว่าทำไมกลุ่มการเมืองใหม่ๆ หรือพรรคการเมืองใหม่ๆ อาทิ พรรคประชาชน จึงมีโอกาสชนะการเลือกตั้งได้น้อย (แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง) ในเขตพื้นที่ภาคอีสาน และนี่คือเหตุผลว่าทำไมกลุ่มบ้านใหญ่จึงยังทรงอิทธิพลทางการเมืองในภาคอีสานจนถึงปัจจุบัน เพราะกลุ่มบ้านใหญ่เหล่านี้ได้สร้าง รักษาและพัฒนาเครือข่ายทางการเมืองมาอย่างยาวนาน ขณะที่กลุ่มการเมืองใหม่ๆ ไม่สร้าง รักษา และพัฒนากลุ่มเครือข่ายเหล่านี้ หรือสร้างไม่ทัน เสียเปรียบด้านทรัพยากร ทำให้เกิดการเสียเปรียบกลุ่มบ้านใหญ่ในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
4) ทรัพยากรและรายชื่อที่ตรงเป้า การใช้ทรัพยากรในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ปัจจัยและเงื่อนไขของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งน้อย ส่งผลให้ต้องใช้ทรัพยากรที่มากกว่าการเลือกตั้งระดับชาติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Statistical Significant)
ตัวแปรที่ส่งผลให้การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นใช้ทรัพยากรที่มากกว่าการเลือกตั้งระดับชาติอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่เป็นเพราะการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นเขตเลือกตั้งขนาดเล็กเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นเพราะผู้สมัครแต่ละคนรู้กระแสความนิยมของตนและคู่แข่งผ่านการสำรวจในรูปแบบต่างๆ และมีข้อมูลสถิติการเลือกตั้งในรอบที่ผ่านมาว่า ประชาชนในเขตชุมชนหรือหมู่บ้านนั้นๆ ประชาชนจะเลือกใคร ฉะนั้น ในการเลือกตั้งระดับเทศบาลที่มีการแข่งขันกันอย่างสูสีรุนแรง และมีโอกาสแพ้ชนะได้ทั้งสองฝ่าย จึงต้องทุ่มเททรัพยากรเพื่อให้กลุ่มประชาชนที่อาจจะเลือกคู่แข่งเปลี่ยนมาเลือกตนเองแทน นอกจากนั้น การใช้ทรัพยากรในการเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ได้ใช้แบบปูพรม สะเปะสะปะ หากแต่ใช้อย่างมียุทธศาสตร์ มีเป้าหมาย (รายชื่อ) และผ่านการวางแผน การประเมิน และคาดการณ์มาแล้วเป็นอย่างดี ประเมินทั้งศักยภาพของคู่แข่ง และประเมินศักยภาพของตนเองว่าจะสามารถต่อสู้ได้เพียงใด หรือจะยอมแพ้ก่อนที่จะเสียหายไปมากกว่านี้
ประเทือง ม่วงอ่อน
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

