การเมืองไทยในยามทศวรรษที่ไร้ขั้วไร้นามเช่นนี้ ส่อเค้าลางกระทบกระทั่งความสัมพันธ์ภายในระหว่างกันของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเริ่มต้นแล้วหลังจากหยั่งเชิงกันมานานเกือบเดือนระหว่าง พรรคภูมิใจไทย และ พรรคเพื่อไทย
หากจะกล่าวการก้าวขึ้นมาเป็นขั้วอำนาจทางการเมืองที่มีความหมายของพรรคภูมิใจไทย ความชาญฉลาดทางยุทธศาสตร์บวกกับความบังเอิญ ทำให้ความสัมพันธ์ตลอดระยะเวลา 4 ปี นำพาพรรคภูมิใจไทยแนบแน่นกับฝ่านอนุรักษ์นิยมมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างให้เห็นถึง การทำงานในกระทรวงสาธารณสุข ที่ความตั้งใจเดิมคือ การขับเคลื่อนวาระพิเศษอย่าง กัญชาเสรี แม้สุดท้ายจะกลายเป็นเป้าโจมตีทางการเมือง และนำมาสู่ข้อโต้แย้งที่ยังไร้ข้อสรุปทางกฎหมาย อย่าง ร่างพ.ร.บ.กัญชาเสรี พ.ศ. ….
แต่กระนั้นการเกิดขึ้นของ วิกฤตการณ์โควิด กลับช่วยส่งและเสริมบทบาทภาพจำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูลให้โดดเด่นและชัดมากยิ่งขึ้น โดยไม่ว่าจะดีหรือร้าย พรรคภูมิใจไทยได้บทบาทนำในสถานการณ์และความผูกพันใกล้ชิดทางการเมืองและอาสาสมัครธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กว่า 1.04 ล้านคนทั่วประเทศ (ข้อมูลจากปี 2563)
และปรากฎภาพชัดขึ้นอีกครั้งหลังการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 ที่พรรคภูมิใจไทยคว้าเก้าอี้ในสภาเพิ่มขึ้นจากเดิม 51 ที่นั่งสู่ 71 ที่นั่ง และเข้ากุมกำลัง ขยายเครือข่ายในกระทรวงมหาดไทยจากส่วนกลางสู่ภูมิภาคและส่งต่อไปยังท้องถิ่นในเวลาอันรวดเร็ว
กลไกต่างๆ สารพัดที่ทำให้อำนาจการต่อรองค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้นตามลำดับ และท้ายที่สุดหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ในปี 2567 เองก็เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เช่นนี้ด้วย ส่วนหากจะพิจารณาถึงทางแพร่งระหว่างพรรค คงหนีไม่พ้น ศึกการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน ที่ทั้งสอง พรรคขั้วแดง และ น้ำเงิน ขับเคี่ยวกันอย่างหนักจนมีเหตุกระทบกระทั่งกัน ผ่านการเปิดปมแผลระหว่างกันอย่างดุเดือด ก่อนจะจบลงเมื่อนายกรัฐมนตรี ‘แพทองธาร ชินวัตร’ ออกมาหย่าศึกจับมือเดินหน้าด้วยกันต่อ
ความชุลมุนชุลเกห่างหายไปราว 3 เดือนก่อนจะปะทุอีกครั้งก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯ เมื่อ ‘ไชยชนก ชิดชอบ’ เลขาธิการพรรคฯ แสดงท่าทีคัดค้านอย่างรุนแรงต่อ ร่างพ.ร.บ. เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ผนวกกับท่าทีของ ‘สว.สายสีน้ำเงิน’ ที่สอดคล้องในทิศทางเดียวกัน ทำให้เพื่อไทยไม่มีทางเลือกและบีบให้นายกรัฐมนตรีออกมาแถลงเพื่อเลื่อนระเบียบวาระดังกล่าวออกไปก่อน
ฉายภาพมาถึงตอนนี้ เห็นได้ชัดว่า ‘การเมืองไทยหลังแลกดีล’ ระหว่างพรรคเพื่อไทย ชนชั้นนำ และพรรคภูมิใจไทยที่เป็นหางเสือคอยประคับประคองทิศทางของอนุรักษ์นิยมเวลานี้ อยู่ในช่วงเวลาหน้าหน้าสิ่วหน้าขวาน ต่อรองและพยายามช่วงชิงแทนที่การเป็นแกนนำพรรคอนุรักษ์นิยม ทั้งนี้ เพื่อโอกาสไปต่อในการเลือกตั้งสมัยหน้า
และหากพิจารณาในฟากฝั่งของพรรคเพื่อไทยปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นพรรคน้องใหม่ของปีกชนชั้นนำที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นานโดยมีเป้าหมายหลักคือ การคัดง้างพรรคสีส้มอย่าง ‘พรรคประชาชน’ กำลังเผชิญกับปัญหาอยู่เนืองๆ เมื่อสถานะทางอำนาจที่ได้มาถูกคนที่เพิ่งนิยามกันว่า ‘เป็นคนกันเอง’ สั่นคลอนเสถียรภาพโดยปัจจุบันมีสามเรื่องหลักที่จะท้าทายความสามารถในการจัดการ 3 เรื่อง
เรื่องแรก คือ เรื่องคดีชั้น 14 กรณีการป่วยของอดีตนายกรัฐมนตรี ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ที่ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งไต่สวนหลังการยื่นคำร้องต่อศาลในเรื่องดังกล่าว โดยความตอนหนึ่งของศาลระบุว่า ‘เมื่อความปรากฏว่า อาจมีการบังคับตามคำพิพากษาที่ไม่เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลนี้ ศาลย่อมมีอำนาจไต่สวน และมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร’
โดยให้โจทก์ จำเลย ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ แจ้งให้ศาลทราบ พร้อมกับแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้องภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่งศาลและจะนัดไต่สวนอีกครั้งในวันที่ 13 มิถุนายน 68เวลา 09.30 น.
เรื่องดังกล่าวส่งผลต่อตัว ทักษิณ ชินวัตร และการโฟกัสทางการการเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ หากเกิดอุบัติเหตุต่ออดีตนายกฯ อาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลได้เช่นกัน
เรื่องที่สอง ที่นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ เข้ายื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อกรณีการการตรวจสอบพบการกระทำที่อาจผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 กล่าวคือ
ในคราวสมัยการแปรญัตติงบประมาณปี 2568 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กรรมาธิการวิสามัญงบประมาณฯ ไปตัดงบประมาณรายจ่ายของสถาบันการเงินของรัฐ 5 แห่ง ซึ่งเป็นงบประมาณสำหรับการชำระหนี้เพื่อชดเชยต้นทุนเงินจากการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ชดเชยภาระดอกเบี้ย หรือชดเชยหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เป็นเงิน 35,000 ล้านบาท ไปเป็นงบกลางเพื่อใช้จ่ายในโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000บาท
โดยผู้ร้องเห็นว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญซึ่ง ‘ห้ามแปรญัตติในทางลด ตัดทอนรายจ่าย ซึ่งเป็นรายจ่ายตามข้อผูกพันดังต่อไปนี้ เงินส่งใช้ต้นเงินกู้ ดอกเบี้ยเงินกู้ เงินที่กำหนดให้จ่ายตามกฎหมาย’
หากฝ่าฝืน ส.ส. ส.ว. รวมไปถึงคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้กระทำการ มีบทลงโทษคือให้พ้นจากตำแหน่ง เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และชดใช้เงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยภายใน 20 ปี
เรื่องนี้ก็เป็นระเบิดเวลาหนึ่งอย่างหนึ่งไม่เพียงแต่ต่อพรรคเพื่อไทยแต่ต่อรัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีจากทุกพรรคร่วมฯ ซึ่งหากป.ป.ช. เห็นว่าเรื่องนนี้มีมูลความผิดก็จะยื่นส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยความผิดในมูลเหตุดังกล่าวต่อไป
เรื่องที่สาม คือ เรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นในปลายเดือนพฤษภาคมนี้ การเสนอร่างพ.ร.บ. งบประมาณประจำปี พ.ศ.2569 ท่ามกลางกระแสคว่ำโหวตของพรรคร่วมรัฐบาลอย่างภูมิใจไทย 69 เสียง จาก 325 เสียงที่มีอยู่ในขณะนี้ แม้ต่อมาภายหลังจะมีการปฏิเสธ แต่กระนั้น สัญญาณการเดินเกมเพื่อป้องกันความผิดพลาดเริ่มขึ้นแล้ว เมื่อ ‘ธรรมนัส พรหมเผ่า’ เดินเกมกวาด ส.ส. พรรคสีส้มเข้าสู่แนวร่วม ‘กล้าธรรม’ ค้ำยันอำนาจของทักษิณ ชินวัตร ในการพิสูจน์ตนเองครั้งนี้
การหยั่งเชิงกันไปมาสะท้อนให้เห็นว่า ทั้งสองพรรคไว้ใจที่จะร่วมรัฐบาลกัน แต่ไม่ไว้ใจแล้วสำหรับการให้พรรคใดพรรคหนึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จและเข้าชิงตำแหน่งหัวหอกพรรคอนุรักษ์นิยมในสมัยหน้าได้ การบั่นทอนกันไปมาระหว่างสองพรรคจึงเกิดขึ้นรายวัน อาศัยผ่านองค์กร องคาพยพ ตลอดจนเครื่องมือที่เกี่ยวข้องในการจัดการ
แต่กระนั้น ส่วนตัวเห็นว่า แม้จะคัดคานทางอำนาจกันหลายเรื่องแต่เวลานี้ควรร่วมมือกันมากกว่าจะปล่อยให้เกิดการแตกหักระหว่างกันทั้งคู่ มองไปข้างหน้า มีแต่ พรรคเพื่อไทย ที่จะทานอำนาจพรรคสีส้ม และมองไปอีกมีแต่ พรรคภูมิใจไทย ที่จะจะพอเป็นที่ไว้ใจของคนบางกลุ่มในชนชั้นนำแต่ยังไม่ทั้งหมด ทั้งสองพรรคยังมีระดับของการไว้ใจทั้งจากประชาชน และชนชั้นนำไม่เพียงพอ
การกระทำอย่างนี้เท่ากับสร้างความไม่ไว้วางใจทั้งสองพรรคด้วยกันทั้งคู่ สู้เอาแรงสร้างความไว้ใจโดยการร่วมมือกันให้ตลอดรอดฝั่งรัฐบาลนี้ แล้วให้ประชาชนตัดสินใจอีกครั้งก็ยังไม่สาย เพราะหากอยู่แบบขี่คอกันไปมา เอ็งขี่ที ข้าขี่ที ต่อรองกันไปมา ยากที่การเลือกตั้งสมัยหน้าที่ทั้งสองพรรคจะได้คะแนนเป็นบวก และสุดท้ายความใหญ่ด้วยกันทั้งคู่ก็จะบีบให้ต้องมาเจอกันอีกครั้ง ไม่ใครได้นำก็ได้ตาม
ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไขการวิเคราะห์ขึ้นอยู่กับการยืนยงอุดมการณ์ของพรรคสีส้ม หากยังยอมหักไม่ยอมงอ แบบเดิม สถานการณ์ก็จะผลักให้ทั้งแดงและน้ำเงินยังต้องรวมกันต่อไป…

