อรรถสิทธิ์ พานแก้ว : เล่าเรื่อง FTA ไทย โลกาภิวัฒน์บนความตกลง
ข้อเขียนก่อนหน้าของผมได้กล่าวถึงการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ในยุคนี้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ภายใต้รัฐบาลของพรรคเพื่อไทยได้เร่งการจัดทำ FTA เพื่อดึงความเชื่อมั่นและการลงทุนในตลาดกลับคืนมา โดยมุ่งหวังว่ากรจัดทำความตกลงฯ จะเป็นดัชชีชี้วัดขีดความสามารถของประเทศให้กับนักลงทุนได้
ผมเป็นกำลังใจอยู่ตลอดกับการกำหนดทิศทางของรัฐบาลเช่นนี้ และเห็นว่าหมุดหมายดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องทำและหนีไม่พ้นที่จะต้องกำหนดกรอบและท่าทีการร่วมมือกันระหว่างประเทศท่ามกลางสภาวะการค้าที่ไม่แน่นอน หากเรามี FTA ประคับประคองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผู้แสดงออกว่านอกจากเป็นมิตรทางทูตแล้วยังเป็นมิตรทางการค้ากับเรา เรื่องนี้คงไม่มีอะไรเสียหายนัก
โดยปัจจุบันภายใต้การนำของรัฐบาลเพื่อไทยบรรลุร่างความตกลงไปแล้วกว่า 3 ฉบับ
- ฉบับแรก ร่างความตกลงการค้าเสรีไทย-ศรีลังกา (SLTFTA) ในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน
- ฉบับที่สอง ร่างความตกลงการค้าเสรีไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (European Free Trade Association : EFTA) หรือ EFTA ในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร
- ฉบับที่สาม ร่างความตกลงการค้าเสรีไทย-ภูฏาณ ในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร
ฉบับแรก ยังอยู่ระหว่างการรอประเทศภาคีแจ้งความพร้อมในการบังคับใช้ Entry into force ขณะที่เราผ่านลงนามร่างความตกลงฯ เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 67 ณ กรุงโคลัมโบ และผ่านประชาพิจารณ์และรัฐสภาให้สัตยาบันตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ไปเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 67
ฉบับสอง ภายหลังการลงนามเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 68 ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ยังอยู่ระหว่างกระบวนการภายในประเทศคู่ภาคี คือ การทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วน จากนั้นจึงนำเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาให้ความเห็นชอบ หากไม่มีข้อโต้แย้งเพื่อแก้ไข หรือปรับกฎหมายภายในให้สอดคล้อง ก็จะเดินหน้ไปสู่การเตรียมความพร้อมเพื่อกำหนดวันในการบังคับใช้ต่อไป
และฉบับสาม เป็นอีกฉบับเช่นเดียวกันที่ยังอยู่ระหว่างการรับฟัง ประชาพิจารณ์ โดยคู่ภาคีได้ลงนามร่างความตกลงฯ ไปเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 68 ณ ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ
เห็นไหมครับว่า การเดินทางของ FTA ทั้งสามฉบับต่อไปหลังจากลงนามร่างความตกลงฯ ไม่ใช่ว่าจะสำเร็จโดยพลันทันตา ยังคงมีกฎหมายภายในอีกเยอะแยะมากมายที่ต้องแก้ไข ปรับตัว ผ่านการรับฟังความเห็นก็ดี ผ่านกระบวนการรัฐสภา และการกำหนดความพร้อมในการบังคับใช้ก็ดี หากมีข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุง หรือความไม่พร้อมในท่าทีที่เสนอไปอาจต้องเริ่มต้นการเจรจากันใหม่อีกรอบ หรือทำความเข้าใจกันภายในของคู่ภาคี ซึ่งอาจทอดระยะเวลากันไปนานราว 1-2 ปี ระหว่างรอก็จะเป็นการเตรียมความพร้อมกันเอง
ถัดมาดูประเด็นเชิงเนื้อหาความตกลงในบ้านเรากันบ้าง ส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปที่การเปิดตลาดด้านการค้าสินค้า กล่าวคือ นั่งไล่กันเลยว่าสินค้าพิกัดไหน รายไหน ไทยมีความพร้อม และอยากจะให้คู่ภาคีเปิดตลาดเพิ่มเติมภายใต้ภาษี 0% หรือจะกำหนด Transition period ภาษีเป็น 0% ภายในกี่ปี แน่นอนครับทุกสินค้าไม่ใช่ว่าเราจะพร้อมกันเป็นส่วนใหญ่ สินค้าบางรายการยิ่งคู่ภาคีมีศักยภาพและเงื่อนไขทางด้านสินค้าเฉพาะมาก หรืออ่อนไหวมากก็อาจจะยืดเยื้อออกไปมาก เช่น มาตรฐานการผลิจตของนาฬิกา Swiss Made มีเงื่อนไขข้อกำหนดที่ชัดเจน ต้องมีกฎ PSR แยกโดยเฉพาะจะมากำหนดเพื่อเปิดตลาดให้วัตถุดิบในภาคีเข้าไปเปลี่ยนมาตรฐานที่ตั้งไว้ก็คงยาก
หรือเรื่องการเปิดตลาดปลาแซลมอนแอตแลนติก ปลาแมคเคอเรล ปลาเทราต์ 3 กลุ่มปลาพวกนี้ให้กับกลุ่มสมาชิก EFTA ก็ต้องมานั่ง Weigh น้ำหนักกันว่าจะมีผลกระทบมากน้อยเพียงใดต่อกลุ่มประมงไทย ฉะนั้นเรื่องสินค้าเป็นเรื่องที่ยากและบางครั้งแอบมีการเมืองมากดดันพอสมควรครับ โดยองค์กรที่ทำหน้าที่แบกรับความกดดันเช่นนี้ หนีไม่พ้น กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
ในฐานะเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้แทนการเจรจาในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสในการจัดทำความตกลง จึงเป็นเสมือนแม่ข่ายในการติดตามและประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ยกตัวอย่างเช่น ข้อบทด้านการค้าสินค้า ต้องร่วมมือกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กรมศุลกากร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมกลุ่มสินค้าที่กี่ยวข้องในการเปิดตลาด เป็นต้น เรียกได้ว่า แทบจะเป็นมือประสานสิบทิศสำหรับหน่วยงานขนาดเล็กเช่นนี้
ยิ่งมากคนก็ยิ่งมากความในการกำหนดข้อตกลงและท่าที หน่วยงานหนึ่งจะเอาอย่างหนึ่ง แต่อีกหน่วยงานหนึ่งจะเอาอีกอย่างหนึ่ง จึงไม่ใช่คนเจรจาระหว่างประเทศแต่บางครั้งก็ต้องรับบทเจรจาศึกในกันเองซึ่งแน่นอนไม่เป็นผลเพราะขาดอำนาจ และคนเคาะ
เพราะแน่นอนในระบบราชการ กรมฯ เท่ากันใครจะมีอำนาจมาสั่ง มิหนำซ้ำยังแบ่งเกรดกรมฯ แบ่งเกรดกระทรวงฯ กันอีก จะให้ผู้ใหญ่ระหว่างกรม ระหว่างกระทรวงมาคุยกัน คงเกิดขึ้นได้ยาก
ในปัญหานี้เรามีคณะกรรมการชุดหนึ่งอาศัยอำนาจตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจประเทศ พ.ศ. 2546 ตั้งคณะกรรมการนโยบาบเศรษฐกิจประเทศ เพื่อมาทำหน้าที่หลักในการสอดประสานงานกันอย่างเป็นระบบเพื่อกำหนด นโยบาย ยุทธศาสตร์และท่าทีในการเจรจาเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ตลอดจนเป็นศูนย์กลางประสานนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศกับคณะทำงานที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจที่แต่งตั้งขึ้นตามกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรี
ซึ่งปัจจุบันออกระเบียบฯ เป็นฉบับที่ 5 พ.ศ. 2559 แต่การทำงานและองค์ประกอบยังคงขาดความคล่องตัว การดำเนินการผ่านท่าทีหลักในปัจจุบันจึงเป็นกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นคนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจัดทำกรอบเจรจาขึ้นเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อเห็นชอบหลักการดังกล่าว และหากมีข้อบทใดที่ซับซ้อนก็จะรายงานขึ้นกนศ. เพื่อพิจารณา
ผมเห็นว่าในอนาคตเรายังมีข้อบทอีกจำนวนมากที่ขยับขยายตามการเปลี่ยนแปลงทางการค้า ยังมีข้อบทอีกมากที่หลายๆ ความตกลง ยังไม่สามารถวางกรอบเจรจา และกำหนดท่าทีการเปิดตลาดในกลุ่มประเภทเหล่านั้น ยกตัวอย่าง ด้านการบริการ ด้านการลงทุน หลายๆ กรอบความตกลงใน FTA ที่เราได้ลงนามไปขาดท่าทีในเรื่องนี้อาศัยเปิดตลาดตามที่ได้ผูกพันกับ WTO เท่านั้น
ขณะที่ข้อบทการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ (Government procurement: GP) ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual property: IP) สิ่งแวดล้อม (Environment) กำลังเป็นความท้าทายใหม่ๆ ที่เราจะต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะถ้ามัวแต่หลีกเลี่ยงและไม่พร้อม ความหวังที่เราจะวาดหวังอยากเพิ่มอยากเติมอยากแลกเปลี่ยนเพื่อเพิ่มการลงทุนคงยืดระยะเวลาไปอีกนาน และนั่นคือโอกาสของประเทศ
ผมเห็นว่าเมื่อโอกาสมาถึงเราควรทำตัวให้พร้อมปรับเปลี่ยนและกำหนดท่าที ซึ่งนั้นควรมีบอร์ดชุดใหญ่อย่างกนศ. ที่จะต้องเข้ามาเปิดช่องทำหน้าที่ให้ข้อบทที่มีความซับซ้อนได้คลี่คลายออกไป

