หน้าแรก บทความ จับตาสงครามบท...

จับตาสงครามบทใหม่ ‘Trade war’ และ ‘Warfare’ เอสเอ็มอีจะไหวไหม

24.05.25 | 11:25 น.
จับตาสงครามบทใหม่ ‘Trade war’ และ ‘Warfare’ เอสเอ็มอีจะไหวไหม

จับตาสงครามบทใหม่
‘Trade war’ และ ‘Warfare’
เอสเอ็มอีจะไหวไหม

ไม่รู้ว่าโลกในศตวรรษนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เพราะมีเหตุการณ์สำคัญต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คน และเศรษฐกิจในวงกว้าง ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อหลายปีก่อน ตามมาด้วย “Trade war” หรือ “สงครามการค้า” เรื่อยมาจนถึง “Warfare” หรือสงครามที่ใช้กำลังทางการทหารเข้าห้ำหั่นกัน ที่เห็นกันอยู่ในตอนนี้ก็คือ “สงครามระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน” ขณะเดียวกันโลกก็ยังติดพันอยู่กับความวุ่นวายของ “สงครามรัสเซีย-ยูเครน” ที่ยังไม่ยุติ

แต่ไม่ว่าจะเป็นสงครามในรูปแบบไหน ทั่วทั้งโลกย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่อ่อนไหวกับความไม่ปกติของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะล้วนแต่จะเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจโลกในปี 2568 ให้โตต่ำกว่าคาดการณ์ 

ประเทศไทยเองก็คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ไม่ปกติ และอ่อนไหวนี้ได้ แต่จะประคับประคองตัวอย่างไร ให้ “อยู่ได้” และที่สำคัญคือต้อง “อยู่รอด” ในทุกสถานการณ์ 

ผมมองว่า ลำพังแค่ภาคประชาชน ภาคเอกชน โดยเฉพาะเอสเอ็มอี จะมีมาตรการต่างๆ เพื่อรับมือ และปรับตัวให้ไวอย่างไร ก็เป็นเรื่อง “ยาก” ที่จะอยู่รอดท่ามกลางวิกฤตที่กำลังดำเนินอยู่ แถมวิกฤตนั้นยังเปรียบเสมือนคลื่นสึนามิลูกใหญ่ระดับสิบเมตร ถ้าภาครัฐบาลไม่รีบออกมาช่วยเหลือ หรือทำอะไรสักอย่าง

Advertisement

ไม่เช่นนั้น เราคงจะเห็นแต่ “ความพังพินาศ” ของเศรษฐกิจและธุรกิจไทยโดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี แทนที่จะเห็น “ความปัง” ของธุรกิจไทย

ขณะเดียวกันก็เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดประเทศไทย ที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกำลังเผชิญความท้าทายต่อการลดลงอย่างต่อเนื่องของจำนวนนักท่องเที่ยว เผลอๆ ไทยอาจจะเสียแชมป์ประเทศจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีนให้กับเวียดนามในอนาคตอันใกล้ หลังจากเสียแชมป์ให้กับญี่ปุ่นไปแล้วในปี 2567 ที่ผ่านมา

การลดลงของกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนจึงมีนัยสำคัญ เพราะเป็นนักท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของไทย ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-เมษายน) นักท่องเที่ยวจีนลดลงมากถึง 29.90% เทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 1,648,647 ล้านคน ซึ่งอาจจะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ที่ 39 ล้านคนในปี 2568 อาจจะไม่ถึงเป้าหมาย โดยอาจจะอยู่แค่ประมาณ 36-37 ล้านคน ส่วนหนึ่งเพราะเรายังขาดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่มีความแปลกใหม่และสร้างสรรค์ หรือที่เรียกว่า “man-made attraction” เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ซึ่งแตกต่างจากเวียดนามที่มีการลงทุนและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอย่างต่อเนื่อง

ประเมินว่า การที่จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงอาจจะส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ เพราะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นอีกหนึ่งกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาคการผลิต ภาคการส่งออก และเอสเอ็มอีอีกหลายล้านราย

รัฐบาลต้องเร่งสร้างความเข้าใจ เน้นการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ต่างๆ ของไทยและจีน เพื่อยืนยันว่าการท่องเที่ยวในไทยมีความปลอดภัยสูง ไม่ได้เป็นอันตรายอย่างที่กลุ่มนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะพลเมืองชาวจีนมีการสื่อสารกันอย่างแพร่หลายในความเชื่อผิดๆ ในสังคมออนไลน์ของจีน

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีกลุ่มธุรกิจสีเทาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เข้ามาไทยจำนวนมาก มีการจับตัวคนจีนด้วยกันเองเพื่อเรียกค่าไถ่ ทำให้คนจีนกลัวที่จะมาเที่ยวไทย

ผมยังไม่เห็นสัญญาณใดๆ ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการใดๆ ออกมาเพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา 

ขณะเดียวกันการเหมารวมว่าการที่นักลงทุนสัญชาติจีนเข้ามาลงทุนในไทยคือ “กลุ่มทุนจีนเทา” ทั้งหมดนี้ล้วนบั่นทอนความเชื่อมั่นด้านการลงทุนของประเทศไทย และ “ไล่บี้-ไล่ปิด-ไล่ถอน” การลงทุนอย่างบ้าคลั่งให้หลายธุรกิจของจีนที่มาลงทุนก็ส่งผลกระทบเช่นกันหากรัฐบาลไม่ระมัดระวัง ท่ามกลางวิกฤตโลกทั้ง Trade War และ Warfare 

หรืออย่างความพร้อมของ Thailand Team ที่คาดหวังว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะเรียกเข้าพบเพื่อเจรจาเรื่องมาตรการทางภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ที่ประเทศไทยของเราโดนป้ายยาเก็บภาษีส่วนเพิ่ม (Additional) ไปถึง 36% จากการเก็บภาษีขั้นต่ำ (Baseline) 10% ซึ่งจะเรียกเก็บกับสินค้าจากทุกประเทศที่สหรัฐนำเข้าสินค้า

รัฐบาลไทยเตรียมตัวอย่างไรก็ไม่สามารถล่วงรู้ได้…ในช่วงที่สหรัฐระงับการเก็บภาษีต่างตอบแทน 75 ประเทศเป็นเวลา 90 วัน 

แต่ในวันที่โลกกำลังแตกเป็นหลายขั้ว สิ่งที่ภาคเอกชนอยากเห็นมากที่สุดก็คือรัฐบาลควรจะ “เปลี่ยนเกม” จากที่ต้องวิ่งตามสหรัฐ มาเป็นการช่วยสนับสนุนภาคเอกชนไทยแทน ถ้าทำไม่ได้ ลองนำไอเดียของจีนสักหนึ่งข้อ สองข้อหรือหลายๆ ข้อมาใช้บ้างก็ได้ 

แล้วรัฐบาลจีนเขาส่งเสริมภาคเอกชนกันอย่างไรบ้างล่ะ

หลายๆ คนคงอยากจะรู้ตรงนี้ ผมอยากจะแชร์ประสบการณ์ตรงของผมที่ทำการค้ากับนักธุรกิจชาวจีนอยู่ตอนนี้ ซึ่งนักธุรกิจชาวจีนเล่าให้ผมฟังว่า รัฐบาลของเขาเน้นใช้มาตรการลดภาษีฉ่ำมาก เช่น จ่ายภาษีแค่ 15% จากอัตราปกติ 25% ให้กับบริษัทที่เป็น Tech Enterprise และบริษัทที่มีการลงทุนด้านนวัตกรรมและการวิจัย ก็หักภาษีเงินได้มากถึง 200% ของค่าใช้จ่ายที่เกิดจริง

อัดฉีดเงินตรงผ่านกองทุนรัฐ บริษัทเอสเอ็มอีที่กู้เงินเพื่อเริ่มต้นทำธุรกิจ ซึ่งรัฐบาลให้เงินคืน “ดอกเบี้ย” ถึง 40% และถ้าบริษัทออกตราสารหนี้ได้ รัฐบาลก็จะ “คืนเงินให้เปล่า” สูงสุดถึง 500,000 หยวนต่อโครงการ นอกจากนี้ยังออกกฎหมายใหม่เพื่อปูทางให้โครงการต่างๆ ได้เข้าถึงโครงการระดับชาติบริษัทเอกชนจะมีสิทธิเข้าร่วมโครงการโครงสร้างพื้นฐานและยุทธศาสตร์ใหญ่ระดับเดียวกับรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น 

ที่น่าสนใจและต้องจับตามองอีกมาตรการก็คือ การที่รัฐบาลจีนเองให้เงินอุดหนุนบริษัทที่ส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศอีกด้วย เพื่อสนับสนุนการจ้างงานและรักษาอัตราการผลิตในประเทศ 

รัฐบาลจีนเองก็กำลังผ่านกฎหมายฉบับประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเรียกตรงตัวว่า “กฎหมายส่งเสริมภาคเอกชน” ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 เช่นกัน

ผมเชื่อว่า หากรัฐบาลของไทยทำได้แบบจีนก็คงจะดีไม่น้อย ประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆ จำนวนประชากรไม่ถึง 80 ล้านคน หากเดินตามเกมประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่คงไม่ทัน ควรเพิ่มโอกาสและทางรอดให้กับธุรกิจเอสเอ็มอีและเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความผันผวนและไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

ลองหันมาดูการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดประมาณการเติบโตของจีดีพีโลกปี 2568 ลงจาก 3.3% เหลือ 2.8% พร้อมเตือนว่าการกีดกันทางการค้าจะส่งผลให้ปริมาณการค้าโลกเติบโตเพียง 1.7% 

ประเทศไทยควรจะเพิ่มความกังวลตรงนี้ด้วย ขณะที่หลายๆ สำนักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวตามเศรษฐกิจโลก แถม World Bank ยังประเมินว่าโตต่ำที่ 1.6% ถือว่า “ต่ำสุด” เมื่อเทียบกับชาติอาเซียนด้วยกันเอง

ในการประชุมล่าสุดประจำเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มีมติปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2568 จากเดิม 2.4-2.9% เหลือ 2.0-2.2%  การส่งออกทั้งปีเติบโตเพียง 0.3-0.9% จากประมาณการเดิมที่ 1.5-2.5% ภายใต้เงื่อนไขไทยถูกเก็บภาษีตอบโต้ที่ 10% เท่านั้น

แต่หากสหรัฐ เรียกเก็บภาษีไทยที่อัตรา 36% หลังจากที่สรุปการเรียกเก็บภาษีที่เลื่อนเก็บภาษีออกไปอีก 90 วันแล้ว จะส่งให้จีดีพีปี 2568 โตเพียง 0.7-1.4% ผลกระทบจากการส่งออกทั้งปีที่คาดว่าจะหดตัวได้มากถึง -2% 

เห็นตัวเลขแล้วผมเหนื่อยแทนธุรกิจเอสเอ็มอี

รัฐบาลต้องเร่งเพิ่มทางเลือก ทางรอดให้กับประเทศไทย หายุทธศาสตร์ใหม่ๆ นำพาประเทศให้เดินนำหน้าสหรัฐอย่างน้อยสักหนึ่งถึงสองก้าว การหาตลาดใหม่ ผลักดันและมองหาโอกาสใหม่ๆ จากข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP)) ที่ไม่มีสหรัฐอยู่ด้วย ให้กลับมาผงาดอีกครั้งเพื่อต่อกรกับสหรัฐที่ไม่เข้าร่วมตรงนี้ 

เพราะนี่คือสิ่งที่รับรองยืนยันถึงการที่บรรดาระบบเศรษฐกิจเอเชียมีการจับกลุ่มรวมตัวกันครั้งใหม่อย่างใหญ่โตมโหฬาร 

ในจังหวะที่จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หันมาผนึกกำลังกัน ร่วมกับชาติสมาชิกอาเซียนจับมือกันเดินไปและประกาศจุดยืนเป็นหนึ่งเดียวต่อต้าน “การกีดกันทางการค้าที่เพิ่มมากขึ้น” ในการประชุมธนาคารพัฒนาเอเชียที่มิลาน ประเทศอิตาลี เมื่อเร็วๆ นี้ ให้เกิดขึ้นภายใต้ระบบการค้าพหุภาคีที่ “เปิดกว้าง เป็นธรรม และโปร่งใส”

สุพันธุ์ มงคลสุธี
ประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)