หน้าแรก บทความ ประวัติศาสตร์...

ประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันน้อยของดวงดาว (7)

15.06.25 | 00:00 น.

ประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันน้อยของดวงดาว (7)

มนุษย์ที่เฝ้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน คงปล่อยความคิดคำนึงไปไกล พิศวงว่าเราเกิดมาทำไมในท่ามกลางความเวิ้งว้างของจักรวาล คงพยายามหาคำตอบต่อคำถาม เช่น ดวงดาวดวงไหนมีอิทธิพลต่อเราอย่างไร พระอาทิตย์ล่วงลับขอบฟ้าแล้วไปไหน แล้วนึกกลัวว่าถ้าพระอาทิตย์ไปลับไม่กลับมาจะทำอย่างไร คำถามที่สำคัญมากคือ “ตายแล้วไปไหน” มนุษย์ต่างเผ่าพันธุ์ ต่างภาษา ได้พัฒนาระบบความเชื่อความศรัทธาของตนเกี่ยวกับความตาย หรือจะกล่าวว่ามนุษย์เริ่มนับถือศาสนาก็คงได้ และแล้ววิทยาศาสตร์ได้พัฒนาขึ้นโดยพยายามอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจักรวาล

บทความที่ผมเริ่มเขียนเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน และเขียนต่อในสัปดาห์นี้ เป็นการย่อความจากหนังสือชื่อ “จักรวาลในมุมมองของมนุษย์: ประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันน้อย (secret) ของดวงดาว” เขียนโดย โจ มาร์แชนต์ โดยบทความนี้จะครอบคลุมบทที่ 10 ของหนังสือเล่มดังกล่าว

10. ชีวิต

เราอาจแบ่งนักวิทยาศาสตร์ของสาขาวิชาใหม่ที่มีชื่อว่า “เวลาชีววิทยา” (chronobiology) ที่ศึกษาจังหวะ (rhythm) ทางชีววิทยาออกเป็นสองสำนักคือ สำนักที่ศึกษา “นาฬิกา” ที่มีอยู่ภายในและปัจจัยภายนอกรอบ ๆ สิ่งมีชีวิต กับสำนักที่เชื่อว่านอกการปัจจัยภายในและสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังมีปัจจัยภายนอกที่อยู่ไกลออกไป เช่น ดวงจันทร์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และสนามแม่เหล็กโลก เป็นต้น สำนักแรกศึกษาจังหวะเวลา 24 ชั่วโมงหรือจังหวะรอบวัน (circadian) ที่โลกหมุนรอบตัวเอง และจังหวะรอบปีหรือฤดูกาลตามดวงอาทิตย์เป็นสำคัญ นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่จะสังกัดสำนักนี้ ซึ่งถือเป็นกระแสหลัก สำนักนี้กดทับกระแสที่สองให้เป็นกระแสรอง โดยที่นักชีววิทยาบางคนถึงกับปฏิเสธตั้งแต่ต้นว่ากระแสรองไม่เป็นวิทยาศาสตร์

Advertisement

ความขัดแย้งระหว่างนักวิชาการทั้งสองสำนักนั้นอยู่ลึกกว่าความเห็นต่างว่าระบบชีววิทยาจับเวลาได้อย่างไร หากยังเป็นความเห็นต่างในเชิงปรัชญาว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต รวมทั้งมนุษย์ กับโลกใบนี้และกับจักรวาลอีกด้วย โจทย์คำถามคือ เราเป็นเอกเทศและเป็นจักรกลที่ดำเนินด้วยตนเอง หรือเราสื่อสารอย่างแยบยลกับโลกพิภพ, ดวงจันทร์, ดวงอาทิตย์, และแม้กระทั่งดวงดาวอยู่ตลอดเวลา

แฟรงค์ บราวน์เกิดในปี ค.ศ. 1908 เขาเป็นนักศึกษาปริญญาเอกทางชีววิทยาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระหว่างปี ค.ศ. 1929 – 1934 โดยศึกษาปูก้ามดาบของมหาสมุทรแอตแลนติกที่เปลี่ยนสีไปในรอบเวลา 24 ชั่วโมง ในเทอมสุดท้ายของการทำวิทยานิพนธ์ เขาส่องไฟมองหาสัตว์น้ำจากท่าเทียบเรือของสถานีวิจัยที่เกาะเบอร์มิวดาของอังกฤษ คืนนั้นเป็นคืนหนึ่งที่ไร้แสงจันทร์ เวลาเป็นประมาณสี่ทุ่ม ทันใดนั้น น้ำทะเลตรงที่เขาส่องไฟก็เต็มไปด้วยฝูงกุ้งโปร่งแสงตัวเล็ก ๆ ฝูงใหญ่ ที่ขึ้นมาว่ายอยู่เกือบสองชั่วโมงแล้วหายไปอย่างรวดเร็ว ในคืนเดือนดับครั้งต่อไป บราวน์กลับมาที่เก่า คราวนี้เขาจับกุ้งส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญชาวอังกฤษช่วยระบุสปีซีส์ของกุ้งที่หายากนั้น

การเปลี่ยนสีของปูก้ามดาบก็ดี กุ้งโปร่งแสงที่พรูกันมาพร้อมกับการปรากฏของเดือนดับก็ดี มีอะไรเป็นเหตุปัจจัยของปรากฏการณ์เช่นนี้ เพื่อตอบคำถามนี้ บราวน์จึงให้ความสนใจแก่จังหวะทางชีววิทยาของสิ่งมีชีวิต แต่เมื่อจบการศึกษาและเริ่มเข้าทำงานที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เพื่อนผู้อาวุโสที่ฮาร์วาร์ดเตือนเขาว่า ถ้าเขาอยากมีเส้นทางวิชาชีพที่มั่นคง จงหลีกเลี่ยงการวิจัยเรื่องจังหวะทางชีววิทยาที่มีความไม่แน่นอนสูง เขาจึงรอจนถึงปี ค.ศ. 1949 เมื่อได้รับตำแหน่งทางวิชาการเป็นศาสตราจารย์ที่มั่นคงแล้ว เขาจึงกลับมาทำการวิจัยเรื่องที่เขาสนใจนี้ต่อ

บราวน์พบว่าปูก้ามดาบที่ถูกนำมาทดลองในห้องปฏิบัติการซึ่งมีแสงและอุณหภูมิคงตัว จะมีสีจางลงและเข้มขึ้นในแต่ละวันตรงตามจังหวะเวลาเดิม เหมือนเมื่อก่อนที่ยังอยู่ที่ชายหาด แต่ถ้าเลื่อนเวลาการส่องสว่างตามวัฏจักรของแสงอาทิตย์ เสมือนย้ายไปอยู่ที่ทะเลบัลติก (เวลาเร็วขึ้นหกชั่วโมง) หรือที่สิงค์โปร์ (เวลาเร็วขึ้นสิบสองชั่วโมง) เวลาการเปลี่ยนสีของปูจะเลื่อนไปตามวัฏจักรของแสงประดิษฐ์ที่จำลองแสงอาทิตย์นั้น ๆ ต่อจากนั้น เขาศึกษาเวลาการหาอาหารของปู ปกติปูชนิดนี้จะซ่อนตัวอยู่ใต้ทราย จะออกมาหาอาหารตามชาดหาดในช่วงเวลาน้ำลง ซึ่งเกิดขึ้นทุก ๆ 12.4 ชั่วโมงตามวัฏจักรของดวงจันทร์ ปรากฏว่าปูในห้องทดลองที่อยู่ห่างจากทะเลหลายร้อยกิโลเมตร ยังรักษาจังหวะการหาอาหารตามวัฏจักร 12.4 ชั่วโมงของน้ำขึ้นน้ำลง เขาจึงสรุปว่า ปูชนิดนี้คล้ายมีนาฬิกาดาราศาสตร์ที่มีสองจังหวะ จังหวะหนึ่งเปลี่ยนตามดวงอาทิตย์ อีกจังหวะหนึ่งตามดวงจันทร์

ในคริสต์ทศวรรษที่ 1950’s นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเริ่มสนใจและศึกษาจังหวะทางชีววิทยาของสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ เช่น คน, หนู, นก, ยุง, แมลงวัน, ถั่วงอก ฯลฯ แต่พวกเขาไม่เชื่อว่าจังหวะทางชีววิทยาขึ้นอยู่กับอิทธิพลของดวงจันทร์ หากเชื่อว่าขึ้นอยู่กับวัฏจักร 24 ชั่วโมงตามการหมุนรอบตัวของโลก อีกทั้งยังมีเหตุปัจจัยภายในสิ่งมีชีวิตเองเป็นตัวกำหนดจังหวะดังกล่าว ในตอนแรกบราวน์ก็เชื่อเช่นนี้ แต่เมื่อสังเกตว่าปูก้ามดาบสามารถรักษาจังหวะชีวิตตามวัฏจักรดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ได้อย่างแม่นยำเป็นเวลาหลายเดือน ขณะที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในความควบคุมของห้องปฏิบัติการ เขาก็เริ่มสงสัยว่ามีนาฬิกาภายในที่รักษาเวลาได้ดีเช่นนี้หรือ

ในปี ค.ศ. 1954 เขาทำการทดลองกับหอยนางรมจากมหาสมุทรแอตแลนติก ปกติหอยนางรมจะอ้าเปลือกออกเพื่อรับสารอาหารคือแพลงค์ตอนและสาหร่ายทะเลในจังหวะเวลาที่น้ำขึ้น เขาอยากรู้ว่าถ้าย้ายหอยออกไปให้ห่างไกลจากทะเล และมาอยู่ในห้องทดลองที่หอยไม่สามารถรับรู้เรื่องน้ำขึ้นน้ำลงได้ละก็ พฤติกรรมการหาอาหารจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ปรากฏว่าในสองสัปดาห์แรก หอยยังมีจังหวะการหาอาหารเหมือนเดิมตามจังหวะน้ำขึ้นที่ชายหาดนิวเฮเวน จากนั้นหอยจะค่อย ๆ เลื่อนเวลาการหาอาหารให้ช้าลง ๆ แต่อีกสองสัปดาห์ถัดไป จังหวะการหาอาหารกลับมามีเสถียรภาพ คือช้ากว่าเวลาหาอาหารที่นิวเฮเวนอยู่สามชั่วโมง หอยเหล่านี้ถูกย้ายมาอยู่ที่เมืองอีแวนสตัน ถ้าเมืองนี้อยู่ริมทะเล เวลาน้ำขึ้นน้ำลงจะต่างกับที่เมืองนิวเฮเวนสามชั่วโมงพอดี หมายความว่าหอยที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่แยกโดด (isolated) ยังสามารถตามจังหวะการโคจรของดวงจันทร์ได้

แน่นอนว่านักวิทยาศาสตร์กระแสหลักที่เชื่อเรื่อง “นาฬิกา” ภายใน จะร่วมกันปฏิเสธข้อค้นพบของ บราวน์ อาจเป็นเพราะเกรงว่าสาขาวิชา “เวลาชีววิทยา” ที่เพิ่งเกิดใหม่จะไขว้เขว หรือเพราะทรัพยากรจะถูกหันเหไปอยู่ในเรื่องที่ขาดการพิสูจน์ได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ หรือด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตามแต่ บราวน์จึงถูกต่อต้าน เช่น ผลงานของเขาถูกปฏิเสธการตีพิมพ์ เขาไม่ได้รับเชิญเข้าประชุมทางวิชาการด้านเวลาทางชีววิทยา แม้กระทั่งนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่ง “ปิดฝาโลง” ด้วยบทความถากถางว่า บราวน์เล่นกลกับตัวเลขสุ่ม ๆ แล้วอ้างว่าค้นพบจังหวะทางชีววิทยาจากปัจจัยภายนอกของตัวยูนิคอร์น (ซึ่งเป็นสัตว์ตามตำนานที่ไม่มีอยู่จริง)

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1960 มีการประชุมทางวิชาการใกล้เมืองนิวยอร์ก ซึ่งบราวน์เข้าร่วมโดยไม่ได้รับเชิญแต่ต้น นักวิทยาศาสตร์กระแสหลักเสนอว่าจังหวะรอบวัน (circadian) เป็นผลมาจากกลไกชีวเคมีที่กวัดแกว่งเหมือนกลไกนาฬิกา ทุกอย่างดูลงตัวยกเว้นการโต้แย้งที่มาจากบราวน์ เขาตั้งคำถามว่า ทำไมจังหวะทางชีววิทยาจึงทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิได้ในวงกว้าง ตั้งแต่ – 20 องศาถึง + 50 องศา ปูก้ามดาบ, แมลงวัน รักษาจังหวะของตนได้ในช่วงการเปลี่ยนอุณหภูมิดังกล่าว หากจังหวะนั้นขึ้นอยู่กับกระบวนการทางชีวเคมีซึ่งความช้า – เร็วขึ้นอยู่กับอุณหภูมิละก็ จังหวะเวลาควรเปลี่ยนตามอุณหภูมิด้วย และ เมื่ออุณหภูมิลดลงเหลือ – 20 องศา กระบวนการนั้นน่าจะหยุดลงแล้ว คำถามของเขาไม่ได้รับคำตอบจากนักวิทยาศาสตร์กระแสหลัก มีเพียงแต่การต่อต้านหรือการเมินเฉย

นักวิทยาศาสตร์กระแสหลักประสบความสำเร็จในการศึกษาวิจัยเป็นอย่างดี ในปี ค.ศ. 1984 มีการค้นพบว่า ถ้ายีนตัวหนึ่งของแมลงหวี่มีความผิดปกติ แมลงตัวนั้นจะมีปัญหาในการรักษาเวลา มีการตั้งชื่อยีนตัวนี้ว่า “ยีนคาบ” (period) ยีนตัวนี้ควบคุมให้มีการผลิตโปรตีนชนิดหนึ่งในปริมาณที่มากทุก ๆ 24 ชั่วโมง การค้นพบนี้หมายถึงการพบ “นาฬิกา” ภายในที่ค้นหามานาน ต่อจากนั้น มีการค้นพบยีนตัวอื่น ๆ อีก แต่ละตัวควบคุมจังหวะการผลิตโปรตีนต่างกันไป และเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายซับซ้อน ที่ให้จังหวะทางชีววิทยาในแต่ละวันตามวัฏจักรของดวงอาทิตย์ ไม่เฉพาะในแมลงหวี่เท่านั้น มีการค้นพบว่ายีนคาบมีผลต่อจังหวะเวลาของสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ตั้งแต่แบคทีเรีย, เชื้อรา, แพลงค์ตอน, พืช, สัตว์, และมนุษย์

สำหรับมนุษย์ นาฬิกาภายในมีผลต่อการนอนหลับ และมีผลต่อการทำงานของสมองและต่ออารมณ์ เช่น ร่างกายของเราต้องปรับตัวเมื่อเราเดินทางไปไกลทางทิศตะวันออกหรือตะวันตกที่เรียกกันว่าเกิด jet lag การทำงานผิดปกติของยีนคาบมีผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเรา การศึกษาวิจัยในเรื่องนี้จึงกลายมาเป็นหัวข้อสำคัญทางแพทยศาสตร์ ในปี ค.ศ. 2017 สาขาวิชาจังหวะทางชีววิทยาได้รับการยอมรับสูงสุดด้วยการมอบรางวัลโนเบิลสาขาการแพทย์แก่นักวิทยาศาสตร์สามคน สำหรับการค้นพบของพวกเขาเกี่ยวกับยีนและโปรตีนของแมลงหวี่ที่ควบคุมนาฬิกาชีวภาพภายในของสิ่งมีชีวิต

แม้การศึกษานาฬิกาภายในจะประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่งานวิจัยของบราวน์ก็ยังมีคำถามที่รอคำตอบอยู่ ส่วนเขาเองก็รู้ว่า จะต้องหาคำตอบเกี่ยวกับเหตุปัจจัยภายนอกที่วัดได้ เพื่อที่จะอธิบายจังหวะทางชีววิทยาเช่นกัน ในปี ค.ศ. 1959 เขาศึกษาการคลานของหอยทาก 34,000 ตัว ที่เก็บจากชายหาดโคลนนิวอิงแลนด์ และพบว่าหอยทากเลือกชอบทิศทางการคลานที่เปลี่ยนไปกับจังหวะวัน/คืนของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ยิ่งไปกว่านั้น บราวน์สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการคลานของหอยทากได้โดยใช้แม่เหล็ก เขาจึงตั้งสมมุติฐานว่า ในระบบที่ตัดขาดจากภาวะแวดล้อมปกติ จังหวะทางชีววิทยายังขึ้นอยู่กับสนามแม่เหล็กโลก

ระหว่างปี ค.ศ. 1964 ถึง 1970 นักวิทยาศาสตร์กระแสหลักคนสำคัญคนหนึ่ง ต้องการพิสูจน์ว่าสมมุติฐานของบราวน์ไม่น่าจะเป็นจริง เขาหาอาสาสมัครนักศึกษามาได้จำนวนแปดสิบคน ในช่วงเวลาที่นักศึกษาใกล้จะสอบและต้องการเอาจริงเอาจังกับการเรียน จึงสมัครใจไปอยู่ในห้องใต้ดินโดยไม่ติดต่อกับใคร ไม่รู้วันรู้คืน และยินดีทำบันทึกกิจวัตรประจำวัน เช่น เวลาเข้านอน, เวลาตื่นนอน, เวลากินอาหาร, เวลาขับถ่าย ฯลฯ นักศึกษาแยกกันอยู่สองห้องใหญ่ ห้องหนึ่งเพียงไม่รู้แสงเดือนแสงตะวัน ส่วนอีกห้องหนึ่งยังถูกคลุมด้วยตะแกรงเหล็กเพื่อกำบังสนามแม่เหล็กโลกอีกด้วย ถ้าจังหวะทางชีววิทยาของกลุ่มทดลองทั้งสองเปลี่ยนแปลงไปเหมือน ๆ กันเมื่อมาอยู่ห้องใต้ดิน ก็แสดงว่าสนามแม่เหล็กโลกไม่มีผลต่อจังหวะทางชีววิทยา

นักศึกษากลุ่มที่อยู่ในสนามแม่เหล็กโลกมีจังหวะทางชีววิทยาที่เลื่อนไปเล็กน้อย แต่ยังเป็นวัฏจักรที่เสถียร คือมีคาบเฉลี่ย 24.8 ชั่วโมงตาม “วัน” ดวงจันทร์ ส่วนนักศึกษาที่ถูกกำบังจากสนามแม่เหล็กโลก การทำงานของนาฬิกาชีวภาพผันแปรไปมากกว่า ความยาวของ “วัน” ยืดยาวออกไป และมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่าง “วัน” ของนักศึกษาแต่ละคน นักวิทยาศาสตร์ผู้ทำการทดลองนี้ ตีพิมพ์เผยแพร่งานวิจัยอย่างซื่อตรง แต่ไม่ยอมลงนามในบทความที่เผยแพร่นั้น ในไม่ช้า งานวิจัยนี้ได้ถูกลืม ส่วนงานวิจัยกระแสหลักเกี่ยวกับ “จังหวะรอบวัน หรือ circadian” จากปัจจัยภายในได้ดำเนินต่อไป เหมือนไม่มีการทดลองว่าสนามแม่เหล็กโลกมีผลต่อ “จังหวะรอบวัน” ดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ในปี ค.ศ. 1972 นิสิตบัณฑิตศึกษาชาวเยอรมันคนหนึ่ง แสดงให้เห็นว่า สนามแม่เหล็กประดิษฐ์ที่มีความเข้มน้อย พอ ๆ กับสนามแม่เหล็กโลก สามารถทำให้ทิศทางการย้ายถิ่นของนกรอบบิน (นกเล็กหน้าอกแดง) เปลี่ยนแปลงไป หลังจากนั้น มีการค้นพบอีกมากมายว่าสนามแม่เหล็กโลกมีผลอย่างไรต่อพฤติกรรมของสัตว์หลายชนิด เช่น หนู, ปศุสัตว์และกวาง, หมา, เต่า ฯลฯ ตอนแรก นักวิทยาศาสตร์หลายคนมีความกังขาในเรื่องนี้มาก แต่สุดท้าย ผลการศึกษาต่าง ๆ ล้วนได้รับการยืนยัน

คำถามต่อไปก็คือว่า แล้วสัตว์ที่อ่อนไหวต่อสนามแม่เหล็กโลกรับรู้สนามดังกล่าวได้อย่างไร เรื่องนี้มีข้อสันนิษฐานหลายประการแต่ยังต้องการงานวิจัยเพิ่มเติมอีกมาก สมมุติฐานหนึ่งคือ การมีผลึกแม่เหล็กขนาดจิ๋วภายในสมองที่คอยกดเซลล์ประสาท อีกสมมุติฐานหนึ่งมาจากการค้นพบโปรตีนชื่อ “คริปโตโครม” ในพืช, ปลา, หนวดแมลง, เรตินาของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและนก ฯลฯ นักวิจัยจำนวนหนึ่งเชื่อว่าคริปโตโครมอาจช่วยให้สัตว์เช่นนก “เห็น” เส้นสนามแม่เหล็กที่ดูสว่างกว่าหากบินตามเส้นสนามแม่เหล็กนั้น

เป็นที่แน่ชัดว่าจังหวะทางชีววิทยาเป็นผลจากปัจจัยภายในคือดีเอนเอของสิ่งมีชีวิต เราเรียกส่วนของดีเอนเอว่ายีน และเรียกยีนที่เป็นปัจจัยภายในดังกล่าวว่า “ยีนคาบ” ที่คอยผลิตโปรตีนตามจังหวะ “วัน” ดวงอาทิตย์ (24 ชั่วโมง) และ “วัน” ดวงจันทร์ (24.8 ชั่วโมง) แต่ยังต้องการการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อที่จะเข้าใจผลอันซับซ้อนของโปรตีนที่ผลิตโดยยีนคาบต่าง ๆ ว่ามีผลต่อฟังก์ชันทางสรีรวิทยาที่ต่างกันอย่างไร อีกประการหนึ่ง เรายังจะต้องทำความเข้าใจเพิ่มเติมด้วยว่าดวงจันทร์มีอิทธิพลอย่างไรต่อจังหวะทางชีววิทยา ส่วนสนามแม่เหล็กโลกที่ถือเป็นปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อจังหวะทางชีววิทยานั้น เนื่องจากเส้นแรงแม่เหล็กโลกมีค่าต่ำ และชีววิทยาเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก การศึกษาอิทธิพลทางชีวภาพของสนามแม่เหล็กโลกจึงยากมากเป็นธรรมดา

บราวน์เป็นนักชีววิทยาผู้บุกเบิกในเรื่องปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อจังหวะทางชีววิทยา แม้จะถูกต่อต้านโดยเพื่อนนักชีววิทยาด้วยกัน แต่เขาก็ไม่ท้อถอย เขาตั้งคำถามที่สำคัญ เช่น นาฬิกาชีวภาพภายในทำงานในช่วงอุณหภูมิที่กว้างมากได้จริง หรือว่ามีปัจจัยภายนอกมาช่วยกำหนดจังหวะทางชีววิทยาด้วย เขาเขียนไว้ในปี ค.ศ. 1977 ก่อนเสียชีวิตไม่กี่ปีว่า “ชีววิทยาของจักรวาล (cosmobiology) เป็นสาขาวิชาจำเป็นที่จะต้องทำการศึกษา” แม้ความเห็นของเขาจะไม่ถูกต้องไปทั้งหมด แต่เขาเห็นความเป็นจริงพื้นฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างเรากับจักรวาล

โคทม อารียา