ความล้มเหลวด้านคุณภาพการศึกษาไทย: ใครควรรับผิดชอบ? ข้อเสนอเพื่อหาทางออกในอนาคต
คุณภาพการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศชาติ แต่เป็นที่น่าเศร้าใจว่า ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านคุณภาพการศึกษามาอย่างยาวนาน ผลการประเมินในระดับนานาชาติอย่าง PISA (Programme for International Student Assessment) สะท้อนให้เห็นภาพความสามารถของผู้เรียนไทยที่อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD อย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มลดลง คำถามที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ “ความล้มเหลวนี้เกิดจากอะไร และใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ?” บทความนี้จะวิเคราะห์ถึงปัญหาในมิติต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาไทย โดยเฉพาะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน พร้อมทั้งข้อเสนอเพื่อหาทางออกในอนาคต
สภาพปัญหา : วงจรแห่งความล้มเหลวที่หยั่งรากลึก มีปัญหาทั้งระบบและโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนา อาทิ
1.โครงสร้างการบริหารที่รวมศูนย์อำนาจ และการผลิตครู : การตัดสินใจ นโยบาย และงบประมาณส่วนใหญ่ยังคงอยู่ที่ส่วนกลาง ทำให้โรงเรียนและท้องถิ่นขาดความยืดหยุ่นในการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการที่แท้จริง ปัญหาการผลิตนักศึกษาครูที่เน้นปริมาณ ขาดคุณภาพ ไม่สามารถสอบบรรจุเข้ารับราชการได้
2.ปัญหาด้านผู้บริหารสถานศึกษา และครู : ปัญหาของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีวิธีการเข้าสู่ตำแหน่งโดยขาดความยืดหยุ่นและการยอมรับจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกระดับ ไม่มีหลักสูตรเฉพาะสำหรับการพัฒนาตนเองที่สอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่ง และคุณภาพของผู้เรียน ปัญหาของครูขาดขวัญกำลังใจ มีภาระงานที่ไม่ใช่การจัดการเรียนรู้ ต้องแบกรับภาระงานเอกสาร คำสั่งการ การประเมินที่ไม่สะท้อนผลลัพธ์ที่แท้จริง รวมทั้งการขอมีวิทยฐานะยังไม่สะท้อนคุณภาพของผู้เรียน พร้อมทั้งข้อกำหนดในทางปฏิบัติที่ชัดเจนหากคุณภาพผู้เรียนไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด ผู้บริหารทุกระดับและครูต้องรับผิดชอบอย่างไร
3.หลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ : หลักสูตรที่เน้นการมีเอกสารหลักสูตรไว้ตรวจสอบ เน้นเนื้อหามากกว่าทักษะ การจัดการเรียนการสอนที่เน้นเนื้อหา การท่องจำมากกว่าการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ จนทำให้ผู้เรียนขาดทักษะที่จำเป็นเพื่อใช้ในการปรับตัวในโลกยุคดิจิทัล
4.ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา : ช่องว่างระหว่างห้องเรียนพิเศษกับห้องเรียนปกติในโรงเรียนเดียวกันที่มีภาระค่าใช้จ่าย ใช้หลักเกณฑ์เดียวกันในการจัดสรรทรัพยากร งบประมาณ จำนวนครู โดยไม่คำนึงถึงขนาดของโรงเรียน ที่ตั้ง ความยุ่งยากในพื้นที่ต่างๆ ตามความจำเป็น หรืออาจจะมีการพิจารณาเพิ่มเติมเล็กน้อยเพื่อลดกระแสสังคม แต่ขาดความจริงใจและระบบการจัดการที่ดีที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างจริงจัง
5.การจัดสรรงบประมาณ : แม้จะทุ่มงบประมาณจำนวนมาก แต่การจัดสรรและการใช้จ่ายยังขาดประสิทธิภาพ ไม่ตรงจุด และขาดความโปร่งใส งบประมาณส่วนใหญ่หมดไปกับเงินเดือนบุคลากร และโครงการหรืองาน Routine ที่มีความซ้ำซ้อนและไม่เคยประเมินประสิทธิผลของโครงการว่าควรคงไว้ ลดหรือเลิกโครงการ
จากปัญหาสำคัญที่นำไปสู่วงจรแห่งความล้มเหลวที่หยั่งรากลึกส่งผลให้คุณภาพผู้เรียนที่ไม่บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ หรืออยู่ในระดับที่ไม่น่าพอใจเมื่อเทียบกับงบประมาณที่ลงทุนไป สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ใครควรรับผิดชอบ? การมองปัญหาผ่านมิติของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การจะชี้ว่าใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งต้องรับผิดชอบต่อความล้มเหลวนี้เพียงลำพังคงไม่ยุติธรรมนัก เพราะปัญหานี้เป็นผลพวงจากการกระทำ (และ/หรือการละเลย) ของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมายาวนาน อย่างไรก็ตามเราสามารถพิจารณาความรับผิดชอบในแต่ละมิติ ดังนี้
1.กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานต้นสังกัด ความรับผิดชอบ : กำหนดนโยบายชัดเจนมีวิสัยทัศน์ มุ่งเน้นคุณภาพผู้เรียนอย่างแท้จริง มีความต่อเนื่อง มีการกระจายอำนาจจริงจัง ถ่ายโอนอำนาจตัดสินใจ งบประมาณ และการบริหารจัดการสู่เขตพื้นที่และโรงเรียน ติดตามประเมินผลเพื่อพัฒนา สร้างระบบประเมินที่เน้นการพัฒนา (ไม่ใช่จับผิด) และใช้ข้อมูลปรับปรุงอย่างเป็นระบบ และจัดสรรงบประมาณมีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นผลลัพธ์และลดความเหลื่อมล้ำ
2.ผู้บริหารสถานศึกษา ความรับผิดชอบ : พัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการ เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนคุณภาพการเรียนรู้ สนับสนุนครู และสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ ใช้การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานและการเรียนรู้ และสร้างความร่วมมืออย่างจริงจังกับชุมชนและผู้ปกครอง
3.ครูและบุคลากรทางการศึกษา ความรับผิดชอบ : การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ โดยเปลี่ยนจากการเป็น “ผู้ถ่ายทอดความรู้” มาเป็น “ผู้อำนวยการการเรียนรู้” (Facilitator) ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง มีการพัฒนาตนเองทั้งทักษะการสอน ความรู้ในเนื้อหาวิชา และเทคนิคการจัดการเรียนรู้สมัยใหม่อยู่เสมอ และรักษามาตรฐานวิชาชีพ มีความรับผิดชอบต่อผู้เรียน และทุ่มเทให้กับการสอนอย่างเต็มที่
4.ผู้ปกครองและชุมชน ความรับผิดชอบ : การมีส่วนร่วมโดยให้ความสนใจ สนับสนุน และร่วมมือกับโรงเรียนในการดูแลและส่งเสริมการเรียนรู้ของบุตรหลาน ร่วมสร้างค่านิยมที่ถูกต้องและให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ ทักษะชีวิต คุณธรรม จริยธรรม มากกว่าแค่เกรดเฉลี่ยหรือการแข่งขัน และมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการจัดการศึกษาของโรงเรียน หน่วยงานการศึกษา ที่มุ่งเน้นคุณภาพผู้เรียน
5.ภาคเอกชนและสังคม ความรับผิดชอบ : การสะท้อนความต้องการ โดยสื่อสารความต้องการ ทั้งทักษะและคุณลักษณะของบุคลากรที่ตลาดแรงงานต้องการ ร่วมลงทุนและสนับสนุนทรัพยากรทางการศึกษา ทั้งในรูปแบบของทุน การฝึกอบรม หรือองค์ความรู้ และการสร้างแรงกดดันทางสังคมผ่านหน่วยงานภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง
6.ผู้เรียน (ในฐานะผู้รับผลและผู้มีส่วนร่วม) ความรับผิดชอบ : สร้างการเรียนรู้ด้วยตนเอง รับผิดชอบ ฝึกฝน พัฒนาทักษะ และพัฒนาตนเองสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้
จะเห็นได้ว่าความรับผิดชอบนั้นกระจายอยู่ทุกภาคส่วน ไม่มีใครสามารถปัดความรับผิดชอบได้ และการแก้ปัญหาจำเป็นต้องอาศัย ความร่วมมืออย่างจริงจัง จากทุกฝ่าย
ข้อเสนอเพื่อหาทางออกในอนาคต: ก้าวข้ามความล้มเหลว การปฏิรูปการศึกษาไทยได้เกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียส่วนใหญ่ยังขาดความตระหนักและความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เป็นคุณภาพผู้เรียนอย่างแท้จริง จึงขอนำเสนอทางออกที่สอดคล้องกับมิติของปัญหาและความรับผิดชอบ ดังนี้
1.ปฏิรูปโครงสร้างและการบริหารจัดการ (เน้นการกระจายอำนาจ)
กระจายอำนาจสู่โรงเรียนอย่างแท้จริง: ให้โรงเรียนมีอิสระในการบริหารจัดการหลักสูตร การบริหารงานบุคคล บริหารงบประมาณในลักษณะ (Sandbox) ภายใต้กรอบมาตรฐานกลางและระบบความรับผิดชอบ (Accountability) ที่ชัดเจน
ลดบทบาทส่วนกลาง: ปรับบทบาทกระทรวง ลดหน่วยงานในส่วนกลางจาก “ผู้ควบคุม” เป็น “ผู้สนับสนุน กำกับ และส่งเสริม”
เสริมสร้างความเข้มแข็งของเขตพื้นที่และจังหวัด สร้างระบบธรรมาภิบาล ให้การบริหารจัดการทุกระดับมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม
2.พัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา (คืนครูสู่ห้องเรียน)
ปฏิรูประบบการเข้าสู่ตำแหน่งและการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา พร้อมทั้งระบบการผลิตและพัฒนาครู: เน้นระบบการคัดเลือกผู้บริหารที่เป็นผู้นำที่เป็นที่ยอมรับและมีการพัฒนาตนเองอย่างเป็นระบบ มีหลักสูตรการผลิตครูที่เป็นระบบปิดที่มีคุณภาพ คัดเลือกครูที่มีจิตวิญญาณความเป็นครู ที่มีทักษะการสอนสมัยใหม่ และมีระบบสนับสนุนและแรงจูงใจที่เหมาะสม
ลดภาระงานที่ไม่ใช่การสอน: ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยงานเอกสารและเน้นการประเมินผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ปรับโครงสร้างงานให้ครูมีเวลาทุ่มเทกับการจัดการเรียนรู้และการดูแลผู้เรียนมากขึ้น
ปรับปรุงระบบค่าตอบแทนและสวัสดิการ: สร้างความมั่นคงและความก้าวหน้าในวิชาชีพ เพื่อดึงดูดและรักษาคนเก่งไว้ในระบบ
3.ปรับเปลี่ยนหลักสูตรและการเรียนรู้ (มุ่งเน้นสมรรถนะ)
พัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ: ปรับปรุงหลักสูตรมุ่งพัฒนาทักษะที่จำเป็น ลดเนื้อหาที่ซ้ำซ้อนและไม่จำเป็น ใช้การประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ (Assessment for learning) ที่สะท้อนความสามารถของผู้เรียนอย่างรอบด้าน
ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning): สนับสนุนให้ครูมีทักษะด้านดิจิทัล มีความสามารถในการจัดการเรียนรู้แบบใหม่ที่หลากหลาย และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแบบไร้พรมแดน
4.ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม
จัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรม: ปรับปรุงหลักเกณฑ์และการบริหารงบประมาณให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพของโรงเรียนในบริบทต่างๆ
พัฒนาคุณภาพโรงเรียนให้พร้อมต่อการจัดการเรียนรู้แบบไร้พรมแดน: สนับสนุนโรงเรียนในพื้นที่ต่างๆ ให้สามารถจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ และพร้อมต่อการจัดการเรียนรู้แบบไร้พรมแดน
5.สร้างกลไกความรับผิดชอบต่อคุณภาพผู้เรียน (Accountability)
กำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจน: ทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชาติ เขตพื้นที่ โรงเรียน และครู ต้องมีเป้าหมายด้านคุณภาพผู้เรียนที่ชัดเจนและวัดผลได้
สร้างระบบข้อมูลสารสนเทศที่มีคุณภาพ: พัฒนาระบบฐานข้อมูลที่สามารถติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียนและประสิทธิภาพการจัดการศึกษาได้อย่างเป็นระบบ
เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ: ให้สาธารณชนสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านคุณภาพการศึกษา เพื่อร่วมกันตรวจสอบและผลักดันให้เกิดการพัฒนา
6.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน:
สร้างกลไกความร่วมมือให้ผู้ปกครอง/ชุมชน/ภาคเอกชนมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย และสื่อสารสร้างความตระหนักแก่สังคมต่อความสำคัญของการศึกษาและบทบาทของตนเองในการร่วมพัฒนา
บทสรุป : ความหวังอยู่ที่การลงมือทำร่วมกัน
ความล้มเหลวด้านคุณภาพการศึกษาไทย เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในสังคม การจะก้าวข้ามวิกฤตนี้ไปได้ ต้องอาศัย เจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ ความกล้าหาญในการ ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง อย่างจริงจัง และที่สำคัญที่สุดคือ พลังความร่วมมือ จากทุกภาคส่วน เริ่มต้นจากการยอมรับความจริง กล้าเผชิญหน้ากับปัญหา และมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ต้องเปลี่ยนจากการ “กล่าวโทษ” เป็นการ “ร่วมมือ” เปลี่ยนจากการ “แก้ปัญหาเฉพาะหน้า” เป็นการ “วางรากฐานเพื่ออนาคต” ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องหันหน้าเข้าหากัน ร่วมกันแบกรับความรับผิดชอบ และสร้างสรรค์อนาคตทางการศึกษาที่ดีกว่าเพื่อลูกหลานไทยต่อไป
ผศ.ดร.สุบัน พรเวียง
หัวหน้าสาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

