บางข้อคิดจากเหตุการณ์อาคาร สตง.ถล่ม
ปัญหาจากการที่เราขาดประสบการณ์ในเรื่องฉุกเฉินแบบอาคาร สตง.ถล่มครั้งนี้ เช่น ไม่มีระบบแจ้งเตือน ไม่มีระบบขนส่งสาธารณะ ขนส่งมวลชนเพื่อให้คนใช้เดินทางกลับบ้าน ไม่มีคู่มือดูแลตัวเองฉบับประชาชนเมื่อเกิดเหตุการณ์ เช่น เมื่อไรควรหลบอยู่ใต้เก้าอี้ เมื่อไรควรออกจากอาคาร และสังเกตได้อย่างไรว่าเกิดแผ่นดินไหว ฯลฯ
ปัญหาพวกนี้คิดว่ารัฐกำลังจัดทำให้เป็นบทเรียนขึ้นในเร็ววัน แต่ระหว่างที่ยังไม่มีสิ่งนี้ออกมา ก็ขอให้ข้อคิดบางประการไว้ตรงนี้ไปพลางก่อน ดังนี้
ข้อคิดสำหรับชาวบ้าน
เมื่อเกิดแผ่นดินไหวจนอาคารถล่มครั้งนี้ คนส่วนใหญ่เมื่อหนีออกมาจนพ้นขอบเขตตัวอาคารแล้ว บางคนยังยืนรออยู่ใต้หลังคากันสาดตรงทางเข้าอาคาร ซึ่งอันตรายมากเพราะหลังคากันสาดอาจถล่มลงมาเมื่อไรก็ได้
บางคนทำได้ดีกว่านั้นคือออกไปนอกตัวอาคาร ไปยืนที่กลางถนน อย่างไรก็ตามคนส่วนใหญ่ก็ยังยืนอยู่ใกล้ตัวอาคารมากไป อาคารถ้าจะถล่มไม่จำเป็นต้องถล่มลงมาตรงๆ แบบขนมชั้นหรือแพนเค้กเช่นอาคาร สตง.นี้ อาคารสามารถล้มเอียงไปทางด้านข้างก็ได้
ในกรณีเช่นนี้ถ้าตึกสูง 100 เมตรเศษอิฐหินปูนจากอาคารถล่มจะกินความยาวของการถล่มทับไปจนถึงเกือบ 100 เมตร ดังนั้นถ้าเราไปยืนอยู่หน้าหรือหลังอาคาร ห่างไปเพียง 50 เมตร เราก็จะไม่พ้นรัศมีของการถล่มของอาคาร และอาจถูกเศษซากอาคารหนักเป็นพันตันล้มทับเอาจน
เสียชีวิตได้
ข้อคิดทางงานวิศวกรรม 1 : second opinion
เรื่องนี้สำคัญมาก หน่วยราชการ ซึ่งหมายรวมถึง สตง.นี้ด้วย (แต่อาจยกเว้นกรมโยธาธิการ) เมื่อจะสร้างอาคารขนาดใหญ่พิเศษหรืออาคารสูง มักไม่มีความรู้ในทางวิศวกรรมโครงสร้างที่มากพอที่จะมาตรวจดูว่าแบบที่ออกมานั้นสร้างได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ แม้จะมีวิศวกรประจำในสำนักงานอย่างเช่นที่ สตง.มีก็ตาม
เพราะแม้จะมีวิศวกรเป็นของตัวเอง นั่นไม่ได้หมายความว่าวิศวกรกลุ่มนั้นจะมีความสามารถและประสบการณ์มากพอที่จะทำงานที่ว่านี้ได้ดีพอ
ข้อเสนอคือควรต้องมีความเห็นที่สอง (second opinion) จากบุคคลที่สาม โดยวิศวกรที่ปรึกษาที่อาวุโสพอและมีความเป็นกลาง อย่างที่รู้จักกันในชื่อ third party checker จะเป็นในรูปตัวบุคคลหรือนิติบุคคลก็ได้ มาเป็นคนตรวจแบบแปลนที่บริษัทวิศวกรที่ปรึกษา (อีกแห่ง) ได้ออกแบบมาแต่แรก ซ้ำอีกหนึ่งขั้นตอน
ก่อนที่จะนำแบบนั้นไปประมูลหรือทำการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไป เพื่อให้มั่นใจมากขึ้นว่าแบบแปลนทางวิศวกรรมที่บริษัทที่ปรึกษาได้ออกแบบมาแต่ต้นนั้นผ่านเกณฑ์ความปลอดภัย
ทั้งนี้ ก็เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพราะถ้าเกิดเหตุอันไม่พึงปรารถนาแล้วความเสียหายไม่ได้มีเฉพาะในส่วนของอาคารที่พังลงมาของโครงการเท่านั้น
ข้อคิดทางงานวิศวกรรม 2 : จรรยาบรรณของวิศวกร
เราอาจจะถือวิกฤตครั้งนี้มาเป็นโอกาสในการปรับปรุงงานทางวิชาชีพวิศวกรรมให้ดีขึ้น จากเหตุการณ์ครั้งนี้เราได้เปิดเผยข้อเท็จจริงที่ซ่อนอยู่มานานว่าในวงการวิศวกรรมเองก็มีความไม่ตรงไปตรงมาอยู่มาก เช่น มีการเอาชื่อคนที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในงานจริงมาใช้ในการประมูล มีการยอมให้เอาชื่อและเลขทะเบียนวิชาชีพของตนไปใช้โดยตัวเองไม่ได้ทำงานนั้น มีการปลอมลายเซ็นผู้ควบคุมงานที่ลามไปจนถึงการเบิกค่าตอบแทน หรืออาจจะลงนามจริงแต่อ้างว่าไม่ใช่เป็นของตนเอง
การกระทำเช่นนี้ล้วนผิดจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพที่สภาวิศวกรควบคุมอยู่ โทษถึงกับการยกเลิกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
เรื่องดังกล่าวนี้สภาวิศวกรรับรู้และตระหนักดีอยู่และกำลังหามาตรการที่รุนแรงเพิ่มขึ้น มาใช้บังคับวิศวกรวิชาชีพในเร็ววันนี้ มาตรการที่จะเข้มงวดขึ้นนั้นจะเป็นอย่างไรคงต้องให้เป็นหน้าที่ของสภา แต่ที่แน่ๆ คือจะปล่อยให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นต่อไปอีก ไม่ได้
ข้อคิดทางงานวิศวกรรม 3 : อายุสูงสุดในการประกอบวิชาชีพวิศวกรรม
ข้อนี้อาจจะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนสักเล็กน้อยเพราะอาจไปเกี่ยวข้องกับสิทธิส่วนบุคคลที่เราจะไปจำกัดสิทธิของเขาเพียงด้วยเหตุผลทางอายุ แต่หากเรามองไปที่ใบอนุญาตขับรถยนต์ที่เดิมมีประเภทตลอดชีพ แต่ปัจจุบันประเภทนั้นไม่มีแล้ว ผู้ที่ถือใบอนุญาตจะต้องไปทดสอบความสามารถในการบังคับรถก่อนที่จะต่อใบอนุญาตได้ เหตุผลของการเปลี่ยนแปลงนั้นมาจากความต้องการให้เกิดความปลอดภัยต่อสาธารณชนนั่นเอง
เรื่องความปลอดภัยจากงานวิศวกรรมก็อยู่ในขอบข่ายเดียวกัน เราจึงขอเสนอให้สภาวิศวกรที่เป็นองค์กรทางราชการ อันมีกฎหมายเป็นของตัวเอง พิจารณาว่าใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมนั้นควรมีบทกำหนดว่าด้วยอายุสูงสุดในการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมของวิศวกรหรือไม่ และควรเป็นเท่าไร
เช่น ถ้าเกินตัวเลขหนึ่งที่สภาวิศวกรบัญญัติขึ้นเป็นกฎหมายแล้ว ก็ไม่ให้ผู้ที่อายุเกินเกณฑ์ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมอีกต่อไป หรือให้ลดขอบเขตความสามารถหรือขอบเขตความรับผิดชอบลง ยกเว้นจะสามารถสอบผ่านเกณฑ์การทดสอบที่สภาวิศวกรกำหนดขึ้น ลักษณะเดียวกับการสอบเพื่อต่อใบขับขี่รถยนต์นั่นเอง
ข้อคิดทางงานวิศวกรรม 4 : มาตรฐานการออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหว
เข้าใจว่ากรมโยธาธิการ สภาวิศวกร สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ตลอดจนสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย กำลังร่วมกันปรับปรุงมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหวขึ้นมาใหม่ ให้ตอบโจทย์ได้ทั้งหมด เพื่อที่จะไม่มีเหตุการณ์เช่นว่านี้เกิดขึ้นในไทยอีก
ขอขอบคุณล่วงหน้าสำหรับงานเพื่อความปลอดภัยของประชาชนและเกียรติภูมิทางวิชาชีพวิศวกรรมของประเทศไว้ ณ ที่นี้
ข้อคิดแก่บริษัทธุรกิจเอกชน
บริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจด้านค้าขายหรืออื่นๆ เช่น ศูนย์การค้า โรงงานอุตสาหกรรม ท่าเทียบเรือ ที่มีการก่อสร้างขนาดใหญ่มาก จะมีหรือไม่มีวิศวกรที่เก่งเป็นของตัวเองก็ตาม หลายบริษัทจะมี good practice โดยจัดให้มี second opinion เสมอ โดยการจ้าง third party checker มาช่วยตรวจสอบรายการคำนวณและแบบแปลน ที่บริษัทธุรกิจนั้นได้ว่าจ้างบริษัทวิศวกรที่ปรึกษาจัดทำให้มาแต่แรก เพื่อความมั่นใจว่าแบบแปลนนั้นถูกต้องและปลอดภัย
จึงอยากเสนอว่าบริษัทใดที่ยังไม่มีมาตรการนี้ ก็ควรกำหนดให้เป็นวิธีการมาตรฐานของบริษัทที่จะมี good practice เช่นนั้นด้วย เพราะคุ้มกับการที่ไม่ต้องมาเสี่ยงกับสิ่งก่อสร้างพัง รวมทั้งไม่ต้องเสียเวลาและปวดหัวกับปัญหาที่เจ้าของธุรกิจไม่คุ้น สู้เอาวิศวกรที่ตัวเองมีไปทำอย่างอื่นที่ทำเงินได้มากกว่ามาก ดีกว่า
ข้อคิดสำหรับหน่วยงานราชการ 1 : ความโปร่งใส
เมื่อหน่วยงานราชการจะมีโครงการก่อสร้างหนึ่งๆ ที่ต้องมีการเปิดประมูล สิ่งที่หน่วยราชการมักทำกันเป็นอย่างแรกและปกติคือการป้องกันตัวเองไว้ก่อน นั่นหมายถึงการเลือกบริษัทที่ประมูลด้วยราคาต่ำที่สุด แต่ด้วยราคาที่ต่ำที่สุดนั้นทำให้อาจไม่ได้บริษัทที่ทำงานได้ดีที่สุด และบริษัทนั้นอาจมีการหลบเลี่ยงวิธีการทำงานที่ถูกต้องเพื่อลดค่าใช้จ่าย สุดท้ายทำให้ได้ผลงานที่ไม่ดีเท่าที่ควร นี่เป็นสิ่งที่รับรู้กันอยู่ทั่วไป
มีการวิเคราะห์และวิจารณ์กันมากว่า ด้วยวิธีการประมูลเช่นว่านี้หรือเปล่า ที่ทำให้อาคาร สตง.ถล่มลง
มีบริษัททางธุรกิจมากมายที่มีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ จะเลือกวิธีไม่จ้างบริษัทรับเหมาที่ดูแล้วมีความเสี่ยง เขายอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อสร้างความมั่นใจและลดความเสี่ยง เช่น จ้างบริษัท ขออนุญาตเอ่ยชื่อ โอบายาชิของญี่ปุ่น หรือฤทธาของไทย สองบริษัทนี้ไม่รับงานของราชการเลย
จะด้วยเหตุผลของการมีนอกมีใน ต้องจ่ายเบี้ยบ้ายรายทางหรือไม่ ประเด็นนี้ไม่ขอยืนยัน แต่ในวงการมีการพูดกันว่าเขาไม่อยากเข้ามาอยู่ในวังวนของสิ่งที่ทำให้สังคมและประเทศต้องเสื่อมลง
ในเมื่อบริษัทเอกชนยังคิดเช่นนั้นได้ หน่วยงานรัฐก็ยิ่งต้องทำให้ได้ดีกว่าเอกชน
ขอถือโอกาสนี้เสนอให้ภาครัฐมีข้อบังคับที่ต้องใช้บังคับแบบตายตัวกับหน่วยงานของรัฐ ต้องให้มีกลุ่มบุคคลภายนอกที่มีความซื่อตรงเป็นที่ประจักษ์ เช่น องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น หรือองค์กรอื่น มาร่วมเป็นกรรมการตรวจสอบในทุกขั้นตอน เพื่อความโปร่งใส และได้ผลงานคุ้มกับค่าเงินที่ลงไป
ทั้งนี้ทั้งนั้น รัฐต้องมีงบประมาณมาสนับสนุนกิจกรรม
ขององค์กรภายนอกกลุ่มนี้ด้วย เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างต่อเนื่องและถาวรสืบไป
ข้อคิดสำหรับหน่วยงานราชการ 2 : ค่าเสียโอกาส
อาคาร สตง.นี้ตามสัญญาที่รวมถึงการขยายเวลาด้วยแล้วการก่อสร้างทั้งหมดต้องแล้วเสร็จในวันที่ 3 มิถุนายน 2567 นั่นหมายความว่า ณ วันนั้น ผู้บริหารและบุคลากรของ สตง.ควรจะสามารถเข้าใช้ประโยชน์อาคาร คือ เข้าไปทำงานเพื่อดูแลและรักษาผลประโยชน์ของชาติได้อย่างเต็มที่แล้ว
แต่เมื่อมีเหตุการณ์ตึกถล่มนี้ขึ้น สตง.จึงต้องเริ่มโครงการใหม่ทั้งหมด ทำให้ต้องเสียเวลาอีกอย่างน้อยนับ 4-5 ปี ถ้าไม่มีเหตุอื่นเกิดขึ้นมาแทรกอีก
นี่เป็นค่าเสียโอกาสที่รัฐต้องนำมาคิดคำนวณด้วยหากต้องการจะประเมินความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นต่อรัฐ
ไม่ใช่เฉพาะอาคาร สตง.นี้อาคารเดียวที่รัฐเสียโอกาสในการเข้าใช้ประโยชน์จากอาคาร ในขณะนี้เป็นที่รับรู้กันทั่วไปแล้วว่ามีอาคารของรัฐอีกหลายโครงการที่คาราคาซัง และเข้าใช้ประโยชน์อาคารไม่ได้ ถ้าเป็นเอกชน เขาจะทำทุกวิถีทางที่ทำให้การเข้าใช้อาคารเกิดขึ้นได้จริงเร็วที่สุด เพราะนั่นคือ cost หรือค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น
นี่เป็นบทเรียนใหญ่ที่รัฐต้องเร่งแก้ไขแบบถอนรากถอนโคนให้ได้
ข้อสังเกตที่ควรให้ความสนใจ คือ ค่าใช้จ่ายส่วนเกินที่เกิดขึ้นรวมทั้งค่าเสียโอกาสนี้ สุดท้ายแล้วเป็นภาคประชาชนที่ต้องเป็นผู้แบกรับในการจ่ายค่าใช้จ่ายนี้ จากภาษีที่จ่ายกันอยู่ทุกวันทุกคน
ข้อคิดสำหรับหน่วยงานราชการ 3 : ทัศนคติของเจ้าหน้าที่กับเหตุการณ์ทัวร์ลง
มีข่าวในกระแสมากมายบนสื่อสังคม ที่กล่าวว่าเจ้าหน้าที่ สตง.เมื่อลงพื้นที่ไปปฏิบัติงานพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติแล้วเกิดความขัดแย้งกับคนที่ถูกตรวจสอบการใช้เงิน เช่น ถามว่าโรงเรียนซื้อหนังสือมาแล้วรู้ได้อย่างไรว่าเด็กจะอ่าน หรือถามหมอชันสูตรศพว่ารู้ได้อย่างไรว่าศพนั้นคนตายไปแล้ว
คำถามแบบนั้นไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นจริงหรือไม่ แต่ด้วยสังคมดิจิทัลที่เป็นกันอยู่ การกระจายข่าวเช่นนั้นทำให้สังคมสะเทือนใจไปกับคนทำงานในพื้นที่อย่างมาก เกิดเป็นกระแสสังคมจนเกิดทัวร์ลงที่ สตง.ทั้งองค์กร ทว่า หากมองด้วยความเป็นธรรม พบว่ามีบ่อยครั้งที่ทัวร์ที่มาลงนั้นก็บริภาษเพียงเพื่อความสะใจที่ได้บริภาษเท่านั้น
มาถึงวันนี้ สตง.คงตระหนักแล้วว่าแม้เจ้าหน้าที่ที่ทำให้เกิดปัญหานั้นมีเพียงจำนวนไม่มาก แต่ปัญหาก็คือปัญหา สตง.จึงต้องอบรมเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจว่าผู้ตรวจสอบหรือผู้ประเมินนั้นไม่ใช่มาจับผิดในลักษณะที่ไม่สมควร แต่ควรต้องให้ความรู้และคำแนะนำไปพร้อมๆ กันด้วย
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่น่าห่วงมากนักเพราะเป็นสิ่งที่แก้ไขปรับปรุงได้ สิ่งที่น่าห่วงมากที่สุด คือ ถ้า สตง.ได้รับผล
กระทบจากความไม่เชื่อใจของสังคม แล้วเมื่อ สตง.ต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจการใช้เงินของแผ่นดิน ย้ำว่าเป็นเงินของแผ่นดินที่เป็นของพวกเราทุกคน ว่าหน่วยงานในพื้นที่นั้นๆ ได้ใช้เงินหลวงไปอย่างถูกต้องหรือไม่ คุ้มค่าหรือไม่ มีประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ เจ้าหน้าที่อาจไม่กล้าที่จะตรวจสอบอย่างจริงจังแบบที่เคยทำมาแต่เดิม ด้วยกลัวผลกระทบจากทัวร์ลง
นี่เป็นปัญหาใหญ่ เพราะนั่นหมายถึงว่าการใช้เงินแผ่นดินจะไม่มีใครมาตรวจตราหรือเฝ้าระวังให้กับเราอย่างถี่ถ้วนอีกต่อไป การรั่วไหลจะมากขึ้น ผลเสียและผลกระทบนั้นมหาศาล รัฐส่วนกลางต้องเข้ามาโอบอุ้มเจ้าหน้าที่ที่ดีๆ ของ สตง.ที่มีอยู่จำนวนมากกว่า ให้มีขวัญและกำลังใจที่ดี พร้อมที่จะพิทักษ์เงินของแผ่นดินต่อไปตราบนานเท่านาน
ธงชัย พรรณสวัสดิ์
ศิริมา ปัญญาเมธีกุลช
ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
***(ข้อคิดเห็นนี้เป็นของส่วนบุคคล มิใช่ของหน่วยงานต้นสังกัด)

