หน้าแรก บทความ เอกรินทร์ ต่ว...

เอกรินทร์ ต่วนศิริ : ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ของการเมืองภาคใต้ พลวัต อัตลักษณ์ และอำนาจ (1)

1.06.25 | 09:44 น.

การเมืองภาคใต้ – ในสนามการเมืองท้องถิ่นที่ถูกทับซ้อนด้วยความเปลี่ยนแปลงทั้งเชิงโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ สถาบันการเมืองและวัฒนธรรมการเมือง การเลือกตั้งท้องถิ่นปี 2568 ก็ปรากฏตัวขึ้นในฐานะกระแสสูงของช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งในแง่ของความสนใจจากสื่อมวลชนกระแสหลักและกระแสรอง การแทรกตัวของพรรคการเมืองระดับชาติ และการกลับมาครองพื้นที่สื่อของคำว่า “บ้านใหญ่” ศัพท์ทางการเมืองที่ทั้งเชื่อง่ายและรุนแรงในนัยเดียวกัน มันเป็นถ้อยคำที่บ่งบอกถึงการหดตัวของประชาธิปไตยในระดับรากหญ้าให้กลายเป็นการต่อรองระหว่างกลุ่มอำนาจแบบจำกัด ความคิดเรื่องนโยบายที่เคยเป็นหัวใจของการเมืองแบบมีสาระ ถูกทำให้ลดทอนลงของข่าวความขัดแย้ง ความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองเก่า การเมืองใหม่ ตระกูลการเมือง และความตื่นเต้นจากการปะทะ ต่อรองของกลุ่มทุนการเมืองและนักเลือกตั้ง

การทำความเข้าใจการเมืองภาคใต้อย่างรอบด้านและครอบคลุม จำเป็นต้องข้ามพ้นข้อจำกัดของการวิเคราะห์ที่ยึดเพียงกรอบภูมิศาสตร์ที่ถูกวางไว้โดยรัฐไทย เนื่องจากสมมุติฐานที่มองว่าภาคใต้เป็นหน่วยภูมิภาคที่มีเอกภาพทางการเมืองนั้น มิอาจตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงได้โดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากผลการเลือกตั้งระดับชาติในปี 2562 และ 2566 ตลอดจนการเลือกตั้งท้องถิ่น อบจ. และเทศบาล 2568 ครั้งล่าสุด ซึ่งต่างสะท้อนให้เห็นความแตกต่างเชิงพื้นที่ในเชิงพฤติกรรมการเลือกตั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผู้นำในท้องถิ่นกับพรรคการเมืองระดับชาติ และรูปแบบของการจัดวางอำนาจในแต่ละจังหวัดที่มีความแตกต่างกัน

พลวัตทางการเมืองดังกล่าวแสดงออกผ่านลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่อย่างซับซ้อน และในบางกรณียังเผยให้เห็นความไม่สอดคล้องหรือแม้กระทั่งความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างกลุ่มทางสังคมและการเมืองภายในจังหวัดเดียวกัน ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการทำความเข้าใจภาคใต้ในฐานะพื้นที่ที่ประกอบขึ้นด้วยความหลากหลายของโครงสร้างอำนาจทั้งใหม่และเก่า ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอำนาจท้องถิ่นกับอำนาจส่วนกลาง และวัฒนธรรมการเมือง และอัตลักษณ์ทางการเมืองของคนใต้ มากกว่าจะมองว่าเป็นภูมิภาคที่มีความเป็นเนื้อเดียวกันทางการเมือง

แม้ในอดีตพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถครองความได้เปรียบทางการเมืองในทุกระดับของพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงทศวรรษ 2530-2550 หากแต่สถานการณ์ดังกล่าวมิอาจนำไปสู่ข้อสรุปว่าภาคใต้เป็นภูมิภาคที่มีความเป็นเนื้อเดียวกันทางการเมือง ทั้งนี้ เพราะบริบททางการเมืองในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้สถานะของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคหลักของภาคใต้กลายเป็นเพียงอดีตทางประวัติศาสตร์การเมืองเท่านั้น

คำถามจึงมีอยู่ว่า เราจะเข้าใจปรากฏการณ์ทางการเมืองการเลือกตั้งที่ผ่านมาได้อย่างไร แน่นอนการจะตอบคำถามนี้ได้คงมีหลายแบบด้วยกัน แล้วแต่ละกลุ่มจะสมาทานความคิดแบบใด ทั้งในแง่ของประสบการณ์ ผลงานวิจัย บทความวิชาการ เหล่าคอลัมนิสต์ต่างๆ สำหรับผู้เขียนแล้ว การตั้งคำถามต่อโจทย์ความเปลี่ยนแปลงการเมืองการเลือกตั้งภาคใต้สำคัญยิ่งคือ ปัญญาชนสาธารณะคนสำคัญผู้วายชนม์ อย่าง นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่นำเสนอบทความ “พวกของคนใต้กับ ปชป.”  ชี้ให้เห็นว่า “การถือพวก” ของคนใต้มีความเป็นเอกลักษณ์ในแง่ของการรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือกันในสังคมที่อยู่นอกถิ่นฐานเดิม ความเป็นพวกพ้องนี้สะท้อนทั้งอัตลักษณ์ที่คนใต้สร้างขึ้นเองและที่ถูกมองโดยคนนอก เช่น การยึดมั่นในกลุ่มและไม่ไว้วางใจคนต่างภาค ปรากฏการณ์นี้เชื่อมโยงกับการสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ที่มีฐานการเมืองแน่นในภาคใต้ ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเมือง วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ในพื้นที่ โดยนิธิสรุปได้อย่างคมคายว่า “อัตลักษณ์ของคนใต้กำลังเปลี่ยนพรรคการเมืองที่หากินอยู่กับอัตลักษณ์เดิมนี้ จะปรับแนวนโยบาย (platform) ของตนอย่างไร จึงจะสามารถกวาดคะแนนภาคใต้ได้ต่อไป” (นิธิ เอียวศรีวงศ์, 2558) ข้อสังเกตของนิธิเป็นการชี้ให้เห็นถึงความเป็น “พวกพ้อง” ที่ยึดโยงกับทรัพยากรที่อยู่ในมือ ที่มีความอุดมสมบูรณ์กว่าภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ โดยลากเส้นประวัติศาสตร์ของการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจของคนใต้

Advertisement

ในบทความ “อนาคตประชาธิปัตย์” นิธิ เอียวศรีวงศ์ วิเคราะห์ว่า พรรคประชาธิปัตย์กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ เนื่องจากแนวทางการเมืองแบบดั้งเดิมของพรรคไม่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยที่มีพลวัตสูงขึ้น โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ต้องการนโยบายใหม่ที่เข้ากับยุคสมัย หากพรรคไม่ปรับตัวอย่างมีนัยสำคัญ ก็มีแนวโน้มที่อิทธิพลของพรรคจะลดลงในอนาคต (นิธิ เอียวศรีวงศ์, 2562)

นิธิยังวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ตั้งแต่ปี 2512 โดยระบุว่าแกนนำรุ่นใหม่ของพรรคเป็นผลผลิตจากชนชั้นกลางที่เติบโตจากนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจยุคเผด็จการทหาร พวกเขาสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ที่พึ่งพาทรัพยากรของรัฐ แต่ต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงของฐานเสียงในภาคใต้ ปชป.จึงต้องพึ่งพาอำนาจรัฐที่ตัวเองห่างเหินมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการแพ้เลือกตั้งตลอดตั้งแต่มีคุณทักษิณในนามของพรรคเพื่อไทย และไม่มีสิทธิที่จะขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเพราะคะแนนเสียงไม่เพียงพอ (นิธิ เอียวศรีวงศ์, 2562)

นอกจากนี้ ความไม่ชัดเจนทางอุดมการณ์และนโยบายยังเป็นสิ่งที่บั่นทอนพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจาก “จะขวาก็ไม่สุด จะซ้ายก็ไม่ได้” และยังต้องเผชิญกับผู้เล่นที่เป็นกองทัพที่เข้าสู่สนามการเมือง ซึ่งทำให้พรรคประสบปัญหาในการกำหนดจุดยืนทางการเมือง ทั้งสองบทความของนิธิชี้ให้เห็นถึงการบรรจบกันของอัตลักษณ์ การเมือง และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ในภาคใต้ (นิธิ เอียวศรีวงศ์, 2562) ได้เป็นอย่างดี

บทความ นิธิ เอียวศรีวงศ์ : วัฒนธรรมการเมืองของคนต่างภาค  ได้ชี้ให้เห็นทางด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของภาคใต้ที่แตกต่างจากภูมิภาคอื่น เป็นตัวกำหนดกรอบความคิดทางการเมืองของคนใต้ต่อการเมืองไทยได้อย่างแหลมคม โดยเชื่อมโยงกับบริบททางประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจ-สังคมที่แตกต่างกันจากภูมิภาคอื่น นิธิได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ “ความจงรักภักดีในภาคใต้” คนภาคใต้แสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ผ่านป้ายริมถนนที่มีอยู่ทั่วไป บ่งชี้ว่ามีปัจจัยจากนโยบายส่วนกลางและอิทธิพลของพรรคประชาธิปัตย์ในท้องถิ่น อย่างไรก็ตามความจงรักภักดีนี้ไม่ได้หมายความว่าภาคอื่นมีน้อยกว่า แต่เป็นการสะท้อนถึงมุมมองที่คนใต้เห็นสถาบันเป็น “รัฐในอุดมคติ” ที่มีแต่พระคุณ ไม่มีพระเดช

ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและวัฒนธรรมในภาคใต้ ภาคใต้พัฒนาจากการปลูกยางพาราและเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ ทำให้คนใต้คุ้นเคยกับการพึ่งพาตนเองมากกว่าการรอคอยการช่วยเหลือจากรัฐ และอยากให้รัฐอยู่ห่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแบบอุปถัมภ์ค้ำจุนหรือไม่ เพราะที่ผ่านมารัฐก็มักใช้วิธีการเก็บค่าหลวง ภาษี หรือไม่ก็ใช้กฎหมายที่ดินในการออกเอกสารสิทธิต่างๆ ในการทำมาหากินของคนใต้ รัฐจึงเป็นอุปสรรคมากกว่าเป็นคุณ จึงทำให้เป็นผลกระทบต่อการเมืองที่จะเป็นตัวแทนคนใต้ ทำให้คนใต้มีแนวโน้มสนับสนุนประชาธิปัตย์ที่มีแนวทางเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่า “รัฐไม่ควรยุ่งกับประชาชนมากเกินไป” แม้ว่าจะมีแนวคิดอนุรักษนิยมทางการเมืองก็ตาม สรุปได้ว่า ความแตกต่างในทรรศนะทางการเมืองของคนแต่ละภาคไม่ได้มาจากระดับความจงรักภักดี แต่เกิดจากเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคมที่ส่งผลต่อมุมมองและความต้องการของคนในแต่ละภูมิภาค

บทความนิธิถือเป็นบทความที่สำคัญและการตั้งข้อสังเกตอันแหลมคมที่มุ่งไปสู่การทำความเข้าใจการเมืองของคนใต้ กล่าวโดยสรุป ข้อเสนอนิธิต่อการศึกษาการเมืองภาคใต้ คือ การพิจารณาเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม (historical and socio-cultural approach) ของคนภาคใต้จึงจะสามารถทำให้เข้าใจการเมืองภาคใต้ ผู้เขียนเห็นว่าข้อเสนอนิธิ เป็นข้อเสนอสำคัญต่อฐานความเข้าใจต่อการศึกษาภูมิทัศน์การเมืองของคนภาคใต้

สําหรับบทความนี้ได้แบ่งภาคใต้ออกเป็นสามพื้นที่หลัก ได้แก่ พื้นที่อ่าวไทย พื้นที่อันดามัน และพื้นที่มลายู (สามจังหวัดชายแดนภาคใต้) มิใช่เพียงการจัดประเภทตามลักษณะทางกายภาพของภูมิประเทศ หากแต่เป็นการออกแบบกรอบการวิเคราะห์ทางการเมืองที่มุ่งเน้นการทำความเข้าใจพลวัตเชิงอำนาจที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาผ่านพฤติกรรมการเลือกตั้ง โครงสร้างของกลุ่มนำในระดับท้องถิ่น เศรษฐกิจพื้นฐาน และบทบาทของพรรคการเมืองระดับชาติในการกำหนดหรือรองรับอำนาจในพื้นที่เหล่านั้น

ภายใต้บริบทของโครงสร้างการเมืองที่มิได้เป็นเนื้อเดียวกันและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การจำแนกพื้นที่ภาคใต้ออกเป็นสามส่วนอาจจะช่วยเพิ่มเติมชุดคำอธิบายทางวิชาการในฐานะเครื่องมือวิเคราะห์ มิใช่เพียงเพื่อลำดับข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์ หากแต่เพื่อยืนยันว่า “ภาคใต้” มิใช่ภูมิภาคที่มีลักษณะเป็นเอกภาพทางการเมือง หากประกอบด้วยความหลากหลายของพลวัตเฉพาะถิ่น ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาอย่างมีโครงสร้าง เพื่อให้เกิดความเข้าใจในระดับเชิงระบบและสามารถนำไปสู่การอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองในระดับภูมิภาคได้อย่างครอบคลุมและเท่าทันความเป็นจริง

พื้นที่อ่าวไทย ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะการเมืองแบบอนุรักษนิยมเข้มข้น พรรคการเมืองระดับชาติสามารถสถาปนาฐานเสียงได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะในอดีตที่พรรคประชาธิปัตย์มีอิทธิพลสูง และในช่วงหลังที่พรรคภูมิใจไทยและรวมไทยสร้างชาติเริ่มเข้ามาแทรกตัวในระดับพื้นที่ การเมืองในพื้นที่นี้ดำเนินไปภายใต้ระบบอุปถัมภ์อย่างเข้มข้น โดยกลุ่มทุนท้องถิ่น ข้าราชการ และเครือข่าย “บ้านใหญ่” ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างรัฐกับประชาชน ส่งผลให้การแข่งขันทางการเมืองมักถูกกำหนดจากโครงสร้างอำนาจที่สถาปนามาอย่างยาวนาน มากกว่าที่จะเกิดจากพลวัตของนโยบายหรืออุดมการณ์ทางการเมืองเป็นตัวกำหนด โดยพิจารณาจากผลการเลือกตั้งระดับชาติและท้องถิ่นที่ผ่านมา

พื้นที่อันดามัน ได้แก่ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล มีลักษณะผันผวนและเปิดกว้างมากกว่าพื้นที่อื่นๆ เป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถครอบครองฐานเสียงได้อย่างมั่นคงถาวร มากกว่าความผูกพันระยะยาวกับพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง หากทว่าในระยะหลังพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนมีการเปลี่ยนผ่านจากพรรคประชาธิปัตย์เดิมที่ครองพื้นที่เดิมไปสู่พรรคภูมิใจไทยและพรรครวมไทยสร้างชาติ ด้วยเป็นพื้นที่ทางด้านเศรษฐกิจจึงมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว แรงงานข้ามชาติ และธุรกิจบริการ ทำให้ประชาชนให้ความสำคัญกับผลลัพธ์เชิงนโยบายที่จับต้องได้ มากกว่าการยึดโยงกับอุดมการณ์ทางการเมืองแบบแข็งตัว แม้พื้นที่อันดามันจะสร้างรายได้จำนวนมากแก่รัฐไทย แต่การจัดสรรทรัพยากร งบประมาณ และนโยบายต่างๆ กลับกำหนดจากส่วนกลางโดยขาดกลไกการมีส่วนร่วมจากท้องถิ่น การพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่จึงตกอยู่ภายใต้การตัดสินใจของรัฐส่วนกลาง ทำให้ประชาชนจึงจำเป็นต้องพึ่งอำนาจรัฐเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ในส่วนนี้จึงต้องพึ่งพิงพรรคการเมืองที่มีโอกาสจะเข้ายึดกุมอำนาจรัฐให้มากที่สุด

พื้นที่มลายู ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางส่วนของสงขลา มีพลวัตทางการเมืองที่ซับซ้อนและต่างจากส่วนอื่นของภาคใต้อย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีการเลือกตั้งในระดับต่างๆ อย่างเปิดเสรีตามระบอบประชาธิปไตย แต่ในทางปฏิบัติกลับถูกจำกัดด้วยโครงสร้างความมั่นคงที่รัฐใช้ควบคุมพื้นที่อย่างต่อเนื่อง อัตลักษณ์ทางศาสนา ภาษา และชาติพันธุ์ของประชาชนในพื้นที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมทางการเมืองที่ไม่อาจตีความได้ผ่านกรอบแบบเดียวกับพื้นที่อื่น ประชาชนมลายูมุสลิมในพื้นที่ถูกทำให้เป็น “ผู้อื่น” (the Other) ภายใต้กรอบวาทกรรมความมั่นคงของรัฐ พื้นที่นี้จึงสะท้อนการดำรงอยู่ของอาณานิคมภายในในลักษณะ “การครอบงำเชิงวัฒนธรรมและความมั่นคง” (cultural and security colonialism) อย่างชัดเจนที่สุด รัฐใช้ทั้งอำนาจแข็ง เช่น การทหารและการควบคุมความมั่นคง และอำนาจอ่อน เช่น ระบบการศึกษา ระบบราชการ เพื่อสถาปนาความชอบธรรมในการครอบครองพื้นที่ แม้จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น แต่โครงสร้างอำนาจของรัฐกลับไม่เปิดพื้นที่ให้เสียงของประชาชนมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายของรัฐ โดยรวมการเลือกตั้งจึงไม่ใช่เพียงการต่อสู้เชิงนโยบายหรืออุปถัมภ์เท่านั้น หากยังสะท้อนถึงความพยายามในการเจรจาต่อรองกับรัฐ เพื่อแสวงหาพื้นที่แห่งการยอมรับในระบบการเมืองไทย

กล่าวโดยสรุป การเมืองในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายและไม่เป็นเนื้อเดียวกัน ทั้งในด้านพฤติกรรมการเลือกตั้ง โครงสร้างอำนาจ และรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน แต่ละพื้นที่ย่อยในภาคใต้มีลักษณะเฉพาะที่สะท้อนพลวัตทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

พื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยแสดงให้เห็นถึงลักษณะของการเมืองแบบรวมศูนย์ ซึ่งดำรงอยู่ภายใต้ระบบเครือข่ายอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึกในระดับท้องถิ่นและเชื่อมโยงกับกลไกของรัฐส่วนกลาง ส่วนพื้นที่ฝั่งอันดามันสะท้อนรูปแบบการเมืองที่เคลื่อนไหวตามผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ โดยมีลักษณะพลวัตสูงและผูกพันกับเศรษฐกิจท้องถิ่นที่เปิดกว้างและมีความหลากหลายทางกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ

ในขณะเดียวกันพื้นที่มลายู หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชี้ให้เห็นถึงรูปแบบการเมืองแบบต่อรองที่มีความซับซ้อนสูง ทั้งในมิติของอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ ความเชื่อทางศาสนา และการจัดการด้านความมั่นคงของรัฐ ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมทางการเมืองในระดับท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง

ด้วยเหตุนี้ การแบ่งพื้นที่ภาคใต้ออกเป็นสามพื้นที่จึงมิใช่เพียงการจำแนกตามลักษณะภูมิศาสตร์เท่านั้น หากแต่สามารถทำหน้าที่เป็นกรอบวิเคราะห์ทางการเมืองที่ช่วยเปิดเผยกลไกของอำนาจ ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง และพลวัตเชิงวัฒนธรรม ซึ่งเอื้อต่อการทำความเข้าใจภูมิทัศน์ทางการเมืองของภาคใต้ได้อย่างเป็นระบบและมีทิศทางมากขึ้น

1 บทความชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยการเมืองอัตลักษณ์ในยุทธศาสตร์การหาเสียงออนไลน์ : กรณีศึกษาการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดในพื้นที่ชายแดนใต้พ.ศ.2568 สนับสนุนโดยกองทุนวิจัยคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

2 นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2558, 16 กุมภาพันธ์). พวกของคนใต้กับ ปชป. มติชนรายวัน. เข้าถึงได้จาก https://prachatai.com/journal/2015/02/57951

3 นิธิ เอียวศรีวงศ์: อนาคตประชาธิปัตย์ ที่มา https://prachatai.com/journal/2019/11/85130

4 นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2556, 16 กุมภาพันธ์). วัฒนธรรมการเมืองของคนต่างภาค. มติชน. เข้าถึงได้จาก https://prachatai.com/journal/2013/02/45379