ประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันน้อยของดวงดาว (4)
มนุษย์ที่เฝ้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน คงปล่อยความคิดคำนึงไปไกล พิศวงว่าเราเกิดมาทำไมในท่ามกลางความเวิ้งว้างของจักรวาล คงพยายามหาคำตอบต่อคำถาม เช่น ดวงดาวดวงไหนมีอิทธิพลต่อเราอย่างไร พระอาทิตย์ล่วงลับขอบฟ้าแล้วไปไหน แล้วนึกกลัวว่าถ้าพระอาทิตย์ไปลับไม่กลับมาจะทำอย่างไร คำถามที่สำคัญมากคือ “ตายแล้วไปไหน” มนุษย์ต่างเผ่าพันธุ์ ต่างภาษา ได้พัฒนาระบบความเชื่อความศรัทธาของตนเกี่ยวกับความตาย หรือจะกล่าวว่ามนุษย์เริ่มนับถือศาสนาก็คงได้ ในบทความเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ผมได้กล่าวถึงมนุษย์ยุคหินเก่าและหินใหม่ ที่เริ่มสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อส่งผู้ล่วงลับออกเดินทาง บทความที่เขียนต่อในสัปดาห์นี้ ก็เป็นย่อความจากหนังสือชื่อ “จักรวาลในมุมมองของมนุษย์: ประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันน้อย (secret) ของดวงดาว” เขียนโดย โจ มาร์แชนต์ เช่นกัน โดยจะครอบคลุมบทที่ 7 ของหนังสือเล่มดังกล่าว
7. อำนาจ
หนังสือบทที่ 7 ที่ว่าด้วยอำนาจ กล่าวถึงประวัติและบทบาทของนักปรัชญาการเมืองคนสำคัญ ในบริบทของการประกาศอิสรภาพของชาวอเมริกันจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และในการปฏิวัติฝรั่งเศส ทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน เขาชื่อ โทมัส เพน (ค.ศ. 1736 – 1809) เขาคือนักคิดแห่งยุคเรืองปัญญา (enlightenment) ผู้เผยแพร่แนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนสากล โดยเฉพาะในหมู่สาธารณชนอย่างกว้างขวาง ซึ่งช่วยให้สาธารณชนของทั้งสองประเทศเป็นแรงสนับสนุนการประกาศอิสรภาพและการปฏิวัติ รวมทั้งการเลือกการปกครองในระบอบสาธารณรัฐ
ในปี ค.ศ. 1687 นิวตันตีพิมพ์หนังสือ Principia ที่ให้วิสัยทัศน์ใหม่ว่า เอกภพทำงานตามกฎอันเป็นสากล ที่ไม่อ้างอิงผู้ทรงอำนาจในอดีต นักปราชญ์สมัยก่อน หรือศาสนจักรแต่อย่างใด จักรวาลไม่ใช่ความลี้ลับอันศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป หกสิบปีต่อมา หนังสือเล่มดังกล่าวก่อให้เกิดกิจกรรมและการโต้เถียงอย่างกว้างขวาง ในหัวข้อที่ตอนนั้นเรียกว่า ปรัชญาธรรมชาติ แต่ปัจจุบันเรียกว่าวิทยาศาสตร์ พื้นที่ถกเถียงอันทรงเกียรติที่สุดแห่งหนึ่งคือ ราชบัณฑิตสภาแห่งบริเทน แต่ก็มีสมาคมอื่น ๆ อีกที่ก่อตั้งขึ้นในเมืองใหญ่เล็กทั่วยุโรป และผู้เข้าร่วมถกเถียงไม่มีแต่เพียงชนชั้นสูง หากรวมถึง นายช่าง, ช่างกล, และช่างฝีมือด้วย เพนเข้าร่วมถกเถียงกับเพื่อน ๆ เริ่มต้นก็ในหัวข้อทางวิทยาศาสตร์ เช่น เคมี, ดาวหาง, ลูกตุ้ม, และปริซึม ในไม่ช้า หัวข้อก็ขยายออกไป มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับลัทธิความเชื่ออิงวิทยาศาสตร์ และเกี่ยวกับความคิดที่รับกันมาโดยขาดข้อพิสูจน์ การตั้งคำถามที่น่าทึ่งที่สุดที่ทำให้เพนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วคือ “ทำไมจึงควรมีกษัตริย์?”
ดาราศาสตร์มีประโยชน์ในการทำนายสภาพอากาศ การวางแผนการเพาะปลูก อีกทั้งช่วยกระตุ้นให้มีการศึกษาในเรื่องอื่น ๆ เช่น วิศวกรรมศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ แต่การมุ่งความสนใจไปที่ท้องฟ้าเบื้องบน ทำให้เกิดเสถียรภาพและวินัย การรู้จักใช้ความรู้เกี่ยวกับท้องฟ้าเป็นเรื่องของอำนาจและอุดมการณ์ทางการเมือง ที่ให้เหตุผลรองรับสถานภาพของผู้ปกครอง และช่วยให้ควบคุมมวลชนไว้ได้อย่างเคร่งครัด
ตัวอย่างการใช้ท้องฟ้าเพื่ออำนาจทางการเมืองมีอาทิ ชาวบาบิโลนใช้ลางที่ปรากฏบนท้องฟ้าเพื่อปกป้องกษัตริย์, ฟาโรห์มองพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกับพระอาทิตย์, ฮ่องเต้ถือว่าตนเป็นโอรสแห่งสวรรค์, ผู้ปกครองในอเมริกากลางมีที่ปรึกษาคอยเฝ้าสังเกตท้องฟ้าและยืนยันว่าพระองค์คือการจุติลงมาของเทหวัตถุ, ในคริสต์ศตวรรษที่แปด กาหลิบ อัล-ซูร์ ใช้คนงานหนึ่งแสนคนสร้างเมืองแบกแดด ที่จำลองแบบจากแอสโตรแลบซึ่งทำหน้าที่เป็นแผนที่ดาว, พระเจ้าหลุยส์ ที่สีบสี่ มีสมญานามว่า “สุริยราชัน” (Le Roi Soleil)
เมื่อนิวตันใช้สมการไม่กี่สมการเพื่อทำนายการเคลื่อนที่ของทุกอย่างในจักรวาล ตั้งแต่ลูกแอปเปิลถึงดาวเคราะห์ เขาได้แปลงเปลี่ยนความคิดของผู้คน ไม่เฉพาะต่อโลกทางกายภาพ แต่ต่อระบบของโลกด้วย การเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับจักรวาลมีอิทธิพลต่อนักปรัชญาการเมืองของอังกฤษหลายคน เช่น โทมัส ฮอบส์ประยุกต์หลักของปฏิกิริยาระหว่างวัตถุ เพื่อปฏิเสธเทวสิทธิ์ของราชา และให้เหตุผลว่ามนุษย์เกิดมาเท่าเทียมกัน แต่เขายังห่างไกลจากประชาธิปไตย, จอห์น ล็อก กล่าวว่า “สถานะของธรรมชาติมีกฎของธรรมชาติกำกับไว้ ส่วนกฎของมนุษย์คือเหตุผลที่สอนว่า ในเมื่อทุกคนเท่าเทียมกันและเป็นอิสระ จะต้องไม่มีผู้ใดประทุษร้ายต่อผู้อื่น ไม่ว่าจะต่อชีวิต, สุขภาพ, เสรีภาพ, หรือทรัพย์สมบัติ” แนวคิดการเมืองสำคัญอีกแนวคิดหนึ่งที่ตอบสนองต่องานของนิวตันคือ “การคานดุลอำนาจ” (counterpoise) ในทำนองเดียวกับการคานแรงในทางดาราศาสตร์ ที่มีการคานแรงหนีศูนย์ด้วยแรงโน้มถ่วง บารอน เดอ มองเตสกีเออได้พัฒนาแนวคิดนี้ ด้วยการเสนอให้มีการคานดุลระหว่างอำนาจที่เป็นอิสระต่อกัน 3 อำนาจคือ นิติบัญญัติ, บริหาร, และตุลาการ
เพนไม่ประสบความสำเร็จในด้านจากศึกษา, การแต่งงาน, และการประกอบธุรกิจ ยกเว้นการไปเป็นลูกเรือโจรสลัดอยู่ 6 เดือน ซึ่งทำให้มีเงินติดตัวมา 30 ปอนด์ ที่พอยังชีพและให้โอกาสเข้าฟังการบรรยายและร่วมการถกเถียงในสมาคมต่าง ๆ อยู่อีก 6 เดือน เมื่อเงินหมด เขาไปปรึกษากับ เบนจามิน แฟรงคลิน และได้รับคำแนะนำให้ไปสร้างโอกาสใหม่ในอเมริกาซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เมื่อข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาถึง เขาพบว่ามีการอภิปรายเรื่องวิทยาศาสตร์และการเมืองที่คลับและร้านกาแฟของฟิลาเดลเฟียเช่นกัน เขาเข้าทำงานเป็นบรรณาธิการของ “เพนซิลวาเนียแมกกาซีน” ที่เพิ่งเปิดใหม่ ๆ เริ่มต้นงานด้วยการเขียนบทความจิปาถะ ตั้งแต่บีเวอร์ไปถึงวอลแตร์ จากนั้นจึงเริ่มเขียนบทความที่เป็นการเมืองมากขึ้น เช่น ต่อต้านการดวล, ต่อต้านการกระทำที่โหดร้ายต่อสัตว์, ต่อต้านการมีทาส, สนับสนุนสิทธิสตรี เป็นต้น
จากนั้น เขาก็เริ่มเขียนความเรียงต่อเนื่องในรูปแบบของจุลสาร ซึ่งเต็มไปด้วยความคิดที่ได้จากการถกเถียงกับเพื่อนที่เป็นสาวกของนิวตัน รวมถึงแฟรงคลิน และโทมัส เจฟเฟอร์สัน เขาตั้งชื่อความเรียงนี้อย่างเรียบง่ายว่า “สามัญสำนึก” ฉบับแรกมียอดพิมพ์ 1,000 ฉบับและขายหมดในไม่กี่วัน ภายใน 3 เดือน เขาขายจุลสารได้ 120,000 ฉบับ (เทียบกับจำนวนประชากรไม่ใช่ทาสที่มีประมาณ 2 ล้านคน) แถมยังมีคนทำสำเนาไปขายไปทั่วยุโรปด้วย
ในจุลสารที่ใช้ชื่อว่า “สามัญสำนึก” เขาเสนอความคิดที่ล้ำยุค เช่น การส่งต่ออำนาจโดยการสืบสันตติวงศ์นั้นไม่สอดคล้องกับสำนึกทั่วไป, สังคมควรร่วมมือกันสร้างประชาชาติใหม่ ซึ่งอำนาจเป็นแบบ “แรงโน้มถ่วง”, ผู้บรรลุนิติภาวะทุกคนควรมีสิทธิ์ออกเสียง, อิสรภาพของอเมริกาคือเกียรติศักดิ์มิใช่การทรยศหรือการกบฏ, การปฏิวัติไม่เกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงภาษี หากเป็นการสร้างโลกที่ดีกว่า ฯลฯ เพนเป็นคนแรกที่เรียกร้องเอกราชอย่างเปิดเผย แม้รัฐบาลอังกฤษถือเป็นการผิดกฎหมาย แต่ห้ามปรามไม่ได้
หนังสือพิมพ์ “เพนซิลวาเนียเลดเชอร์” ตีพิมพ์บทความบทหนึ่งในเดือนเมษายน ค.ศ. 1776 ความว่า “ปุถุชนที่มองท้องฟ้า อาจเห็นดวงอาทิตย์เหมือนเป็นราชันบนสวรรค์ แต่ถ้ามองจักรวาลอันกว้างใหญ่ จะเห็นดาวฤกษ์เยี่ยงดวงอาทิตย์แน่นขนัดไปหมด ทุกดวงกลมเกลียวกันตามหลักของความเสมอภาคที่สมบูรณ์” หลังการประกาศอิสรภาพในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 สภาคองเกรสได้เลือกธงชาติสหรัฐฯ ซึ่งมีดาวสิบสามดวงแทนมลรัฐ 13 แห่งที่เท่าเทียมกัน เสมือนเป็นดาวกลุ่มใหม่ที่ส่องประกายในท้องฟ้า
ในปี ค.ศ. 1787 เพนเดินทางมาปารีสและลอนดอน ตั้งใจจะมาเสนอโมเดลสะพานเหล็กช่วงกว้างที่เขาออกแบบไว้และใช้การได้ดี แต่การปฏิวัติของฝรั่งเศสที่ตั้งต้นเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 ทำให้เขาหันมาสนใจการเมืองอีกครั้ง เริ่มต้นด้วยการค้าน เอดมุนด์ เบอร์เก นักปรัชญาผู้มองว่า “การปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นการกระทำของฝูงชนขาดสติ ที่ทำลายคุณค่าและจารีตประเพณีของสังคมฝรั่งเศส” เพนตอบโต้ว่า “ประเด็นไม่ใช่เรื่องจารีตประเพณี หากเป็นเรื่องของสิทธิของประชาชนผู้เกิดมามีเสรีภาพและความเท่าเทียมกัน ที่จะเลือกวิถีชีวิตของตน”
ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1791 เพนตีพิมพ์หนังสือชื่อ “สิทธิของมนุษย์” ซึ่งเป็นอีกเล่มหนึ่งที่ขายได้รวดเร็วที่สุด เหมือนเล่มก่อนของเขาที่ชื่อ “สามัญสำนึก” หนังสือเล่มใหม่เป็นฐานคิดที่สำคัญของการปฏิวัติฝรั่งเศส เช่นเดียวกับที่เล่มก่อนได้มีอิทธิพลต่อการประกาศเอกราชของสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1792 เพนหนีภัยการเมืองในอังกฤษ ไปสมทบนักปฏิวัติฝรั่งเศสที่ให้การต้อนรับด้วยดี แต่สถานการณ์เริ่มเปลี่ยน พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถูกกีโยตินในเดือนมกราคม ค.ศ. 1793 พอถึงเดือนมิถุนายน โรเบสปีแอร์นำฝ่ายจาโกแบงส์เข้ายึดอำนาจ และเริ่มยุคสมัยความสะพรึงกลัว เขาสั่งประหารชีวิตผู้ต้องสงสัยว่าเป็นภัยต่อการปฏิวัติจำนวนมาก มีผู้ถูกกีโยตีน 16,594 ราย อีกประมาณ 25,000 คนถูกประหารชีวิตทั่วฝรั่งเศส
มีเรื่องเล่าว่า เพน ที่เคยเป็นเพื่อนกับโรเบสปีแอร์แต่ผิดใจกัน ก็ถูกขังร่วมกับผู้ต้องขังชาวเบลเยี่ยมอีก 3 คน บังเอิญเพนป่วยเป็นไข้ จึงมีการเปิดประตูห้องขังเพื่อระบายอากาศ ระหว่างนั้นผู้คุมมาเขียนเลข 4 บนบานประตู หมายความว่าผู้ต้องขังทั้ง 4 คนจะถูกส่งไปยังกีโยตีน วันรุ่งขึ้นเมื่อผู้คุมผ่านมา มีการปิดบานประตูก่อน เลข 4 จึงอยู่ด้านในที่ผู้คุมไม่เห็น ทั้ง 4 คนรวมทั้งเพนจึงรอดตายอย่างหวุดหวิด
หนังสือเล่มสุดท้ายของเพนที่มีอิทธิพลสูงมีชื่อว่า “ยุคแห่งเหตุผล” ระหว่างที่เพนถูกควบคุมตัวไปยังเรือนจำ เขาแอบให้ต้นฉบับแก่ตัวแทนสำนักพิมพ์ ซึ่งนำไปตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในกรุงลอนดอนในปี ค.ศ. 1794 ปรากฏว่าเป็นหนังสือที่ขายดีกว่าหนังสือสองเล่มก่อนของเขาเสียอีก ในหนังสือเล่มนี้ เพนเสนอความเชื่อแบบ เทวัสนิยม (deism) ว่ามีพระเจ้าผู้สร้างโลกก็จริง แต่เมื่อสร้างแล้ว พระองค์ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามกฎธรรมชาติ โดยไม่แทรกแซง เขาคัดค้านผู้มีอำนาจที่ชอบกล่าวอ้างว่า พระองค์ทรงแทรกแซงโดยส่งสัญญาณเพื่อค้ำจุนอำนาจตน แต่เพนไปไกลกว่านั้น เขาเผยแพร่ความคิดอันเป็นที่โต้แย้งสูงในขณะนั้น โดยวิพากษ์วิจารณ์ศาสนจักรหรือองค์กรจัดตั้งของศาสนา ว่าถูกใช้เพื่อให้มวลชนอยู่ในการควบคุม เขายังชี้ให้เห็นข้อความที่ไร้สาระ, ที่ขัดแย้งกัน, และที่ผิดศีลธรรม ซึ่งมีอยู่ในพระคัมภีร์
ในปี ค.ศ. 1802 เขากลับไปสหรัฐฯอีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้รับการต้อนรับอย่างที่วาดหวังไว้ เพื่อนเก่าที่มีอำนาจทางการเมืองหลังการประกาศอิสรภาพต่างเมินเฉยและห่างเหินเขา ด้วยเหตุที่เขาวิจารณ์เขาเหล่านั้นว่าละทิ้งอุดมการณ์ โดยเฉพาะเรื่องความเสมอภาค อีกทั้งยังรังเกียจที่เขาวิจารณ์ศาสนจักรอย่างรุนแรง เมื่อเขาสิ้นชีวิตที่นิวยอร์ก ในปี ค.ศ. 1809 มีคนมาร่วมงานศพเพียงหกคน
ภายหลังการตีพิมพ์หนังสือ Principia ของนิวตัน เมื่อนักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ตะวันตก มองจักรวาลด้วยสายตาใหม่ในฐานะจักรกลที่ทำงานตามหลักคณิตศาสตร์ พวกเขาไม่ค่อยตระหนักว่า กำลังถอดถอนอิทธิพลอันศักดิ์สิทธิ์ออกไป วิญญาณแห่งเอกภพเริ่มเจือจางลง แม็กซ์ เวเบอร์ นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน เรียกกระบวนการนี้ว่า “การถอนเสน่ห์” ฟรีดริช นีทเชอ นักปรัชญาชาวเยอรมันพรรณนาว่า นี่หมายถึงการตายของพระเจ้า … แน่นอนว่าพระเจ้าไม่ได้ตายลง แต่ดุลอำนาจในจักรวาลได้ขยับเลื่อนไป โดยฟิสิกส์ได้ขึ้นครองอำนาจทั้งในโลกและในสวรรค์
เพนได้จุดชนวนความคิดของสิทธิมนุษยชนสากล ในหนังสือชื่อ “สามัญสำนึก” ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1776 เขาเสนอว่ามนุษย์เกิดมาเท่าเทียมกัน และชาวอเมริกันมีสิทธิที่จะก่อตั้งสาธารณรัฐที่เป็นอิสระจากราชอาณาจักรบริเทน
ในหนังสือชื่อ “สิทธิของมนุษย์” ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1791 เขาสนับสนุนระบอบสาธารณรัฐอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และกล่าวว่าหลักการเรื่องเสรีภาพ, ความเสมอภาค, และการดุลอำนาจที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯนั้น สามารถนำมาประยุกต์ในยุโรปได้เป็นอย่างดี
ในหนังสือชื่อ “ยุคแห่งเหตุผล” เขาวิพากษ์ความคิดที่รับต่อ ๆ กันมาโดยไม่มีข้อพิสูจน์ เช่น เชื่อว่าพระเจ้าชอบแทรกแซงเรื่องของมนุษย์ โดยมีองค์กรจัดตั้งทางศาสนาคอยรับสมอ้าง เขาเสนอว่าเราควรเข้าสู่ยุคที่เหตุผลสามารถถอนเสน่ห์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว
ในครั้งนั้น มีการเผยแพร่หนังสือทั้งสามเล่มในหมู่สาธารณชนอย่างกว้างขวาง สิ่งที่เพนเสนอคือการปลดปล่อยมนุษย์จากการครอบงำต่าง ๆ เขาได้วางฐานคิดสำคัญของระบอบประชาธิปไตยไว้ มาบัดนี้ เวลาได้ผ่านไปกว่าสองศตวรรษแล้ว แต่ฐานคิดของระบอบเก่า ซึ่งตรงกันข้ามกับระบอบประชาธิปไตยนั้น ยังดำรงอยู่ แต่ก็หวังว่า ยุคแห่งเหตุผลจะคืบหน้าต่อไป จากยุคเรืองปัญญาสู่ยุคแห่งแสงสว่างเหนือความมืดทางปัญญา เพื่อว่าการอ้างจักรวาลเพื่ออำนาจจะจางคลายลง
โคทม อารียา

