หน้าแรก บทความ เมื่อปัญญาชนย...

เมื่อปัญญาชนยุโรป เผชิญการย้อนกลับของประวัติศาสตร์

3.06.25 | 12:15 น.

เมื่อปัญญาชนยุโรปเผชิญการย้อนกลับของประวัติศาสตร์

ครั้งหนึ่งนักกวีเยอรมันนามโธมัส มันน์ เคยกล่าวที่สหรัฐอเมริกาว่า “ที่ใดมีข้าพเจ้า เยอรมันก็อยู่ที่นั่น” แต่ปัจจุบัน เมื่อเสรีภาพและความเปิดกว้างในสหรัฐได้หมดลงแล้ว บรรดาชนชั้นนำจึงหลั่งไหลกลับสู่ยุโรป พร้อมทั้งประกาศว่า “ที่ใดมีข้าพเจ้า อเมริกาก็อยู่ที่นั่น” ดูเหมือนเป็นการเสียดสี

โธมัส มันน์ คือมหากวีและนักเขียนเอกของเยอรมัน ผู้ซึ่งลี้ภัยในสหรัฐ อันเกิดจากการกดขี่ของนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แม้ต้องอยู่ไกลบ้านเกิด เขาก็ไม่ลืมความผูกพันกับแผ่นดินแม่ ความโหยหาบ้านเกิดจึงฝังลึกอยู่ในหัวใจ เขาเชื่อว่าความสำนึกลึกซึ้งในวัฒธรรมชาติของตนเท่านั้น ที่จะสามารถต่อต้านคลื่นลมทางการเมือง เขามีความภูมิใจที่สามารถธำรงไว้ซึ่งคุณค่าแห่งวัฒนธรรมเยอรมันไว้ได้ในแผ่นดินอเมริกา

เวลาผ่านไปกว่าครึ่งศตวรรษ วาทะอมตะของโธมัสได้ถูกพลิกกลับ เพราะการบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้มงวดกับวงการวิชาการอย่างไม่เคยมีมาก่อน งบประมาณทางด้านวิชาการถูกตัดเป็นจำนวนมหาศาล เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นถูกลิดรอน ส่งผลให้ชนชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและมนุษยศาสตร์จำนวนมากต่างพากันลี้ภัยในยุโรป เพราะไม่พอใจที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐต้องปรับตัวตามแนวคิดทางการเมืองใหม่ของรัฐบาลทรัมป์ ขณะที่นักเรียนต่างชาติส่วนหนึ่งก็ได้ถูกสั่งให้เนรเทศทันที

หากโธมัสยังมีชีวิตอยู่ คงต้องรู้สึกเจ็บปวดอย่างยิ่ง และคงต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์ต่อวาทะอมตะของเขา เพราะทรัมป์ได้เสนอให้บัญญัติภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการเพียงภาษาเดียว เป็นเหตุให้นักเขียนที่พูดแต่ภาษาเยอรมันเช่นเขาเป็นต้น อาจไม่สามารถดำรงความเป็น “เยอรมัน” ได้ในโลกที่ใช้แต่ภาษาอังกฤษ ซ้ำคนใกล้ตัวทรัมป์ยังได้กล่าวว่า พูดภาษาอังกฤษยังไม่คล่อง จะมีสิทธิอะไรมาอยู่ในอเมริกา นี่คือเหตุการณ์ “กลับตาลปัตร” ของประวัติศาสตร์ที่แวดวงปัญญาชนในยุโรปต้องเผชิญ เพราะตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ปัญญาชนยุโรปต่างมองอเมริกาเป็นแบบอย่าง และสำนึกในบุญคุณที่อเมริกาได้ให้ที่พักพิงแก่โธมัส มันน์ จนได้เปล่งประกายจากรัศมีของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม พวกเขาไม่เคยลืมว่า ไอน์สไตน์ และนักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดจากยุโรปอีกมาก ต่างได้พบที่พำนักทางวิชาการในสหรัฐ มีส่วนร่วมในการคิดค้นสิ่งแปลกใหม่ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงชะตากรรมอเมริกาและพลิกโฉมของโลก

Advertisement

ยุโรปและสหรัฐมีสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง เปรียบได้ดั่งญาติพี่น้องที่ใกล้ชิด ราวกับเป็นลูกพี่ลูกน้องที่มีพันธุกรรมทางวัฒนธรรมร่วมกัน ทั้งในแง่ของความเหมือนและความต่าง บัดนี้ วงการวิชาการของสหรัฐกลับเปลี่ยนโฉมเข้าสู่ “ยุคหลังความจริง” (Post truth Era) อย่างเต็มตัว นักวิชาการจำนวนมากหันไปแสวงหาที่พึ่งในยุโรป และเปล่งเสียงออกมาบนแผ่นดินเยอรมนีว่า “ที่ใดมีข้าพเจ้า อเมริกาก็อยู่ที่นั่น”

จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนของยุโรป จากเดิมที่เคยตกอยู่ในภวังค์ของอเมริกา บัดนี้ถึงเวลาที่ตื่นจากฝัน ชาวยุโรปเริ่มตระหนักว่า พวกเขาจะไม่หลงเชื่อวัฒนธรรมการตื่นรู้ (Woke culture) ของฝ่ายซ้ายพรรคเดโมแครตอีกต่อไป ไม่ควรปล่อยให้สิ่งชั่วร้ายอันได้แก่ยาเสพติด ความรุนแรงบนท้องถนน ตลอดจน Zero-dollar shopping ระบาดสู่บ้านเมืองของตน ในขณะเดียวกัน ก็มิอาจหลงกลกับคำลวงของพรรครีพับลีกันโดยมีทรัมป์เป็นผู้นำ ที่ต้องการย้อนกลับไปสู่ยุคของความเหนือกว่าของคนขาว การแบ่งแยกเชื้อชาติ และแนวคิดชาตินิยม

ในทางตรงกันข้าม ยุโรปต้องหวนคืนสู่สามัญยึดมั่นในบทเรียนทางประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมตะวันตก ยืนหยัดในคุณค่าของความหลากหลายและความอดทนเคารพผู้อื่น ให้ความสำคัญกับมนุษยธรรมและปฏิเสธการใช้อำนาจบีบบังคับจากชาติมหาอำนาจ

การใช้อำนาจบีบบังคับนั้น มิใช่เพียงถ้อยคำในทางนามธรรม แต่กำลังกลายเป็นความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้าโดยเฉพาะในกรณีของกรีนแลนด์ คือประเด็นความมั่นคงที่ชาวยุโรปมิอาจมองข้าม ยุโรปจะต้องไม่ยอมให้สหรัฐเข้ามาแทรกแซงยึดครองกรีนแลนด์ ขณะเดียวกันชาวยุโรปจะร่วมกันเปล่งเสียงอย่างหนักแน่นว่า “ที่ใดมีข้าพเจ้า กรีนแลนด์ก็อยู่ที่นั่น”