หน้าแรก บทความ ผู้ประกอบการเ...

ผู้ประกอบการเพื่อสังคม ที่ประเทศไทยต้องการ

6.06.25 | 13:00 น.

เมื่อพิจารณาถึงสภาพประเทศไทยเวลานี้ที่ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐตั้งแต่ท้องถิ่นถึงรัฐสภาต่างก็มัวเมาในการใช้อำนาจหาผลประโยชน์ใส่ตัว ผู้ประกอบการเพื่อสังคมจึงเป็นผู้ที่เราต้องการมากที่สุด

คำว่าผู้ประกอบการเพื่อสังคม (Social Entrepreneur) เริ่มใช้ครั้งแรกในวงการกิจกรรมเพื่อสังคมโดย William Drayton ผู้ก่อตั้ง Ashoka ซึ่งเป็นองค์กรบ่มเพาะกิจกรรมเพื่อสังคมระดับแนวหน้าของโลกเพื่อกระตุ้นให้เกิดผู้ประกอบการเพื่อสังคมมากขึ้น และต่อมาได้ดึงดูดความสนใจของนักวิชาการทางด้านสังคมศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ทฤษฎีรุ่นแรกๆ มักเน้นการนำมาใช้อธิบายผู้ประกอบการเพื่อสังคม เป็นทฤษฎีการประกอบการเพื่อสังคม (Social Entrepreneurship) ที่เน้นกระบวนการที่ประชาชนพยายามที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงสถาบันต่างๆ ในสังคม เพื่อแก้ไขปัญหาทางสังคม เช่น ความยากจน ความเจ็บป่วย การไม่รู้หนังสือ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ คอร์รัปชั่น และการกดขี่ข่มเหง เป็นต้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตทำให้สังคมดีขึ้น

J. Gregory Dees ผู้ที่ได้รับสมญานามว่าเป็นบิดาของการศึกษาเรื่องการประกอบการเพื่อสังคม ได้แนวคิดนี้มาจากแนวคิดของ Jean-Baptiste Say และ Joseph A. Schumpeter ซึ่งท่านหลังได้พูดถึงผู้ประกอบการทางเศรษฐกิจที่เพิ่มความสามารถในการผลิตของสังคม และสร้างสิ่งที่เรียกว่า การทำลายล้างที่สร้างสรรค์ (creative destruction)Ž นวัตกรรมตามความหมายของ Schumpeter อาจเป็นสินค้าหรือบริการใหม่ กระบวนการใหม่ การผสมผสาน การแปรรูปและประกอบรวมทรัพยากรโดยวิธีใหม่เพื่อเป้าหมายที่ชัดเจน ดังนั้น Dees จึงเห็นว่าในกระบวนการขับเคลื่อนสังคมนี้ องค์ประกอบที่สำคัญก็คือความแปลกใหม่ หรือนวัตกรรมและความเป็นพลวัต และเนื่องจากปัญหาทางสังคม เช่น ความยากจนและความเสื่อมโทรมของทรัพยากรมักเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง กิจกรรมเพื่อสังคมจึงเป็นเครื่องมือที่จะแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่จะนำไปสู่ทางออกใหม่ที่ทำให้สังคมดีขึ้น

ภายใต้ทฤษฎีนี้ ผู้ประกอบการเพื่อสังคมคือผู้ที่เห็นคุณค่าสาธารณะใหม่ๆ เพื่อที่จะสร้างโอกาสและนวัตกรรมทางนโยบายหรือทางวัฒนธรรมใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่ดุลยภาพใหม่ของสังคม ผู้ประกอบการเพื่อสังคมนี้อาจจะเป็นนักการเมือง นักปฏิรูป หรือแม้แต่คนรวยที่เป็นผู้ใจบุญบริจาคเงินจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมให้ดีขึ้น โดยชื่อที่มักถูกกล่าวถึงได้แก่ มหาตมะ คานธี และมาร์ติน ลูเธอร์คิง จูเนียร์ เป็นต้น

ทฤษฎีผู้ประกอบการเพื่อสังคมมีต้นกำเนิดจากความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของทุนนิยมและกลไกการตลาดทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แม้รายได้ของส่วนรวมอาจจะสูงขึ้นเมื่อวัดจากการเพิ่มขึ้นของ GDP แต่รายได้ก็มักจะกระจุกอยู่กับคนจำนวนน้อย คนส่วนใหญ่จึงยังคงยากจน คุณภาพชีวิตไม่ดี ขาดการศึกษา และมีอาชญากรรมเพิ่มขึ้น อีกทั้งการ
กอบโกยทรัพยากรเพื่อการหาประโยชน์ทางธุรกิจทำให้สิ่งแวดล้อมเกิดความเสื่อมโทรม ดังนั้น จึงเกิดขบวนการทางสังคมที่จะปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนานี้ใหม่ โดยให้ภาคเอกชน ประชาคม หรือพลเรือน (private sector, civil society, citizen segment) เข้ามามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงสังคมโดยการลงมือทำและไม่รอการอุดหนุนจากรัฐ

Advertisement

เมื่อย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ได้เกิดขบวนการทางสังคมต่างๆ ที่แพร่ขยายไปทั่วโลก เพื่อเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานทางมนุษยธรรมและเพื่อปกปักรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น การเกิดขึ้นของขบวนการของชนเผ่าพื้นถิ่นเพื่อประท้วงการทำลายป่าแอมะซอนในประเทศบราซิล การเรียกร้องสิทธิสตรี สิทธิคนพิการ สิทธิคนกลุ่มน้อย หรือแม้แต่กลุ่มวัฒนธรรมที่ใช้คานิวัล
(carnival) เป็นพลังในการให้ความรู้ ความเข้าใจ นอกจากนี้ ความสามารถในการสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางการเมืองของกลุ่มเปราะบางอื่นๆ ทำให้เกิดกลุ่มวัฒนธรรม ซึ่งกลายเป็นกลไกสำหรับสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งทางเศรษฐกิจและทางการเมือง ในศตวรรษที่ 21

เราจึงเห็นการประท้วงของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสเพื่อสิทธิอันควรได้ของตน เช่น กลุ่ม LGBTQ

น อกจากนี้ เนื่องจากการขยายตัวด้านการค้า การลงทุน และการขยายตัวของเมือง ทำให้เมืองกลายเป็นที่อยู่ของประชาชนมากกว่าในชนบท การพัฒนาเทคโนโลยี การคมนาคม การสื่อสารและสุขภาพ ทำให้เกิดชนชั้นกลางกลุ่มใหญ่ที่มีการศึกษา ในขณะเดียวกันความบีบคั้นด้านเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมก็ทำให้ผู้ประกอบการทางสังคมไม่รอให้รัฐเป็นผู้จัดการและแก้ไขปัญหาฝ่ายเดียว แต่จะแสวงหาวิธีการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ซึ่งคนเหล่านี้ก็คือผู้ประกอบการเพื่อสังคม ตัวอย่างของผู้ประกอบการเพื่อสังคมรุ่นใหม่คือ Jimmy Wales ผู้สร้าง Wikipedia สอดคล้องกับที่ Peter Drucker นักวิชาการด้านการจัดการได้เน้นย้ำว่า การเป็นผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องมีกำไรเป็นแรงจูงใจ

ลักษณะสำคัญของผู้ประกอบการเพื่อสังคมก็คือ ความมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงความคิด วัฒนธรรม และรูปแบบการทำงานจนได้รูปแบบที่เหมาะสม ซึ่งอาจใช้เวลามาก ยกตัวอย่างเช่น ธนาคารกรามีนในประเทศบังกลาเทศ ซึ่งมีวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ หลังจากทดลองให้สินเชื่อกับผู้ชายส่วนใหญ่มาเป็นเวลาถึง 7 ปี แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ในที่สุดก็เปลี่ยนวิธีการมาเป็นให้สินเชื่อส่วนใหญ่กับผู้หญิงแทน (Bornstein & Davis, 2010)

ผู้ประกอบการเพื่อสังคมแตกต่างจากนักกิจกรรมเพื่อสังคม (activists) ตรงที่นักกิจกรรมเพื่อสังคมอาจใช้วิธีประท้วง ไม่ว่าจะโดยสันติ โดยความอาจหาญ หรือโดยทวงถามความเปลี่ยนแปลงจากผู้มีอำนาจโดยผู้ไร้อำนาจ แต่ผู้ประกอบการเพื่อสังคมจะใช้ยุทธวิธีแบบไม่ค้านรัฐแต่ไม่รอรัฐเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ในขณะที่นักกิจกรรมเพื่อสังคมจะใช้กลยุทธ์ของการประท้วงหรือบอยคอต ผู้ประกอบการเพื่อสังคมจะใช้วิธีลงมือทำให้เห็นเป็นต้นแบบ หรืออย่างน้อยที่สุดก็สร้างรูปแบบของโมเดลที่จะสามารถเป็นทางออกใหม่ให้แก่สังคมได้

ผู้ประกอบการเพื่อสังคมอาจใช้ธุรกิจหล่อเลี้ยงองค์กร แต่ธุรกิจของผู้ประกอบการเพื่อสังคมมุ่งเน้นคุณค่าทางสังคมและคุณค่าทางการเงินควบคู่กัน (double bottom line) ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการเพื่อสังคมยังสนใจตลาดเฉพาะที่มีการแบ่งส่วนตลาดที่ไม่ได้รับการตอบสนอง (unserved market) หรือไม่สามารถตอบสนองได้เต็มที่ (underserved market) ดังนั้น ผู้ประกอบการเพื่อสังคมจึงให้ความสำคัญกับการแสวงหาโอกาสและการเปิดเกมรุก โดยออกแบบและพัฒนาสินค้าที่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและตอบสนองกับความจำเป็นขั้นพื้นฐานที่ผู้คนต้องการ

หากประเทศไทยมีผู้ประกอบการเพื่อสังคมมากขึ้น ประเทศเราจะดีขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ

ข้อมูลที่นำเสนอในบทความเป็นส่วนหนึ่งของโครงการออกแบบระบบบริหารแผนงานการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคม ซึ่งมูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะได้รับทุนอุดหนุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)