หน้าแรก บทความ เสียงครวญของก...

เสียงครวญของกลุ่มผู้ชำนาญด้านจีน

6.05.25 | 12:30 น.

เสียงครวญของกลุ่มผู้ชำนาญด้านจีน

ต้องยอมรับว่าบุคคลชั้นนำของสหรัฐที่รู้จักจีนและเข้าใจจีน ยังน้อยกว่าคนจีนที่รู้เรื่องอเมริกัน นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาและรู้เรื่องสหรัฐได้แจ้งเกิดอย่างต่อเนื่อง แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มีความเห็นแตกต่างกับบุคคลชั้นนำกลุ่มนี้ จึงเป็นเหตุให้ผู้ที่รู้จักจีนและเข้าใจจีนอย่างแท้จริงต้องประสบกับความผิดหวัง ทั้งนี้ ก็เพราะโครงสร้างข้อมูลข่าวสารจีน-สหรัฐ ได้ตกอยู่ในช่วงเวลาที่สับสนที่สุดของประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นสมัยสงครามการค้าและความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ การเข้าใจตนเองและเข้าใจผู้อื่นจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ ทว่า ชนชั้นนำของสหรัฐกลับเข้าใจจีนได้น้อยกว่าชนชั้นนำของจีนที่เข้าใจอเมริกันเป็นอันมาก

อันกลุ่มรู้จักจีน กลุ่มเข้าใจจีน หรือกลุ่มผู้ชำนาญด้านจีน คือบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์เกี่ยวกับประเทศจีน ซึ่งหมายความรวมถึงวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมืองของจีน

เวลา 30 ปีที่ผ่านมา จีนมีนักเรียนที่ไปศึกษาต่อในสหรัฐหลายล้านคน ส่วนหนึ่งศึกษาวิชาการล้ำสมัยของสหรัฐ กลายเป็นบุคลากรชั้นนำ กลับสู่ประเทศของตนเพื่อกำหนดนโยบายในสาขาต่างๆ และซึมซับแนวโน้มของสหรัฐ แต่จำนวนชาวอเมริกันที่ไปศึกษาต่อที่จีนมีเพียงไม่กี่พันคน หลังการระบาดโควิด-19 ก็ยิ่งลดลงไปอีก จึงส่งผลให้ผู้ชำนาญด้านจีนในสหรัฐลดน้อยลงเรื่อยๆ สัดส่วนของทั้งสองฝ่ายจึงเกิดความไม่สมดุล อันเป็นเหตุให้กระทบต่อความสัมพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายของสหรัฐมีมุมมองต่อจีนที่เปี่ยมด้วยอคติและดูหมิ่น เช่น เมื่อไม่นานมานี้ รองประธานาธิบดีแวนซ์ได้กล่าวว่า คนจีนคือคนบ้านนอก เป็นชาวไร่ชาวสวน ไม่เพียงเป็นถ้อยคำที่ดูหมิ่น ยังเป็นการสะท้อนถึงความละอ่อนทางการเมือง ถือเป็นเรื่องอันตรายที่ผู้กำหนดนโยบายที่มีต่อจีนปราศจากความรู้จีนและเข้าใจจีน คนรอบตัวทรัมป์มีความคิดในมุมลบ แสวงหาสงคราม ตกอยู่ในสภาพการณ์ที่เรียกว่า Zero-Sum Games คือได้หมดเสียหมด

ส่วนชนชั้นนำของจีนที่เคยศึกษาในสหรัฐเห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐกำลังจะล่มสลาย พร้อมกับการเติบโตของสื่อสังคม ส่งผลให้ห้องสะท้อนเสียงหนาขึ้นเรื่อยๆ จนทุกคนต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่มีแต่ความคิดเห็นแบบเดียวกัน เป็นเหตุให้ลัทธิสุดขั้วที่เน้นแต่อารมณ์ กลายเป็นกระแสหลักของอินเตอร์เน็ต มีอิทธิพลต่อครอบครัวนับล้าน ส่งผลให้การเมืองแบ่งขั้วเข้มข้นและรุนแรง ประชานิยมเฟื่องฟู ประชาธิปไตยเดินต่อไม่ได้

Advertisement

ครั้นเมื่อสื่อในสหรัฐรายงานเกี่ยวกับเรื่องจีน ส่วนใหญ่ยึดอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นหลัก ละเลยความเป็นจริง ไม่คำนึงถึงเหตุผลทางวิทยาศาสตร์และผลประโยชน์ที่แท้จริงของประเทศ กรณีคือการกำหนดนโยบาย โดยยึดถือทัศนคติทางการเมืองเป็นฐานราก ไม่พิจารณาถึงสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจหรือชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การรายงานข่าวในมุมลบคิดเป็นร้อยละ 90 ข่าวที่สื่ออเมริกันโปรดคือ ข่าวที่ไม่เป็นประโยชน์ไร้สาระ ส่วนความเจริญรุ่งเรืองของสังคมจีนก็แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น หรือเห็นก็ไม่รายงาน ทว่า ประเทศจีนที่ต้องถูกสื่ออเมริกันประณามอยู่ทุกวัน บัดนี้ได้กลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก และนำหน้าอเมริกาไปมากแล้ว อนึ่ง การขึ้นภาษีศุลกากรกลับเป็นโทษต่อสหรัฐ ล้วนเป็นสาเหตุที่เกิดจากการขาดแคลนผู้รู้จักจีนหรือผู้ชำนาญด้านจีน จึงไม่สามารถเข้าใจจีนและประเมินสถานการณ์จีนไม่ถูกต้อง

อดีตมีคนจีนส่วนหนึ่งชื่นชมและให้เครดิตแก่สหรัฐ ปัญญาชนจำนวนมากมีความยินดีที่เรียนแบบอเมริกัน และยกย่องให้เป็น “ครู” แต่หลังการปฏิรูปเปิดประเทศ จีนได้เข้าสู่ระบบโลกาภิวัตน์อย่างรวดเร็วเคารพทฤษฎีการค้าเสรี สะสมต้นทุนทางธุรกิจ ผลิตบุคลากรและใช้เทคนิคใหม่เข้าสู่ระบบการค้า รังสรรค์ความเจริญรุ่งเรืองที่มีอยู่แล้วให้มากยิ่งขึ้น ยุทธศาสตร์กีดกันจีน กลับกลายเป็นอาวุธทำลายความก้าวหน้าของสหรัฐในทางอ้อม

บัดนี้สามารถกล่าวได้ว่า จีนเสมอหน้ากับสหรัฐแล้ว ทั้งเรียนรู้ข้อดีและเห็นจุดบกพร่องของสหรัฐไปพร้อมกัน อีกทั้งเข้าใจดีว่ารัฐบาลทรัมป์มิใช่ตัวแทนทั้งหมดของสังคมอเมริกัน กรณีอย่างเช่น “เหริง เจิ้งเฟย” ผู้ก่อตั้งหัวเว่ยได้เคยลงทุนมหาศาลเชิญผู้เชี่ยวชาญจาก IBM มาช่วยสอนการปฏิบัติระบบองค์กร จนกลายเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจเอกชนจีน

นอกจากนี้ นักเรียนจีนจำนวนมากที่ไปเรียนในสหรัฐก็ได้ร่วมกันต่อสู้กับการใช้อำนาจเหนือผู้อื่นของรัฐบาลทรัมป์ ขณะเดียวกันก็มีการติดต่อสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับสังคมอเมริกัน อีกทั้งสนับสนุนนโยบายยกเว้นวีซ่าฝ่ายเดียวของจีน เพื่อให้อเมริกันชนเดินทางมาจีนมากขึ้น เพื่อรู้จักจีนและเข้าใจจีนอย่างแท้จริง ทั้งนี้ เพื่อไม่ต้องหลงเชื่อสื่ออเมริกันและชนชั้นนำของสหรัฐบิดเบือนข้อมูลจีนต่อไป