หน้าแรก บทความ โกวิทย์ พวงงา...

โกวิทย์ พวงงาม – กลโกงทุจริตการเลือกตั้ง : ที่ กกต.(จะ)ต้องรับรู้หรือไม่?

10.05.25 | 12:41 น.

กลโกงทุจริตการเลือกตั้ง : ที่ กกต.(จะ)ต้องรับรู้หรือไม่?

บทเรียนที่น่ากลัวสำหรับการเมืองไทยยุคปัจจุบัน นั่นก็คือ กลโกงการทุจริตการเลือกตั้งในรูปแบบต่างๆ ที่ดูจะมีความเข้มข้นมากขึ้น เพื่อให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการใช้เงินซื้อเสียงเพื่อเข้าสู่อำนาจทางการเมือง ซึ่งกลโกงการทุจริตการเลือกตั้งมีความหมายถึงกระบวนการของพรรคการเมืองที่มีทุนหนา หรือมีกลุ่มนายทุนพรรคการเมืองคอยสนับสนุน หรืออาจจะด้วยการลงทุนของคนในพรรค ซึ่งมีการจัดกระบวนการจัดการในการเลือกตั้งให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงตามเป้าหมายที่คาดหวังไว้

แน่นอนว่า กระบวนการจัดการเพื่อให้ได้คะแนนเสียงมานั้น เห็นว่าเงินทุนทางการเมืองได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญที่เข้ามามีบทบาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะทำให้รูปแบบการเมืองไทยที่ว่าน่ากลัว นั่นก็คือ การทำให้การเลือกตั้งไปผูกโยงกับการใช้เงิน ทุ่มเงินซื้อเสียงในกระบวนการเลือกตั้ง ทั้งการใช้เงินตั้งแต่ต้นทางก่อนการเลือกตั้ง และระหว่างทาง (กลางทาง) ในการเลือกตั้ง ส่วนปลายทางเมื่อเข้าสู่อำนาจแล้วก็หาวิธีการถอนทุนคืน

รูปแบบการเมืองไทยในวิธีการดังกล่าวนี้กำลังจะกลายเป็น “ธนาธิปไตย” ที่นับวันจะถูกบดบังความเป็นประชาธิปไตยลงไป ทั้งนี้เพราะ “ธนาธิปไตย” (Plutocracy) หมายถึง วิธีการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองจากการเลือกตั้งโดยการใช้เงินหรือตัวแทนทางการเมืองของประชาชน ล้วนแต่คนมีเงินหรือคนใช้เงินเข้าสู่อำนาจ (Money Politics)

การเมืองไทยกำลังจะกลายเป็นธนาธิปไตย ก็เพราะการลงทุนในธุรกิจการเมืองไทยที่มีการยึดโยงกับกลุ่มทุน ลงทุนให้พรรคการเมืองแล้วพรรคการเมืองก็ใช้เงินซื้อเสียงในกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งกำลังจะเป็นวัฏจักรการเมืองไทยในปัจจุบัน จนกลายเป็นผู้ครองอำนาจทางการเมือง จึงไม่แปลกอะไรที่นักการเมืองไทยจะเต็มไปด้วยตัวแทนกลุ่มทุนและคำว่า “ประชาธิปไตย” ก็กำลังจะกลายเป็นเปลือกที่ห่อหุ้มความเป็นธนาธิปไตย

Advertisement

การเมืองไทยจึงเป็นประชาธิปไตยแต่เพียงรูปแบบเป็นวาทกรรมเพื่อบอกว่า “การมีการเลือกตั้งตัวแทนของเราแล้ว” เท่านั้น แต่ที่เป็นเนื้อแท้ก็คือ “ธนาธิปไตย” ที่เป็นการเมืองแบบ “Money Politics” เป็นการใช้เงินในกระบวนการเลือกตั้งเพื่อให้ได้อำนาจและผลประโยชน์ ซึ่งถือเป็นการเมืองของกลุ่มคนมีเงินเข้ามามีอำนาจและถือเป็นการเมืองของกลุ่มอภิสิทธิ์ชนทั้งในปัจจุบันและอนาคต อันจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสังคมไทยใน 3 ประเด็นใหญ่ ได้แก่ (1) การทุจริตเชิงนโยบาย ที่ใช้ช่องทางโครงการและกิจกรรมเพื่อหาประโยชน์ โดยเฉพาะโครงการที่ผลิตขึ้นมาของรัฐบาล (2) การทุจริตการเลือกตั้ง ซึ่งดังที่กล่าวไว้แล้วว่ากระทำกันตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งจนกระทั่งถึงวันเลือกตั้ง (3) การขาดจริยธรรมและจิตสำนึกแห่งความซื่อสัตย์ ซึ่งจะทำลายการเมืองสุจริต

ผมเข้าใจว่าในปัจจุบันเมื่อจะจัดให้มีการเลือกตั้ง สิ่งที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าการที่พรรคการเมืองจะส่งคนสมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งหนึ่งนั้น สิ่งที่มักจะพูดและรับรู้กันก็คือจะใช้เงินสำหรับลงเลือกตั้งต่อคนเท่าใด และหากจะให้ชนะการเลือกตั้งระหว่างคู่ต่อสู้ในเขตเลือกตั้ง จะทุ่มเงินเท่าใด ตัวเลขที่พูดๆ กันโดยเฉลี่ยน่าจะอยู่ที่ประมาณ 30-60 ล้าน

แต่อย่างไรก็ตามการลงทุนทางการเมืองในการเลือกตั้งปัจจุบัน ทั้งระดับชาติ ระดับท้องถิ่น และแม้ระดับการเลือกตั้ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ล้วนแล้วแต่มี “เงินทุน” เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น จะมากจะน้อยก็แล้วแต่ระดับการเลือกตั้ง ซึ่งการกระทำในลักษณะนี้มีผู้ให้ประโยชน์ ทั้งในรูปของทรัพย์สิน เงินทอง และมีผู้รับประโยชน์จากการให้ดังกล่าว เมื่อกระทำกันบ่อยโดยขาดการกำกับควบคุมดูแล ก็อาจจะกลายเป็นค่านิยมของสังคมไทยในการเลือกตั้ง โดยไม่ได้สนใจว่าคนที่ใช้เงินทุนหรือใช้เงินซื้อเสียงในการเลือกตั้ง และเมื่อเข้าไปกุมอำนาจรัฐแล้วเขาจะคอร์รัปชั่นหรือไม่

ส่วนกระบวนการลงทุน “ซื้อเสียงตั้งแต่ต้นทาง” ได้กระทำโดยการลงทุนตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งล่วงหน้าอาจเป็นเวลา 2-3 ปีหรือมากกว่านี้ โดยวิธีการมอบสิ่งของ ทรัพย์สิน เงินทอง ผ่านผู้นำหรือให้โดยตรง ซึ่งมีการแจ้งให้ทราบด้วยซ้ำว่า “ใครให้มา” ซึ่งอาจจะเชื่อมโยงกับผู้ที่เตรียมการจะลงเลือกตั้งในครั้งต่อไป ทั้งนี้ได้กระทำซ้ำๆ ไม่ว่าจะเป็นงานบุญ งานบวช งานแต่ง งานศพ หรืองานอะไรก็ได้ โดยจ่ายให้งานละ 20,000 บาท ถึง 30,000 บาท ทุกงาน อันเป็นที่รู้กันทั้งเขตเลือกตั้งว่าใครให้ ที่ทำตัวเป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชูกิจการงานต่างๆ คนที่รับอุปถัมภ์ก็จะกลายเป็นหัวคะแนนไปทันที เมื่อถึงเวลาที่มีการเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อคิดมูลค่าการลงทุนใช้จ่ายตลอด 2-3 ปีที่จ่ายไป อาจจะเป็น 30-50 ล้านบาท ของการใช้เงินของต้นทาง

ส่วนกระบวนการในระหว่างการเลือกตั้งที่เรียกว่ากลางทางหรือปลายทาง มีกลโกงในการทุจริตการเลือกตั้งหลากหลายวิธีการเป็นต้นว่า (1) การจัดตั้งหัวคะแนน และมีเงินเดือนให้หัวคะแนนหรือหัวคะแนนอาจจะเป็นบ้านที่เคยอุปถัมภ์เรื่องงานการไว้ก่อนหน้านี้แล้ว โดยให้จัดทำบัญชีรายชื่อบุคคลผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละครัวเรือน และมีการตั้งค่าหัวแต่ละรายอยู่ระหว่าง 1,000-3,000 บาทต่อคน (2) การจ่ายเงินจ่ายผ่านพร้อมเพย์หรือให้ผู้จัดทำบัญชีเอาไปให้โดยตรง หรือผู้จัดทำบัญชีอาจเรียกว่า “แกน” หัวคะแนนที่กระทำกันอย่างแยบยลมีวาระซ่อนเร้น (3) การคำนวณคะแนนเสียงเพื่อลงทุนให้ชนะการเลือกตั้ง ดังเช่นในเขตหนึ่งการจะชนะการเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรได้ ต้องได้คะแนนเสียงอย่างต่ำ 40,000 คะแนน จึงต้องทุ่มเงินลงทุนไว้ประมาณ 50,000 เสียง และถ้าหากซื้อเสียงหัวละ 1,000 บาท ก็จะใช้เงินเกือบ 50 ล้านบาทหรืออาจจะมากกว่านี้ต่อเขตเลือกตั้ง

เราจึงเห็นว่าต้นทางของการลงทุนใช้ไปแล้วประมาณ 30 ล้าน แล้วช่วงกลางทางถึงปลายทางของช่วงเลือกตั้งใช้ไปอีกเฉลี่ย 50 ล้านบาทต่อคน ลองนึกภาพกันดูว่ากลโกงในการทุจริตการเลือกตั้งที่เป็นค่าใช้จ่ายต่อเขต แล้วทั้งประเทศมีการลงทุนที่ต้องจ่ายจะใช้เงินเท่าไหร่ ยกเว้นในเขตกรุงเทพมหานครหรือเขตเมืองใหญ่ๆ ที่เป็นชุมชนเมือง อาจจะใช้น้อยลงหรืออาจจะไม่ใช้ก็มิอาจคาดเดาได้

จึงกล่าวได้ว่า การเมืองไทยที่เรียกว่าเป็น “ธนาธิปไตย” ที่มีการลงทุนทางการเมืองหรือเป็นธุรกิจการเมืองนั้นจึงพอจะเห็นตัวเลขต่อหัวต่อคนในหนึ่งเลขเลือกตั้งว่าจะลงทุนเท่าไหร่ และเมื่อรวมหลายเขต เป็นร้อยหรือสองร้อยเขตที่ต้องมีการลงทุน ก็พอจะคำนวณได้ว่าจะใช้เงินกันเท่าใด

ดังนั้นอันตรายของระบบ “ธนาธิปไตย” ก็คือนักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่เข้าสู่อำนาจทางการเมืองด้วยระบบนี้คงหนีไม่พ้นที่จะหาวิธีการกลโกงอีกแบบหนึ่งก็คือ การคิดหาวิธีการ “ถอนทุนคืน” หรือการคิดทุจริตคอร์รัปชั่นนั่นเองที่ใช้อำนาจแฝงเร้นเพื่อทุจริต เบียดบังผลประโยชน์ ทรัพยากรและเงินงบประมาณแผ่นดินในทางที่มิชอบ

โดยมีการเปิดเผยจาก “องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นประเทศไทย” เมื่อเดือนธันวาคม 2566 ว่าเงินคอร์รัปชั่น มีมากน้อยแค่ไหนในแต่ละปี ก็ปรากฏว่า เงินบาปจากการคอร์รัปชั่นในภาครัฐที่มีการโกงหลวง ฉ้อราษฎร์และกัดกินกันเอง มีประมาณ 5 แสนล้านบาท่อปี ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนเงินงบประมาณที่มากพอสมควรที่ต้องสูญเสียไปในแต่ละปี ทั้งที่เงินส่วนนี้น่าจะทำประโยชน์อื่นๆ ได้อีกจำนวนมาก

ส่วนการจะสร้างสังคมไทยใหม่ ให้ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น คงต้องใช้เวลาอีกนาน ซึ่งทุกภาคส่วนในสังคมจะต้องร่วมกันสร้างการเมืองสุจริต แต่สิ่งที่ควรกระทำกันเฉพาะหน้าและต้องรับรู้ร่วมกันก็คือ

“การป้องกันกลโกงการทุจริตการเลือกตั้ง” สำหรับผู้ที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งและกำกับดูแลการเลือกตั้ง นั่นก็คือ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.” ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีอำนาจไต่สวนสืบสวนเมื่อพบเห็นการกระทำว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม พูดง่ายๆ กกต.ต้องเรียนรู้และต้องรับรู้ว่ากลโกงทุจริตการเลือกตั้งเป็นอย่างไร จะหาวิธีการควบคุมดูแลอย่างไร

ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาเป็นโจทย์ที่ท้าทาย กกต. แต่ กกต.จะรับรู้หรือไม่ก็ไม่ทราบได้

ซึ่งโดยข้อเท็จจริง สังคมยังคาดหวังให้ กกต.หาวิธีการอย่างชาญฉลาดที่รู้เท่าทัน “กลโกง” ของนักลงทุนเลือกตั้งที่มีหลากหลายวิธีการและวิธีการหนึ่งที่จะเสนอก็คือ การส่งเสริมหรือสร้างอาสาสมัครภาคประชาชนแต่ละหมู่บ้าน คอยสอดส่องพฤติกรรม “กลโกงการทุจริตการเลือกตั้ง” แต่ต้องทำเป็น “หน่วยอาสาสมัครลับ” ที่รายงานตรงต่อ กกต. โดยมีการให้รางวัลเป็นแรงจูงใจในการดำเนินการ ซึ่งก็คาดหวังว่าจะยังมีกลุ่มบุคคลที่ต้องการเห็นการเมืองสุจริตเกิดขึ้น ร่วมมือกันป้องกัน “กลโกงการทุจริตการเลือกตั้ง” ที่ กกต.ต้องรับรู้ เรียนรู้ และหาวิธีการทำเพื่อยับยั้งวงจรกระบวนการกลโกงการทุจริตการเลือกตั้งทั้งในปัจจุบันและอนาคต