ประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันน้อยของดวงดาว (6)
มนุษย์ที่เฝ้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน คงปล่อยความคิดคำนึงไปไกล พิศวงว่าเราเกิดมาทำไมในท่ามกลางความเวิ้งว้างของจักรวาล คงพยายามหาคำตอบต่อคำถาม เช่น ดวงดาวดวงไหนมีอิทธิพลต่อเราอย่างไร พระอาทิตย์ล่วงลับขอบฟ้าแล้วไปไหน แล้วนึกกลัวว่าถ้าพระอาทิตย์ไปลับไม่กลับมาจะทำอย่างไร คำถามที่สำคัญมากคือ “ตายแล้วไปไหน” มนุษย์ต่างเผ่าพันธุ์ ต่างภาษา ได้พัฒนาระบบความเชื่อความศรัทธาของตนเกี่ยวกับความตาย หรือจะกล่าวว่ามนุษย์เริ่มนับถือศาสนาก็คงได้ และแล้ววิทยาศาสตร์ได้พัฒนาขึ้นโดยพยายามอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจักรวาล
บทความที่ผมเริ่มเขียนเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน และเขียนต่อในสัปดาห์นี้ เป็นการย่อความจากหนังสือชื่อ “จักรวาลในมุมมองของมนุษย์: ประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันน้อย (secret) ของดวงดาว” เขียนโดย โจ มาร์แชนต์ โดยบทความนี้จะครอบคลุมบทที่ 9 ของหนังสือเล่มดังกล่าว
9. ศิลปะ
การค้นพบใหม่ ๆ ทางวิทยาศาสตร์ได้มาสั่นคลอนโลกทัศน์ของเรา ศิลปินผู้อ่อนไหวอาจรู้สึกอย่างมากว่า โลกที่เรามองเห็นคือความเป็นจริงแล้วหรือ ศิลปินเริ่มขบถต่อสิ่งที่มองเห็น และต้องการแสดงออกถึงความจริงที่เหตุผลเข้าไม่ถึง แต่อาจแสดงออกได้ในศิลปะต่าง ๆ เช่น ศิลปะการแสดง, ทัศนศิลป์ ฯลฯ ประวัติศาสตร์ได้ขยายวงออกไปและโอบรับ ทั้งการปฏิวัติทางศิลปกรรมและทางวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ยี่สิบ โดยศิลปะได้เสนอความเป็นนามธรรมทางศิลปะ และวิทยาศาสตร์ได้เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพและฟิสิกส์ควอนตัมเป็นสำคัญ
บทที่ 9 ที่ว่าด้วยศิลปะนี้ จะกล่าวถึงบทบาทของศิลปินชาวรัสเซียสองคนในการปฏิวัติจิตรกรรม แต่ก่อนอื่น ขอเสนอภูมิหลังการเปลี่ยนแปลงของศิลปะตะวันตกก่อนหน้าคริศต์ศตวรรษที่ยี่สิบโดยสังเขป (เนื่องจากผมมีความรู้น้อยในเรื่องนี้ จึงขอนำเสนอเท่าที่พอทำได้) ในสมัยโบราณ ภาพวาดของท้องฟ้าจะเต็มไปด้วยเทพเจ้าและบุคคลในตำนาน ศิลปะในสมัยกลางมักเกี่ยวกับแนวเรื่องและสัญลักษณ์ในคริศต์ศาสนา โดยไม่ใส่ใจที่จะวาดให้เป็นภาพสามมิติ บางรูปทรงวางอยู่ลอย ๆ โดยไม่ผูกโยงกับภูมิทัศน์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างเวลาก็อยู่ในฉากเดียวกันได้ บุคคลหรือลักษณะสำคัญถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น ทั้งนี้ ต้องการสื่อเนื้อหามากกว่าภาพเหมือนจริงของเหตุการณ์
หลังยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา จิตรกรจะเสนอสิ่งที่เขาเห็นด้วยตามากขึ้น เช่น จะวาดท้องฟ้าที่มีดาวเป็นจุด ๆ ใช้เทคนิคที่เรียกว่า “ทัศนียภาพแบบเชิงเส้น” (linear perspective) เพื่อแสดงความลึกของภาพสามมิติ เป็นต้น พอมาถึงต้นคริศต์ศตวรรษที่สิบเก้า เกิดมีสำนักศิลปะสมจริง (realist) ขึ้น ศิลปินเสนอภาพชีวิตจริงที่มีความไม่สมบูรณ์แบบ ไม่ต้องจัดวางภาพแบบอุดมคติ วาดให้เห็นฉากเหตุการณ์ที่ประสบพบจริงมากกว่าการเสนอความเป็นวัตถุวิสัย เป็นต้น นวัตกรรมภาพถ่ายทำให้ศิลปินต้องหาพื้นที่การแสดงออกของตนที่ต่างจากภาพถ่าย โดยหันมาสนใจความยุ่งเหยิงของสายตามนุษย์
ศิลปินอิมแพรสชันนิสต์เริ่มท้าทายสิ่งลวงตาที่เสนอว่า ภาพวาดบนผืนผ้าใบคือหน้าต่างอันซื่อตรงที่มองออกไปเห็นโลกภายนอก ศิลปินเริ่มปฏิเสธสิ่งลวงตานี้ เช่น โมเนต์วาดภาพด้วยฝีแปรงที่อาศัยการจับความประทับใจชั่วแล่น ฟินเซนต์ ฟาน ก๊อก วาดแบบรูปที่คดงอด้วยสีหนาเตอะ ชอร์ช เซอราต์วาดภาพจุดที่รูปทรงผิดเพี้ยน ปาโบล ปีกัสโซ วาดภาพแบน ๆ ที่มีมุมแหลม เป็นต้น
แนวศิลปะหลังยุคอิมแพรสชันนิสต์ได้นำมุมมองและพื้นผิวที่ตัดเป็นแผ่น ๆ มาประกอบกันเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่ไม่ต่อเนื่อง ในสไตล์ที่เรียกว่าบาสกนิยม (cubism) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะแอฟริกา ส่วน อุมแบร์โต บ็อกชิโอนี บุกเบิกสไตล์อนาคตนิยม (futurism) ที่ผสานสสารให้จางคลายและกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อม ทั้ง ปีกัสโซและบ็อกชิโอนี โอบรับกระบวนทัศน์ใหม่ของความเป็นจริง สำหรับพวกเขา สสารและปริภูมิ (space) ทดแทนกันได้ แต่ศิลปินชาวรัสเซียสองคนที่จะกล่าวถึงต่อไป ไปไกลกว่านั้น
ในช่วงเวลาเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์หลายคนได้ทำการปฏิวัติวงการ ในปี ค.ศ. 1905 อัลแบรต์ ไอน์สไตน์ นำเสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ซึ่งเป็นทฤษฎีใหม่ทางฟิสิกส์ที่มาเติมเต็มทฤษฎีของนิวตัน เขาตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าเราสามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็วของแสง เราก็จะสังเกตว่าลำแสงที่เคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันกับเราจะเสมือนหยุดอยู่กับที่ ซึ่งจะขัดกับสมการของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เราจึงต้องสมมุติว่าแสงเดินทางด้วยความเร็วคงที่เสมอ ไม่ว่าผู้สังเกตจะเดินทางด้วยความเร็วเท่าไร หมายความว่าปริภูมิและเวลาจะเปลี่ยนไปตามแต่มุมมองของผู้สังเกต เมื่อเราสมมุติว่าแสงมีความเร็วคงที่ เวลาจะไม่ใช่ตัวแปรอิสระจากปริภูมิอีกต่อไป หากเป็นเสมือนมิติที่สี่ ขณะเดียวกัน ไอน์สไตน์พิสูจน์ว่ามวลเปลี่ยนเป็นพลังงานและพลังงานเปลี่ยนเป็นมวลได้ ตามสมการอันลือลั่น E = mc2
ในปี ค.ศ. 1915 ไอน์สไตน์นำเสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ที่กล่าวว่าแรงโน้มถ่วงสมมูลกับแรงของความเร่ง และวัตถุที่มีมวลมากอย่างเช่นดวงอาทิตย์จะดึงดูดวัตถุ (รวมทั้งแสง) เข้าไปหา เพราะวัตถุมวลมากจะทำให้ผ้าพื้น (fabric) ของปริภูมิ – เวลา โค้งงอ กล่าวอีกนัยหนึ่ง แสงที่เฉียดผ่านดวงอาทิตย์จะไม่เดินทางเป็นเส้นตรง หากเป็นเส้นโค้ง หรือพอจะกล่าวได้ว่า การรับรู้เอกภพของเราขึ้นอยู่กับจุดที่เรามอง
การรับรู้เอกภพอันใหญ่มหึมาเป็นเรื่องสัมพัทธ์ไปเสียแล้ว คือไม่มีปริภูมิและเวลาที่สัมบูรณ์ (absolute) แล้วฟิสิกส์ขนาดเล็กมากในระดับอะตอมหรือย่อยกว่าอะตอมเล่า มีความสัมบูรณ์ไหม วิทยาศาสตร์ก็พิสูจน์ว่าหาเป็นเช่นนั้นไม่ มีสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจในระดับที่เล็กมาก ๆ นั้นเช่นกัน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1900 นักฟิสิกส์พิสูจน์ได้ว่าแสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่หรือระดับพลังงานค่าหนึ่ง ๆ ขณะเดียวกันพลังงานของแสงที่วัตถุร้อนเปล่งออกมานั้นไม่ต่อเนื่อง แต่มีลักษณะเป็นแพ็กเก็ตที่นักฟิสิกส์เรียกว่า “ควอนตา” กล่าวอีกนัยหนึ่ง แสงแสดงพฤติกรรมเป็นสองแบบ แบบคลื่นก็ได้ แบบอนุภาค (ของพลังงาน) ก็ได้ และนักฟิสิกส์ตั้งชื่ออนุภาคของแสงว่า “โฟตอน”
ในปี ค.ศ. 1913 นีลส์ บอห์ร เสนอว่าอะตอมประกอบด้วยอิเล็กตรอนที่โคจรรอบนิวเคลียส คล้ายระบบสุริยะที่มีดาวโคจรรอบดวงอาทิตย์ แต่มีเพียงบางวงโคจรเท่านั้นที่อิเล็กตรอนสามารถใช้ได้ โดยที่แต่ละวงโคจรตรงกับระดับพลังงานค่าหนึ่งของอะตอม กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิ่งที่อิเล็กตรอนทำได้คือหายไปจากวงโคจรที่พลังงานค่าหนึ่ง และไปปรากฏตัวฉับพลันที่พลังงานอีกค่าหนึ่ง พลังงานที่อยู่ระหว่างค่าทั้งสองถือเป็นเขตหวงห้าม อิเล็กตรอนที่กระโดดระหว่างระดับพลังงานที่แตกต่าง จะเปล่งหรือดูดกลืนแสงซึ่งมีพลังงานที่แตกต่างนั้น โมเดลของบอห์รอธิบายปริศนาของฟราวน์โฮเฟอร์ (ดูบทที่ 8) ได้อย่างดีว่า อะตอมของสสารเปล่งหรือดูดกลืนแสง ณ ความถี่ (หรือพลังงาน) ประจำที่ไม่ต่อเนื่อง เพราะมีเขตหวงห้ามของพลังงานนั่นเอง โมเดลคลาสสิกของความเป็นจริงได้แตกเป็นเสี่ยง ๆ
ในคริศต์ทศวรรษที่ 1920’s ความน่าประหลาดใจได้ขยายวงออกไป นักฟิสิกส์พิสูจน์ได้ว่า อนุภาคทั้งหลาย รวมทั้งอิเล็กตรอน, โปรตรอน ฯลฯ ที่มีพฤติกรรมเป็นแพ็กเก็ตของพลังงานนั้น ก็มีพฤติกรรมเป็นคลื่นด้วย ยิ่งไปกว่านั้น คลื่นไม่มีลักษณะเป็นสสารหรือรังสีเสียทีเดียว หากมีลักษณะ ความน่าจะเป็น (probability) มากกว่า
คลื่นไม่ได้พรรณนาว่าอนุภาคอนุภาคหนึ่งอยู่ตรงไหน เพียงแต่พรรณนาว่าอนุภาคน่าจะปรากฏได้หรือไม่ตรงจุดที่เรามองหามัน ทฤษฎีควอนตัมแสดงลิมิตของสิ่งที่เราสามารถจะรู้ได้ในระดับอะตอมหรือเล็กกว่านั้น เช่น เราไม่สามารถวัดทั้งตำแหน่งและโมเมนตัมของอนุภาคได้ในขณะเดียวกัน เราไม่สามารถทำนายผลการวัดที่แน่นอนได้ ทำนายได้เพียงความเป็นไปได้ของผลการวัดที่มีได้ต่าง ๆ กัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในฟิสิกส์คลาสสิก การทำการวัดที่เหมือนกันซ้ำหลายหน ผลการวัดจะเหมือนกัน แต่ในฟิสิกส์ควอนตัม ผลการวัดอาจต่างกันสำหรับการวัดในแต่ละครั้ง
ฟิสิกส์ควอนตัมได้ท้าทายการมองโลกความเป็นจริง ว่าโลกนั้นรับรู้ได้ ทำนายได้ ตามห่วงโซ่ตรรกะของเหตุและผลจริงละหรือ ในระดับใหญ่มากของเอกภพ และระดับเล็กมากของอะตอม โลกอาจไม่เป็นจริงตามสามัญสำนึก มาถึงคริสต์ทศวรรษที่ 1940’s ความแน่นอนและความกระจ่างชัดของโลกได้เลือนรางลง ธรรมชาติของเอกภพได้ขยับเขยื้อนไปด้วยพลังความคิดสร้างสรรค์ ทั้งของนักวิทยาศาสตร์และของศิลปินที่ไม่ยึดติดกับสามัญสำนึกเสมอไป โดยเฉพาะศิลปินที่ใช้อารมณ์ความรู้สึกและญาณทัศนะ เพื่อรื้อสร้างตรรกะและปริภูมิสามมิติ และเข้าไปสำรวจพื้นที่อัตวิสัยของจิตมนุษย์
ศิลปินผู้บุกเบิกคนหนึ่งที่จะขอกล่าวถึงเป็นคนแรกชื่อ วัสสิลี คานดินสกี เขาเกิดที่เมืองโอเดสซา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในยูเครน เมื่ออายุ 23 ปี เขาทำงานเป็นนักชาติพันธุ์วิทยาในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย ที่ซึ่งมีพ่อมด/หมอผีและมีต้นไม้อันเป็นที่อยู่ของจิตวิญญาณ เขาตรึงตาตรึงใจกับศิลปะพื้นบ้านที่เขาพบที่นั่น ต่อมาเขาเข้ารับการศึกษาระดับอุดม และเรียนจบวิชากฎหมายและเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมอสโค ในปี ค.ศ. 1896 เขาได้รับข้อเสนอให้เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ แต่การไปชมภาพวาดของโมเนตในงานแสดงศิลปะที่มอสโคทำให้เขาหันเหชีวิตไป เขาได้จับรถไฟไปศึกษาวิชาศิลปะที่เมืองมิวนิก
ในปี ค.ศ. 1909 เขามาตั้งหลักแหล่งที่เมืองมูรเนา ในมลรัฐบาวาเรีย และเริ่มผลิตผลงานศิลปะสมัยใหม่ โดยเป็นศิลปินตะวันตกคนแรกที่ตัดโลกที่เห็นด้วยตาออกไปอย่างเด็ดขาด เขาตั้งชื่อผลงานบางชิ้นตามแนวเรื่องของดนตรี มีบางชิ้นที่อ้างอิงวัตถุที่มีอยู่ในโลก แต่ส่วนใหญ่เรียกชื่อรวมว่า สีน้ำนามธรรมชุดแรก ซึ่งประกอบด้วยสีและรูปทรงต่าง ๆ ที่คลี่ออก, ระเบิด, หมุน, และเริงรำ ไปทั่วภายในกรอบรูป โดยท้าทายการตีความเชิงตรรกะใด ๆ (ดูผลงานของ Kandinsky ได้ทางอินเทอร์เน็ต)
คานดินสกีเขียนว่า “ในยุคสมัยที่ยกสสารขึ้นเหมือนเป็นพระเจ้า มีเพียงสิ่งที่มองเห็นด้วย “ตาเนื้อ” เท่านั้นที่ได้รับการยอมรับ แน่นอนว่าวิญญาณได้ถูกล้มเลิก … แต่จิตวิญญาณสามารถรับรู้ได้ทางความรู้สึก” เขาเสริมว่า “โลกของเสียงคือจักรวาลของสิ่งมีชีวิตที่มีความอ่อนไหวทางจิตวิญญาณ” ในการเอาเนื้อหา/เรื่องราวออกไปจากศิลปะของเขา เขาต้องการแปลงเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับความเป็นจริง เกี่ยวกับความหมายของการมีชีวิตอยู่ เขาต้องการแสดงว่าธรรมชาติที่แท้จริงของการดำรงอยู่ ไม่ได้อยู่ที่โลกภายนอก หากอยู่ที่ ประสบการณ์ ที่เรามีต่อโลกภายนอก สรุปได้ว่า การเกิดขึ้นของความเป็นนามธรรมคือจุดพลิกผันของศิลปะตะวันตก และคานดินสกีคือศิลปินผู้บุกเบิกศิลปะนามธรรม
ในคืนวันที่ 3 และ 4 ธันวาคม ค.ศ. 1913 มีการแสดงละครเรื่อง “ชัยชนะเหนือดวงอาทิตย์” ที่โรงละครเมือง เซ็นต์ ปิเตอร์สเบิร์ก นักแสดงสวมชุดบ้า ๆ บอ ๆ ฉากเป็นภาพนามธรรมที่เข้าใจไม่ได้ บทละครใช้ภาษาที่เหลวไหล ดนตรีประกอบด้วยเสียงจากเปียโนเก่า ๆ ที่ไม่ได้จูน ผู้ออกแบบคนสำคัญของละครเรื่องนี้ชื่อ กาซิมีร์ มาเลวิก เขาเป็นหนึ่งในผู้นำของขบวนการแนวหน้าของรัสเซียที่ใช้ชื่อว่า “คิวโบ – ฟิวเจอร์ริสต์” ซึ่งมาจากคำว่า บาสกนิยมและอนาคตนิยมนั่นเอง และต่อมาเขาได้ไปไกลกว่านั้น
เป้าหมายของขบวนการมิใช่เพียงการปั่นป่วนสถาบันอำนาจและปทัสถานสังคม หากยังต้องการประกาศสงครามกับเหตุผล ที่เป็นแกนกลางของยุคเรืองปัญญาด้วย ละครจบฉากลงด้วยเสียงจากลำโพงโทรศัพท์ว่า “อะไรนะ พวกเขายึดดวงอาทิตย์ไปแล้วหรือ ขอบคุณ” ดวงอาทิตย์คือสัญลักษณ์ความมีเหตุผลและความกระจ่างชัด ที่ส่องแสงแห่งตรรกะมาลวงเราให้เชื่อว่าสิ่งที่เราเห็นคือความเป็นจริง ดังนั้น เพื่อความก้าวหน้าของมนุษยชาติ ดวงอาทิตย์ต้องถูกทำลาย
หลังจากละครเรื่อง ชัยชนะเหนือดวงอาทิตย์ มาเลวิกยังคิดค้นต่อไป เขาดิ้นรนที่จะวาดภาพที่แสดงธรรมชาติที่เป็นจริงของจักรวาล สิ่งที่เขาเสนอไปไกลกว่าคานดินสกีเสียอีก เขาพัฒนาศิลปะในสไตล์ที่เขาตั้งชื่อว่า “อตรรกนิยม” (alogism) เขากล่าวว่า “เหตุผลได้ปิดปากศิลปะโดยจับใส่กล่องที่มีสี่ด้าน” แต่จะโจมตีเหตุผลได้อย่างไร ด้วยวิธีที่ไร้สาระและไร้ตรรกะหรือ ด้วยการแตกหักกับปทัสถานและละเมิดข้อห้าม (taboo) หรือ ด้วยบทกวีที่ไม่สื่อความหมายหรือ ด้วยการวาดภาพและวาดวัตถุที่เคียงกันอย่างไร้ความหมายหรือ
สำหรับมาเลวิก รูปทรงเรขาคณิตได้ปรากฏขึ้นมาจากความลึก ในปี ค.ศ. 1914 เขาสร้างภาพโดยการแปะเศษภาพต่าง ๆ (collage) เช่น แปะรูปสี่เหลี่ยม, สามเหลี่ยม สีขาว, สีดำ, สีฟ้า, สีชมพู ให้คลุมใบหน้าบางส่วนของ โมนา ลิซา แล้วพรรณนาว่าเกิด “สุริยุปราคาไม่เต็มดวง” ในฤดูใบไม้ผลิปีถัดมา เขาเกิดขณะจิตบันดาลใจ ซึ่งเขาพรรณนาเองว่า “เหมือนฟ้าที่ผ่าผ่านผืนผ้าใบ” เขาประมวลความรู้สึกออกมาว่า “การโขยกเขยกบนพื้นหลังสีขาวของผืนผ้าใบนั้น … ไม่ได้ความ” เขาหยุดชะงัก ไม่วาดต่อซึ่งรูปทรงเรขาคณิตที่ค้างอยู่ กลับรีบเร่งทาสีดำคลุมทับทั้งหมดจนได้เป็นภาพสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีดำที่ว่างเปล่า นี่คือ “สุริยุปราคาเต็มดวง” ซึ่งเขาตั้งชื่อตรงไปตรงมาว่า “สี่เหลี่ยมจัตุรัสสีดำ” ซึ่งเป็นภาพที่โด่งดังที่สุดของเขา (ดูผลงานของ Malevich ได้ทางอินเทอร์เน็ต)
เมื่อนำออกแสดง นักวิจารณ์หลายคนด้อยค่า “สี่เหลี่ยมจัตุรัสสีดำ” ว่าเป็นเพียง “ความว่างเปล่าและการทำลาย” กระนั้น ภาพนี้ได้กลายมาเป็น “ไอคอน” ที่ทรงพลังที่สุดภาพหนึ่งของศิลปะสมัยใหม่ มาเลวิกไม่เพียงแต่ปล่อยวางภาพปรากฏทั้งหลายที่มองเห็น แต่ปล่อยวางทุกอย่าง เขาเรียกมันว่า ความเป็นสูญของรูปแบบ เขากล่าวว่า “ผมรู้สึกถึงกลางคืนในตัวผม และผมเห็นบางอย่างใหม่อยู่ในนั้น”
อตรรกะนิยมโจมตีทุกอย่างที่มีมาก่อนหน้านั้น มาบัดนี้มาเลวิกพร้อมแล้วที่สร้างบางสิ่งใหม่ เขาเรียกสไตล์นี้ว่า “สูงสุดนิยม” (suprematism) เขาวาดรูปทรงสีสดใสบนพื้นหลังสีขาว เช่น รูปกางเขนสีดำ, รูปสี่เหลี่ยมคางหมูสีเหลืองสด, รูปสี่เหลี่ยมสีแดงสว่างไสวที่เด่นขึ้นมาจากสีขาว, รูปที่จัดวางแถบสีและสี่เหลี่ยมที่ดูเหมือนท้าทายแรงโน้มถ่วงด้วยการพุ่งขึ้นสู่อวกาศ ฯลฯ เขาปฏิเสธภาพที่ปรากฏบนโลกนี้ โดยสร้างความเป็นจริงชนิดใหม่ ที่เหมือนการก้าวพ้นสู่อนาคตที่ละคร “ชัยชนะเหนือดวงอาทิตย์” สัญญาไว้
ในปลายปี ค.ศ. 1917 เขาวาดรูปสีที่ดูสดใส กระฉับกระเฉงอยู่ทางด้านหนึ่งของผืนผ้าใบ แต่จางหายไปที่ด้านตรงกันข้าม เขากล่าวว่า นี่หมายถึง “การจางหายของจักรวาล” ในกลางปี ค.ศ. 1918 เขาวาดภาพที่โด่งดังเป็นที่สองของเขา นั่นคือภาพที่ชื่อว่า “ขาวบนขาว” (ดูได้ทางอินเทอร์เน็ต) เป็นภาพสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีขาวจาง ๆ ที่วาดทับลงบนภูมิหลังสีขาว ร่องรอยล่าสุดของเนื้อหาและแม้แต่การดับสูญได้ถูกจัดออกไปจากภาพ
มาเลวิกถูกเกณฑ์ทหารสู่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งในปี ค.ศ. 1916 แต่มาถึงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1917 พรรคบอลเชวิกของ วลาดิมีร เลนินเข้ายึดอำนาจและถอนตัวจากสงครามโลก แต่เมื่อโจเซฟ สตาลิน เข้าสืบอำนาจต่อจากเลนิน สหภาพโซเวียตที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1922 ก็อนุญาตแต่เฉพาะผลงานศิลปะที่แสดงถึงชีวิตของโซเวียตในเชิงบวก ผลงานของมาเลวิกหลายชิ้นถูกยึดไป และในปี ค.ศ. 1930 ตัวเขาเองถูกจับเข้าคุก และถูกบังคับให้วาดรูปชาวชนบทและครอบครัว อย่างไรก็ดี ในภาพเหมือนภาพสุดท้ายที่วาดในปี ค.ศ. 1933 เขาแสดงภาพตนเองเป็นศิลปินยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา แต่ก็ยังใส่รูปสีเหลี่ยมสีดำเล็ก ๆ แทนการลงนาม
ศิลปินผู้ค้นหาความเป็นจริงของจักรวาลในความเป็นนามธรรม ได้ล่วงลับไปด้วยโรคมะเร็งในปี ค.ศ. 1935 หลังการวาดภาพเหมือนจริงของตัวเขา
โคทม อารียา

