นโยบายเศรษฐกิจ
กับการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมไทย
ในที่สุดรัฐบาลเพื่อไทยก็ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีด้วยคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจว่าในประเทศที่เป็นนิติรัฐอย่างไทย ความถูกต้องตามกฎหมายไม่ได้แปลว่ายุติธรรมหรือชอบธรรมเสมอไป เพราะรัฐบาลสามารถใช้กฎหมายเป็นช่องทางหลบหลีกภายใต้ช่องโหว่ต่างๆ และสร้างโอกาสใหม่เพื่อให้มีช่องทางใหม่ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสร้างอนาคตที่มั่นคงยั่งยืนแก่ประชาชนได้
ทั้งหมดนี้ถ้าจะต้องรอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ผู้เขียนเพียงแต่หวังว่าจะไม่เป็นอย่างที่คุณศิริกัญญาบอกว่ายังไม่ถึงจุดต่ำสุด และจะต่ำไปกว่านี้ได้อีก น่ากลัวว่าตลาดหุ้นไทยอาจจะลงไปต่ำกว่า 1,000 จุดก็ได้ถ้ารัฐบาลยังเป็นอย่างนี้
ที่น่าเสียดายก็คือมีการพูดถึงนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้และละเลยปัญหาสังคมที่จะตามมา เช่น รัฐบาลพยายามทะลุทะลวงที่จะเอานโยบายสถานบันเทิงครบวงจรที่มีกาสิโนออกมาให้ได้เร็วที่สุด
ทั้งๆ ที่แทบไม่สร้างโอกาสในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากที่กำลังมีปัญหาอยู่ รัฐบาลมองเห็นแต่ข้อดีที่กาสิโนสร้างรายได้ได้แน่นอน แต่เป็นรายได้ของผู้ลงทุนที่อาจไม่ใช่คนไทยด้วยซ้ำ การจ้างงานก็เล็กน้อยมากแถมกาสิโนในหลายประเทศก็จ้างแรงงานต่างชาติอีกด้วย ในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ประสบการณ์ได้แสดงให้เห็นว่าบรรดากาสิโนทั้งหลายในมาเก๊ามีปัญหามากกว่าภาคเศรษฐกิจอื่นๆ นอกจากนั้น ด้วยความสามารถในด้านการคอร์รัปชั่นของวงการสีเทาของรัฐและวงการสีเทาของเอกชน ในที่สุดแล้วก็จะยังคงมีบ่อนการพนันผิดกฎหมายอยู่ทั่วไปหมด จากประเทศที่อุดมสมบูรณ์ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ก็จะกลายเป็นประเทศที่จมอยู่ในอบายมุข ประชาชนไทยไม่สามารถประกอบสัมมาอาชีพให้สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ ต้องเลี้ยงครอบครัวด้วยงานบาปและเงินบาป
ส่วนนโยบายที่แจกเงิน 10,000 บาทนั้นก็เป็นนโยบายที่เห็นชัดอยู่แล้วว่าไม่สร้างพายุหมุน แล้วยังจะสร้างความเคยชินให้คนไทยเป็นคนที่รอแต่เงินช่วยเหลือของรัฐ และขอเงินของรัฐมาช่วยอุดหนุนการผลิตแทบทุกอย่าง ที่จริงแล้วผู้เขียนไม่ได้ขัดข้องกับการที่รัฐจะไปแจกเงิน แต่การแจกเงินนั้นควรจะเป็นการแจกเงินเพื่อช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพใหม่ สร้างทักษะใหม่ หรือแก้ปัญหาโครงสร้างที่มีอยู่
ที่เลวร้ายที่สุดน่าจะเป็นเงิน 10,000 บาทที่คิดจะแจกให้เยาวชนอายุ 16 ปีขึ้นไปให้มีสิทธิรับเงินได้ แต่นำเงินนี้ไปจ่ายค่าเล่าเรียนไม่ได้! แน่นอนเยาวชนบางคนคงมีวิธีการที่จะใช้เงินอย่างเหมาะสม แต่ก็อาจมีเยาวชนจำนวนมากที่มีโอกาสเป็นครั้งแรกที่ได้กำเงินหมื่นก็อาจจะเอาเงินนี้ไปซื้อแสวงหาความสุขจากอบายมุขซึ่งสร้างผลลัพธ์ที่ร้ายกาจและเป็นมหันตภัยต่อตัวเอง เยาวชนไทยจำนวนมากไม่ได้อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น ไม่ได้อยู่ในบ้านที่มีพ่อแม่คอยดูแลอบรม แต่อยู่ในบ้านที่พ่อแม่ไปทำงานต่างจังหวัด เมื่อได้เงินมาเด็กๆ ก็อาจจะนำไปใช้เพื่อซื้อความสุขส่วนตัว เช่น อาจจะนำไปซื้อยาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า ซื้อน้ำกระท่อม ใบกัญชา หรือกลุ่มที่คิดการใหญ่ก็คือไปดาวน์รถจักรยานยนต์ออกมาขี่เล่นบนท้องถนน แม้ว่าจะถูกยึดไปก็ไม่เป็นไรเพราะเงินนี้ได้มาเปล่าๆ บางคนที่ฐานะดีเมื่อไปวางเงินดาวน์แล้วก็เป็นช่องทางที่บังคับพ่อแม่ทางอ้อมให้ซื้อรถจักรยานยนต์ให้ ในขณะที่กฎหมายซึ่งดูแลความปลอดภัยของการใช้รถจักรยานยนต์ไทยมีเงื่อนไขก็ต่ำมาก เด็กๆ มีใบขับขี่ได้ตั้งแต่อายุ 15 ปี ส่วนในต่างประเทศนั้นจะไม่ให้ใบขับขี่ธรรมดาแก่เยาวชน แต่จะให้ใบขับขี่ที่มีขั้นตอนตามวุฒิภาวะ เมื่อเยาวชนอายุน้อยเริ่มขับขี่รถจักรยานยนต์ก็จะต้องใช้รถที่มีความเร็วต่ำ ซึ่งเมืองไทยยังไม่ยอมให้จดทะเบียน ทุกวันนี้กลุ่มคนที่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางยานยนต์สูงสุด ได้แก่ คนอายุตั้งแต่ 15-19 ปี นอกจากนั้นเยาวชนบางกลุ่มยังรวมกลุ่มกันเป็นแก๊งรถจักรยานยนต์รวมกลุ่มกันขี่ป่วนเมือง ชวนกันไปตีรันฟันแทงคู่อริจนเสียชีวิตต่อหน้าต่อตาสาธารณชน เช่นเหตุการณ์ที่เชียงใหม่เมื่อไม่นานมานี้
ถ้ารัฐบาลต้องการให้เด็กใช้เงินทำไมรัฐบาลไม่ใส่เข้าไปในโรงเรียนให้เป็นทุนของโรงเรียนให้เด็กทำ
โครงการที่ส่งเสริมความคิดริเริ่ม ซึ่งในการทำโครงการนี้อาจจะเป็นการทำเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจเพื่อสังคม กล่าวคือเมื่อนำเงินไปที่ได้ไปสร้างธุรกิจเกิดกำไรก็นำกำไรส่วนหนึ่งมาใช้พัฒนากิจกรรมของนักเรียนร่วมกัน ซึ่งอาจจะเป็นกิจกรรมนันทนาการก็ได้ ส่วนที่เหลือก็อาจจะแบ่งปันให้เด็กเป็นค่าขนมไป เด็กก็จะได้ทั้งความรู้ในการสร้างธุรกิจ ได้ประสบการณ์ในการเป็นผู้ประกอบการ และเป็นการสร้างจิตสาธารณะไปพร้อมๆ กัน ซึ่งในการทำโครงการนี้โรงเรียนอาจจะขอความร่วมมือจากวิทยาลัยในท้องถิ่นมาช่วยให้ความรู้แก่เด็กๆ ได้ด้วย การใช้เงินนี้ก็จะมีการนำเงินไปซื้อวัตถุดิบ ซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ในที่สุดแล้วบางโรงเรียนอาจจะเกิดธุรกิจเพื่อสังคมโดยนักเรียนที่มีความยั่งยืนด้วยซ้ำไป
ในปัจจุบันมีเครือข่ายโรงเรียนได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกสิกรไทยเช่นในจังหวัดน่านที่มาจากการทำโครงการด้านวิทยาศาสตร์ รัฐอาจสนับสนุนการให้เด็กทำโครงการธุรกิจเพื่อสังคมก็อาศัยเครือข่ายเหล่านี้ เพราะโรงเรียนอีกหลายจังหวัดก็มีอาจารย์ในเครือข่ายพอสมควรน่าจะสามารถเริ่มได้ ถ้าหากอยากดูตัวอย่างก็ยังมีมูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ ซึ่งมีโรงเรียนไม้ไผ่ที่สอนให้นักเรียนมีธุรกิจเพื่อสังคมตั้งแต่เล็ก
โรงเรียนในประเทศไทยขาดเงินทุนที่จะมาทำโครงการเพื่อซื้ออุปกรณ์ วัตถุดิบต่างๆ สารเคมี ในบางโรงเรียนที่ผู้เขียนเคยสนับสนุนคนฟื้นถิ่นให้ไปพัฒนาชุมชน ได้เริ่มสอนให้เด็กนักเรียนทำสินค้าจากภูมิปัญญาทางการแพทย์แผนไทย ทำพวกยาหม่อง ยาลม ยาดม ยาหอม สามารถสร้างรายได้ได้และนักเรียนยังมีความรู้ติดตัวไปด้วย
ในช่วงที่เกิดปัญหาโควิด-19 ระบาดรัฐบาลสิงคโปร์ต้องให้เงินช่วยเหลือประชาชนที่ตกงาน แต่รัฐไม่เคยแจกเงินฟรีๆ ถ้าคิดไม่ออกว่าทำอะไรก็เอาไปยืนอยู่ที่บริเวณที่มีออฟฟิศขนาดใหญ่แล้วคอยตรวจสอบคนที่ไม่ใส่หน้ากากอนามัย การแจกเงินฟรีๆ ทำให้เราเกิดวัฒนธรรมรอ (เงินหลวง) วัฒนธรรมขอ (เงินช่วย) ในที่สุดเราก็จะเกิดวัฒนธรรมงอมืองอเท้ากันไปทั้งประเทศ และที่สุดแล้วเราก็ไม่อาจปีนออกจากหลุมดำทางเศรษฐกิจได้อีกเลย
การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมในระยะยาวเป็นทาสสีเทา เป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดที่สุดยิ่งกว่าการตกเป็นประเทศที่ยากจนเสียอีก
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด
มูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ

