หน้าแรก บทความ ฐิติกร สังข์แ...

ฐิติกร สังข์แก้ว : ‘ชาตินิยม’ ยังคงเป็นไปได้ แต่ต้องปลอดสงครามด้วย

14.06.25 | 07:28 น.

ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา เพิ่งคลี่คลายความตึงเครียดลงไป ท่ามกลางภาวะฝุ่นตลบอบอวลไปด้วยกระแสชาตินิยมจากทั้ง 2 ฟากฝั่ง ขณะที่ผู้คนในบ้านเราก็มีความเห็นแยกออกเป็นหลายฝ่าย ถ้าลองสกัดความคิดหลักๆ ก็จะได้เป็นว่า กระแสหนึ่งหนุนกองทัพ เรียกร้องสงคราม เพื่อประกาศความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของชาติไทย แคมเปญที่สรุปรวบยอดความคิดนี้ได้ดีที่สุด คือ #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด ส่วนอีกกระแสหนึ่งก็รักชาติไม่แพ้กัน ชาตินิยมจึงแสดงออกผ่านการห้ามปรามสังคมที่กำลังดุเดือดคลั่งเลือดหิวกระหายสงครามว่าไม่เป็นผลดีต่อใคร กระแสนี้เรียกร้องให้เลิกคลั่งชาติแล้วหันมาเจรจาแก้ปัญหากันอย่างสันติ

จะว่าไปคนไทยต่างก็มีสำนึกคิด ปุ่มสวิชต์เปิดปิด “ชาตินิยม” กันทั้งนั้น จะต่างกันก็แต่เพียงว่าจะให้คำจำกัดความหมายของ “ชาติ” กันอย่างไร แต่ในเมื่อใครต่อใครต่างก็อ้างความรักชาติ แล้วจะทำอย่างไรให้ชาตินิยมยังคงเป็นไปได้ แต่ต้องปลอดสงครามด้วย?

ชาตินิยมเชิงลบถือว่าชาติและเชื้อชาติตนเป็นใหญ่เหนือใครใดๆ ทั้งหมด แนวทางนี้ไม่ค่อยเห็นหัวประชาชนคนของตนและคนชาติอื่นเท่าไหร่ เพราะศูนย์กลางของคำอธิบายทั้งหมดผูกกับสถาบันหลักของชาติ ส่วนอีกพวกถือชาตินิยมเชิงบวก มองเห็นว่าพลังของ “คน” คือ “ชาติ” ที่แท้จริง และต้องเป็นคนส่วนมากของประเทศด้วย ดังนั้น “ชาติ” ของพวกหลังจึงมีความหมายกว้าง ครอบคลุม อ้างไปถึงความสัมพันธ์ในแนวราบ เพราะ “ชาติ” ที่ว่า และ “ชาตินิยม” ที่พูดถึงก็คือประชาชนคนไทยผู้มีสถานะเป็นสมาชิกของชาติร่วมกัน

หรือถ้าไม่ถือหางข้างใดเป็นเฉพาะ แต่ดูไปที่ประสบการณ์ส่วนตนของใครหลายคนก็น่าจะแสดงออกถึงสำนึกชาตินิยมได้บ้าง ลองให้นักท่องเที่ยวต่างชาติในยามที่เราเป็นเจ้าถิ่น หรือแม้แต่ชาติเจ้าถิ่นเมื่อเราไปเที่ยวต่างแดน ดูหมิ่นถิ่นแคลนอะไรก็ตามที่เป็นไทยๆ ดูเถอะ หลายคนถึงกับเป็นเดือดเป็นร้อนหน้าแดงขึ้นมาได้เหมือนกัน นั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าชาตินิยมเริ่มทำงานแล้ว และมันทำงานในระดับลึก เปลี่ยนธรรมชาติสำนึกของมนุษย์ให้ยึดถือเชื่อใช้เป็นโลกทัศน์ ชีวทัศน์ ในชีวิตประจำวันของเรา

พูดถึงชาตินิยมเสียนานได้เวลากลับเข้าเรื่องสงครามเสียที บ้านเราชอบยุให้รำทำสงครามกับเพื่อนบ้านอยู่เนืองๆ หรือบ้างอีกฝ่ายก็คอยปรามไม่ลดละว่าสงครามไม่เป็นผลดีกับใครเลย แต่สงครามจริงๆ ไม่ได้เกิดกันง่ายอย่างนั้น เพราะมันพัวพันกับกฎหมาย ธรรมเนียมระหว่างประเทศ และรัฐธรรมนูญของเราด้วย

Advertisement

พูดกันอย่างเคร่งครัด การเริ่มสงครามต้องประกาศให้เป็นทางการเสียก่อน อนุสัญญากรุงเฮกฉบับที่ 3 เกี่ยวกับการเริ่มทำสงคราม ค.ศ. 1907 (Hague Convention (III) of 1907) ซึ่งไทยเคยให้สัตยาบันไว้แต่กัมพูชาไม่เคยให้ไว้ ในข้อที่ 1 ระบุว่ารัฐต้องประกาศให้ชัดว่ากำลังเข้าสู่สงคราม พร้อมกับให้เหตุผลรองรับการทำสงครามด้วย [1] ดังนั้น การทำสงครามต้องประกาศกันก่อน ต้องบอกประชาคมโลกให้รู้ว่าเรากำลังจะประหัตประหารกันแล้ว

แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ชาติมหาอำนาจและชาติอื่นๆ หลบเลี่ยงที่จะประกาศสงครามออกมาตรงๆ หันไปเรียกสงครามกลางเมืองบ้าง หรือไม่ก็เรียกการปะทะตามแนวชาติแดน แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีกฎสงครามอีกต่อไป รัฐใดจะเข้าสู่สงครามก็ต่อเมื่อการสู้รบจริงเกิดขึ้นแล้ว แต่การสู้รบจะชอบธรรมตามกฎบัตรสหประชาชาติ (ข้อ 51) ก็ต่อเมื่อเป็นการป้องกันตนเอง (self-defense) หรือได้รับความเห็นชอบจากคณะมนตรีความความมั่นคง [2]

การเข้าสู่ภาวะสงครามยุคใหม่จึงต้องดูจาก “เจตนา” ของคู่กรณีเป็นหลัก ว่าได้ยกระดับความตึงเครียด เพียงใด พูดให้ง่ายก็คือ ถ้าเจรจาทางการทูตกันไม่ได้ ก็เริ่มคุกคามกันต่อ เรียกระดมพล จัดเตรียมอาวุธยุทโธปกรณ์ รวบรวมพันธมิตร และเมื่อเริ่มใช้กำลังโจมตี กฎสงครามก็จะเข้ามากำหนดความสัมพันธ์และข้อผูกพันต่อคู่สงครามทันที เช่น อนุสัญญาเจนีวา (Geneva Conventions of 1949) จะมีผลบังคับในการปกป้องด้านมนุษยธรรมต่อเหยื่อสงคราม เชลยศึก ทหารบาดเจ็บ บุคลากรทางการแพทย์ เป็นต้น [3] ที่สำคัญกว่านั้น ประชาคมระหว่างประเทศต่างถือกันว่าผู้นำของชาติที่รุกรานอาจถูกส่งตัวไปขึ้นศาลอาชญากรรมสงคราม (War Crime Tribunals) ด้วย

แม้การก่อสงครามจะทำได้ง่ายในทางปฏิบัติ แต่ย่อมมีผลผูกมัดกับผู้นำประเทศ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม การประกาศสงครามจึงได้ระบุไว้ชัดในรัฐธรรมนูญของไทย (พ.ศ. 2560) ซึ่งบัญญัติว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นจอมทัพไทย จึงทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการประกาศสงครามกับชาติอื่น แต่เพราะรัฐธรรมนูญยังกำหนดด้วยว่าประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีรัฐสภาทำหน้าที่และใช้อำนาจทางนิติบัญญัติ ดังนั้น การประกาศสงครามจึงต้องผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภา คือ ส.ส. และ ส.ว. รวมกันอย่างน้อย 2 ใน 3 เสียง (มาตรา 177) ซึ่งก็คือต้องผ่านได้คะแนนโหวตอย่างต่ำ 467 จาก 700 เสียงนั่นเอง

ผลที่ตามมาทันทีจากการประกาศสงคราม ไม่เพียงแต่จะเป็นการให้อำนาจแก่กองทัพเข้าจัดการความขัดแย้งระหว่างประเทศด้วยกำลัง แต่ประชาชนตาดำๆ ในประเทศก็ยังถูกกระทบต่อสิทธิเสรีภาพด้วย

การประกาศสงครามสร้างสภาวะยกเว้นให้รัฐสามารถริบสิทธิ ถอนเสรีภาพของปัจเจกชนได้อย่างชอบธรรมผ่านการเกณฑ์คนไปรบ (มาตรา 30) ทรัพยากรสำคัญอย่างหนึ่งในการสงครามคือกำลังคน ดังนั้นภายใต้ภาวะสงครามที่รุนแรงสุดกู่ กำลังพลจะถูกเกณฑ์ไปอยู่ในสนามรบกันหมด รวมถึงลูกหลานของคนที่สนับสนุนสงครามด้วย ส่วนปุถุชนคนอื่นๆ จะถูกเรียกร้องให้นำเอาการเสียสละ “เพื่อชาติ” ไปรับใช้สงคราม

ภาวะสงครามยังเรียกร้องให้ความมั่นคงอยู่เหนือเสรีภาพของสื่อมวลชน การนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อจะถูกตรวจตราสอดส่องก่อนออกสู่สาธารณะ (มาตรา 35 วรรค 3) ปัจเจกชนภายใต้ภาวะสงครามจึงไม่เพียงสูญเสียอิสระเสรีภาพของตนไป เพราะถูกเกณฑ์แรงงานไปเพื่อเป้าหมายแห่งชัยชนะ หากยังถูกปิดหูปิดตาไม่ให้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ครบถ้วนรอบด้านในสภาวะที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วย

กระแสชาตินิยมที่เรียกร้องสงครามอาจเป็นไปเพื่อความสะใจ ได้ประกาศความยิ่งใหญ่ว่าชาติไทยไม่เคยยอมใคร ทั้งไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใครใดๆ ในโลก แต่ต้องไม่ลืมไปว่าการทำสงครามนำมาซึ่งภาระใหญ่หลวงของผู้นำประเทศ (และรวมถึงประมุขแห่งรัฐ) อย่างเลี่ยงไม่ได้ ประชาชนพลเมืองต้องแบกรับการถูกลิดรอนถอนสิทธิ ปราศจากเสรีภาพของคนทุกกลุ่มไม่เว้นแม้แต่ผู้สนับสนุนชาตินิยมแบบนี้ด้วย และยิ่งถ้าสงครามยืดเยื้อด้วยแล้วก็จะเปิดทางให้มหาอำนาจเข้าแทรกแซงได้

ส่วนกระแสชาตินิยมที่หลีกเลี่ยงสงคราม เพราะเห็นแก่ประชาชนเป็นตัวตั้ง ก็ต้องไม่ลืมด้วยว่าไม่ใช่ทุกประเทศจะเห็นตรงกันหมดในทุกๆ เรื่องที่สลักสำคัญ (โดยเฉพาะในเรื่องเขตอธิปไตย ความมั่นคง ภัยคุกคาม และผลประโยชน์แห่งชาติ) แต่ที่น่ากังวลยิ่งกว่าก็คือประเทศที่ถือรัฐเป็นหน่วยพื้นฐานภายในโครงสร้างระบบระหว่างประเทศที่เป็นอนาธิปไตย ที่แต่ละรัฐมีขีดความสามารถไม่เท่ากัน และดังนั้นจึงกำหนดความสัมพันธ์ทางอำนาจในระบบที่ไม่มีครูใหญ่คอยห้ามปรามเด็กๆ ทะเลาะกัน หนทางเดียวที่จะยืนอยู่ได้ในระบบนี้คือการมีอำนาจที่เหนือกว่า [4]

ต่อให้เราไม่เชื่อในระบบเช่นนี้ ก็ย่อมมีฝ่ายที่เชื่อและจะบีบให้เราเจอกับ “ทางแพร่งด้านความมั่นคง” (security dilemma) คือยิ่งเรามีอำนาจมาก คนอื่นก็ยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัย แต่ถ้าคนอื่นเริ่มเสริมอำนาจบ้าง เราก็จะเริ่มรู้สึกได้ถึงภัยคุกคามตามไปด้วย ดังนั้นก็จะยิ่งเสริมอำนาจของเรามากขึ้นอีก ในทางกลับกัน ถ้าเรายิ่งมีอำนาจน้อยหรือไม่แสดงอำนาจออกมาเลย ก็จะรู้สึกว่าถูกคุกคามอยู่ร่ำไป

ดังนั้น การมีอำนาจกับการใช้อำนาจต้องแยกจากกันให้ได้ ในระบบอย่างนี้ เราปฏิเสธการมีอำนาจไม่ได้ จึงจำเป็นต้องมีอยู่บ้างพอให้ปกปักรักษาตนเองได้ ทั้งทำให้คนอื่นที่เกะกะระรานรู้สึกยำเกรงบ้าง แต่เมื่อมีแล้วก็ไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจนั้นเสมอไป ในเมื่อรัฐไทยมีขีดความสามารถที่เหนือกว่าคู่กรณีอยู่พอตัว เราย่อมต้องเจรจาให้สถานการณ์คลี่คลายลงและควรทำเช่นนั้นเป็นแนวทางหลักอย่างยิ่ง แต่ขณะเดียวกันการเจรจาก่อนสงครามเริ่มขึ้น จะไม่มีประโยชน์เลยถ้าปราศจากอำนาจที่เหนือกว่าหนุนหลังอยู่

“ชาตินิยม” ยุคนี้ยังคงเป็นไปได้ ขณะเดียวกันก็ต้องปลอดสงครามด้วย ชาตินิยมต้องไม่คลั่งชาติและบ้าอำนาจบาตรใหญ่ของรัฐโดยไม่เห็นหัวประชาชนที่เท่าเทียมกับเรา มากพอๆ กับต้องไม่มองข้ามความเป็นจริงที่ว่าประชาชนจะอยู่สุขได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในรัฐอธิปไตย ชาตินิยมแบบนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้ามองไม่เห็นความจำเป็นที่รัฐต้องอยู่เคียงคู่ประชาชน!

เอกสารอ้างอิง

[1] อนุสัญญากรุงเฮกฉบับที่ 3 เกี่ยวกับการเริ่มทำสงคราม ค.ศ. 1907 [Convention (III) relative to the Opening of Hostilities. The Hague, 18 October 1907, Article 1], from https://ihl-databases.icrc.org/en/ihl-treaties/hague-conv-iii-1907

[2] กฎบัตรสหประชาชาติ ข้อ 51 [United Nations Charter, Article 51], from https://www.un.org/en/about-us/un-charter/full-text

[3] อนุสัญญาเจนีวา [Geneva Conventions of 1945, Additional Protocols and Their Commentaries], from https://ihl-databases.icrc.org/en/ihl-treaties/geneva-conventions-1949additional-protocols-and-their-commentaries

[4] Kenneth Waltz, Theory of International Politics (Massachusetts: Addison-Wesley Publishing Co., 1979).