หน้าแรก บทความ หลักสูตรไปไม่...

หลักสูตรไปไม่ถึงผู้เรียน โจทย์การศึกษาขั้นพื้นฐาน ของใคร?

22.06.25 | 10:02 น.

นับตั้งแต่ประเทศไทย ประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ.2542 เป็นต้นมาประชาชนชาวไทยมุ่งหวังเห็นพัฒนาการที่สำคัญเกี่ยวกับการศึกษาของประเทศ โดยเฉพาะระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นรากฐานสำคัญของประเทศ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติดังกล่าวได้กำหนดให้มีหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และทำให้ก่อกำเนิดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ขึ้นมา โดยหวังว่าหลักสูตรนี้จะเป็นหัวใจสำคัญเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงและเทียบเคียงกับนานาอารยประเทศได้อย่างไม่อายใคร โดยมีมาตรฐานและตัวชี้วัดในหลักสูตรเป็นตัวกำกับที่เด็กไทยทุกคนจะได้มาตรฐานกลางเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้สถานศึกษาพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นในรายวิชาเพิ่มเติมได้ตามบริบทของสถานศึกษา ที่นักการศึกษาเรียกหลักสูตรประเภทนี้ว่า หลักสูตรอิงมาตรฐาน (Standard-Based Curriculum) โดยมีความเชื่อว่าทุกคน ที่หมายความรวมพ่อแม่ ผู้ปกครอง ของนักเรียนจะใช้เป็นเครื่องมือกำกับผลการเรียนรู้ของลูกหลานของตนเองว่าเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ อย่างไร ครั้นสมัยที่ผู้เขียนเรียนปริญญาเอกในสาขาการวิจัยและพัฒนาหลักสูตร ใน ปี พ.ศ.2543 มีโอกาสทำการศึกษาค้นคว้าอิสระและฝึกงานเกี่ยวกับหลักสูตรดังกล่าวก่อนจะประกาศใช้ ได้มีกิจกรรมสำคัญประการหนึ่งคือ การจัดประชุมทำความเข้าใจกับตัวแทนคณะกรรมการสถานศึกษาทั่วประเทศ ในภาคประชาชนให้สร้างความเข้าใจ ตลอดทั้งให้เห็นถึงบทบาทสำคัญในการใช้มาตรฐาน ตัวชี้วัดในหลักสูตรเป็นตัวกำกับติดตามการศึกษาผ่านหลักสูตรของประเทศ และหวังว่าพ่อแม่ของนักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ในระดับต่างๆ ในชั้นการศึกษาขั้นพื้นฐานจะใช้หลักสูตรเหล่านี้เป็นตัวส่งเสริมและกำกับการเรียนรู้กับบุตรหลานของตนได้ดี

กว่าสองทศวรรษผ่านไปเกี่ยวกับเส้นทางของหลักสูตรอิงมาตรฐานในประเทศไทย ได้มีความพยายามในการนำผลการใช้หลักสูตรมาปรับปรุงหลักสูตรที่สำคัญ จำนวน 3 ครั้ง ได้แก่ ครั้งแรก การปรับชื่อจากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2544 ที่มีผลการเรียนรู้ที่คาดหวังที่จัดระบบเองโดยสถานศึกษา มาเป็นหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังในแต่ละสถานศึกษาไม่ตรงกัน ก่อให้เกิดความลำบากในการบริการจัดการศึกษา กลายเป็นตัวชี้วัดในหลักสูตรในแต่ละชั้นปี ครั้งที่สอง เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2560-2561 โดยทำการปรับปรุงมาตรฐานและตัวชี้วัดที่สำคัญใน 3 สาระ ได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภูมิศาสตร์ และการนำสาระเทคโนโลยีสารสนเทศและการศึกษามาอยู่ในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ หวังว่าจะให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงและการบูรณาการที่ดี และครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในช่วงปี 2564-2566 โดยในปี 2564 ได้ปรับตัวชี้วัดโดยเรียกใหม่ว่าตัวชี้วัดที่ต้องรู้ กับตัวชี้วัดที่ควรรู้ ผ่านมาไม่ทันไรในปี 2566 ก็ได้มีการปรับปรุงตามเสียงเรียกร้องว่าหลักสูตรแกนกลางมีตัวชี้วัดจำนวนมาก คือ 2,056 มาปรับลด เป็นตัวชี้วัดระหว่างทาง 1,285 ตัว และตัวชี้วัดปลายทาง 771 ตัว ที่ผู้เขียนเองก็งงว่ามันลดตรงไหน เพราะนำสองตัวมารวมกันก็เท่าเดิมเพียงแต่จะไม่ถูกใช้ในการตัดสินผลเท่านั้นแต่มันความจำเป็นเพราะเป้าตัวชี้วัดที่ต่อเนื่องกันกล่าวคือ จะเกิดปลายทางได้แต่เกิดระหว่างทางก่อน นอกจากนั้นแล้วในช่วงปี พ.ศ.2565 เป็นต้นมาได้มีความพยายามเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาหลักสูตรโดยหันมาใช้หลักสูตรแบบอิงสมรรถนะ (Competency based curriculum) ที่มุ่งหวังเห็นผลการเรียนที่สามารถเอาไปใช้ในชีวิตจริงได้มากขึ้น มากกว่าตัวชี้วัดที่เด็กไม่สามารถเชื่อมโยงกับชีวิตจริง โดยมีความพยายามมากว่า 3 ปี ในปีการศึกษาปัจจุบัน (2568) จึงได้มีการนำร่องดังกล่าวกับหลักสูตรชั้นปฐมวัยและหลักสูตรการศึกษาชั้นประถมศึกษาตอนต้น อันได้แก่ ชั้น ป.1 ถึง ป.3 ซึ่งยังมีโจทย์จำนวนมากที่ติดตามกันอีกหลายประการ อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราต้องเรียนรู้จากการมีหลักสูตรแบบเดิมคืออะไร แม้เราจะมีความพยายามปรับปรุงหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง แต่ทำไมคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยจึงถูกตั้งคำถามเรื่อยมา โจทย์ที่สำคัญ และสมการควรเป็นอย่างไร ใครควรแก้โจทย์นี้ ก่อนที่เราจะมีหลักสูตรแบบใดก็ตาม

ดังนั้น โจทย์ใหญ่ไม่ได้อยู่ที่การมีแนวคิดของการพัฒนาหลักสูตรแบบใหม่ เพราะการพัฒนาหลักสูตรเหล่านี้ทำได้ง่ายในเชิงเอกสารและหลักการ และต่อจะให้เป็นหลักสูตรแบบใดก็ตามโจทย์ใหญ่คือ ใครคือคนที่จะนำพาหลักสูตรเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดผลกับนักเรียนได้จริง สมการของความสำเร็จอยู่ตรงไหน และโจทย์ไหนที่ใครเกี่ยวข้องและหาทางออกอย่างไร ถ้าเรามองเห็นโจทย์ดังกล่าว สมการจึงเกิดขึ้นได้ง่าย คือ ความสำเร็จของผู้เรียนตามหลักสูตรเกิดจากครูได้นำหลักสูตรไปออกแบบการจัดการเรียนการสอนได้อย่างแท้จริงโดยมีการสนับสนุนที่ถูกต้องเหมาะสม และถ้าเราเอานักเรียนเป็นตัวตั้งที่ผลหลักสูตรจะถึงโดยตรง จึงมีโจทย์สำคัญ 3 ระดับ ดังนี้ 1) โจทย์ระดับสถานศึกษา ครูจะสามารถนำหลักสูตรไปสู่ผู้เรียนในห้องเรียนได้ผลสำเร็จได้อย่างไร? 2) โจทย์ระดับพื้นที่ กล่าวคือ ผู้บริหารการศึกษาจะทำอย่างไรให้สถานศึกษานำหลักสูตรไปใช้ได้ผลอย่างแท้จริง? และ 3) โจทย์ระดับนโยบายของประเทศ ระบบการสนับสนุนใดที่จะทำให้หลักสูตรนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โจทย์ระดับสถานศึกษาเป็นข้อแรกที่สำคัญที่สุด ควรเป็นโจทย์ของใครและควรทำอย่างไร คำตอบคือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู โดยความสำเร็จสำคัญคือ ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องเปลี่ยนจากผู้บริหารวิชาการแบบเดิม เป็นผู้บริหารที่มีสติปัญญาเป็นผู้นำในด้านการเรียนการสอน (Instructional Leadership) มองหลักสูตรการสอน และสามารถให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการออกแบบการสอนและเปลี่ยนการประชุมประจำเดือนที่สุดแสนจะบั่นทอนจิตของครูหลายคนในสถานศึกษา เป็นบรรยากาศของการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพอย่างแท้จริง ย้ำ ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพในที่นี้หมายถึงผู้บริหารต้องสามารถนำสมาชิกในสถานศึกษาช่วยกันออกแบบเพื่อมุ่งสู่การเรียนรู้ของผู้เรียนตามหลักสูตร คำถามสำคัญ ณ วันนี้เรามีการเตรียมผู้บริหารการศึกษาให้มีความเป็นผู้นำทางด้านการเรียนการสอนอย่างแท้จริงหรือยัง ทั้งในระบบการผลิตในอุดมศึกษา เช่น หลักสูตรบริหารการศึกษา และระบบพัฒนาของบุคลากรประจำการที่จัดขึ้นให้กับผู้บริหาร ดังนั้นจึงมีคำกล่าวที่ว่า ผู้อำนวยการคือบุคคลสำคัญที่สุดของการเรียนรู้ในสถานศึกษา ผู้อำนวยการชอบแบบไหน สถานศึกษาก็เป็นแบบนั้น มีตัวอย่างหลายเหตุการณ์ที่สะท้อนว่า ผู้บริหารที่เข้าใจหลักการของหลักสูตรจะกล้าเปลี่ยนกระบวนการสู่ผู้เรียนได้ เช่น สถานศึกษาที่กล้าประกาศปรับตารางเรียนไม่มีการเรียนเป็นวิชาแต่เป็นตารางบูรณาการแทน การที่สถานศึกษาประกาศไม่มีการสอบแต่จะประเมินผลแบบอื่นแทน หรือแม้แต่การประกาศให้ครูทำเอกสารประกอบการสอนโดยไม่ใช้หนังสือใดเป็นหลัก แสดงว่าผู้บริหารเหล่านั้นมีสัญญาณของการเข้าใจหลักสูตรและการสอนเป็น และนี่คือคนสำคัญในสถานศึกษา แต่คำถาม ณ วันนี้ ผู้บริหารสถานศึกษาในประเทศไทยได้แสดงออกเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด อะไรทำให้เขาไม่แสดงออกสิ่งเหล่านี้

บุคคลสำคัญในลำดับถัดมาคือครูผู้นำหลักสูตรไปใช้ เหตุใดครูจึงเป็นบุคคลสำคัญอันดับสองของสมการนี้ เพราะระบบหลักสูตรคือมวลประสบการณ์ทั้งหมดที่เด็กจะได้รับ ถ้าปราศจากผู้นำแล้วการขับเคลื่อนของครูย่อมได้ผลไม่เต็มที่ ดังนั้นข้อแนะนำที่สำคัญสำหรับครูในสมการนี้คือ เลิกใช้หนังสือเรียนที่ยึดเป็นสรณะ แล้วหันมาพิจารณาให้ความสำคัญกับหลักสูตร โดยนำเป้าหมายสำคัญของหลักสูตรไปสู่การออกแบบการเรียนให้ได้ และกล้าที่จะใช้การประเมินที่เป็นมาตรฐานสากล เช่น การประเมินตามแนว PISA มาประยุกต์ใช้ในการศึกษา และอยู่บนความจริงที่ว่าถ้าเราไม่รู้ความสามารถของนักเรียนจริง เราย่อมไม่มีหนทางพัฒนาให้เขาดีขึ้น ถ้าครูได้ผู้อำนวยการที่เป็นผู้นำทางการเรียนการสอนอย่างแท้จริง โจทย์นี้แก้ได้ไม่ยากนัก และในโจทย์ระดับสถานศึกษานี้เรายังมีผู้ปกครองของเด็กที่เฝ้ามองลูกหลานของเขาอยู่ ดังนั้นสถานศึกษาต้องกล้าประกาศเป้าหมาย หรือผลลัพธ์ของการเรียนรู้ให้ชัดเจนจากหลักสูตรว่าเด็กจะทำอะไร อย่างไรได้บ้าง และใช้เวทีสื่อสารที่เหมาะสมและต่อเนื่อง คำถามคือ ปัจจุบันมีผู้ปกครองกี่คนที่เข้าใจหลักสูตรสถานศึกษาและนำไปใช้กำกับลูกหลาน สถานศึกษาควรทำอย่างไร?

Advertisement

โจทย์ระดับพื้นที่เช่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นที่มีสถานศึกษาในสังกัด หน้าที่สำคัญต้องให้ความสำคัญกับนโยบายด้านหลักสูตร ส่งเสริมและกำกับติดตามตามเป้าหมายในหลักสูตร และที่สำคัญพร้อมที่จะปฏิเสธงานที่นอกเหนือจากกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผลลัพธ์ของผู้เรียนในหลักสูตร ดังนั้นผู้บริหารการศึกษาที่ดีในโจทย์นี้ควรให้ความสำคัญกับผลลัพธ์การเรียนรู้ตามหลักสูตรของนักเรียนทุกคนที่ผ่านการออกแบบการเรียนการสอนที่เหมาะสม สิ่งที่ผู้บริการการศึกษาจัดทำได้ง่ายคือสร้างเวที เครือข่ายการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยให้ผู้อำนวยการสถานศึกษามาสนทนาแลกเปลี่ยนการพัฒนาการเรียนการสอนอย่างสม่ำเสมอ มากกว่าการมารับนโยบาย ข้อเสนอแนะที่สำคัญในครั้งนี้คือ ผู้บริหาร
การศึกษา (ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ หรือผู้อำนวยการกองการศึกษา หรือสำนักศึกษา) ต้องเป็นผู้สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ทางวิชาชีพระหว่างสถานศึกษา โดยเฉพาะสนับสนุนให้มี ผู้อำนวยการ และครูตามสมการความสำเร็จในระดับสถานศึกษา

โจทย์ระดับนโยบายของประเทศ ง่ายมากครับ คือ ปรับปรุงงบประมาณเรื่องค่าหนังสือเรียน ไม่น่าเชื่อใช่ไหมครับว่าในยุคที่กระทรวงเกี่ยวข้องกับการศึกษาประกาศการพัฒนาเรื่อง AI กับการพัฒนาการศึกษา แต่เรายังเลือกที่จะคงระเบียบที่ว่าโรงเรียนต้องซื้อหนังสือข้อนี้ไว้ เพราะถ้าเราเอาหลักสูตรเป็นตัวตั้งของการพัฒนาประเทศในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว เราควรให้โอกาสโรงเรียนได้เลือกใช้สื่อหรือนำไปพัฒนาสิ่งอื่นที่มีความจำเป็นและสอดคล้องกับบริบทสถานศึกษาอย่างแท้จริง และใครอยู่ในสมการนี้บ้างครับ ท่านลองคิด

ท้ายสุดนี้ ถ้าหลักสูตรเหล่านี้ยังไม่มีกลไกการขับเคลื่อนตามข้อเสนอ ก็ขอให้เหล่าทหารกล้าในพื้นที่คือคุณครูทุกท่าน จงช่วยเด็กในพื้นที่ของท่านให้ก้าวหน้าต่อไป และขอเป็นกำลังใจอย่าเพิ่งจากสนามเหล่านี้ไปไหน จนกว่าสมการเหล่านี้จะหาตัวแปรเจอ … หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น

รศ.ดร.ชวลิต ชูกำแพง
คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม