อี้ จงเทียน พิเคราะห์สังคมจีนยุคฉิน
ต่อเนื่องยุคฮั่นตามสำนวนแปล นิธิพันธ์ วิประวิทย์ ออกมาได้ว่า
ในเมื่อระบอบจักรวรรดิยอมรับได้เพียงบ้านเมืองเดียว ผู้นำคนเดียว
ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็น แคว้น ที่มีอำนาจปกครองอิสระ หรือว่า บ้าน ที่ไม่มีอำนาจปกครองอิสระก็จะดำรงอยู่ต่อไปไม่ได้ แคว้นและบ้านในยุคนครรัฐจึงจำเป็น ต้องเปลี่ยนเป็นเมืองและอำเภอของจักรวรรดิ
ความสัมพันธ์ของเมืองและอำเภอกับจักรวรรดิ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างศูนย์ กลางกับท้องถิ่น คนที่ดูแลเมืองและอำเภอ ก็คือขุนนางที่รัฐบาลกลางแต่งตั้งและ ส่งตัวไป
ระบบนี้จึงเรียกว่าระบอบเมืองและอำเภอ
ระบอบเมืองและอำเภอกับระบอบศักดินายังมีความแตกต่างกันอยู่อีกข้อ ก็คือ โอรสสวรรค์ เจ้านคร ผู้ใหญ่ในยคสมัยศักดินา (ยุคนครรัฐ) ล้วนสืบอำนาจสู่ทายาท
แต่ในยุคเมืองและอำเภอ (ยุคจักรวรรดิ) จะมีก็แต่ฮ่องเต้ที่สืบอำนาจสู่ทายาท
เจ้าเมืองและนายอำเภอจะไม่สืบอำนาจสู่ทายาท และไม่ใช่แค่เจ้าเมือง นายอำเภอเท่านั้น ขุนนางทั้งหมดในยุคจักรวรรดิไม่ว่าจะอยู่ที่ศูนย์กลางหรืออยู่ที่ท้องที่ ตามหลักการแล้วล้วนไม่สืบอำนาจสู่ทายาท
ผู้ที่สืบอำนาจสู่ทายาทได้ คือ ตระกูลสูงศักดิ์ (เชื้อพระวงศ์) คนที่สืบอำนาจสู่ทายาท
ไม่ได้คือขุนนาง ดังนั้น ระบอบศักดินาจึงเป็นระบอบตระกูลสูงศักดิ์ (ระบอบเชื้อพระวงศ์) ไปพร้อมกัน
ส่วนระบอบเมืองและอำเภอนั้นมันก็เป็นระบอบขุนนางไปด้วยในตัว
ระบอบนครรัฐกับระบอบศักดินาและระบอบตระกูลสูงศักดิ์ คือ 3 ระบอบรวมกันในร่างเดียว
ระบอบจักรวรรดิ กับระบอบเมืองและอำเภอ และระบอบขุนนาง ก็คือ 3 ระบอบในร่างเดียวกันเช่นกัน
ยุคนครรัฐ โอรสสวรรค์ เจ้านคร ผู้ใหญ่ ต่างเป็นเจ้าอาณาเขต ดังนั้น ชนชั้นปกครองของจักรวรรดิก็คือชนชั้นเจ้าที่ดิน ฉินปราบ 6 แคว้นรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่แบ่งศักดินาอีกต่อไป
ก็คือต้องการเปลี่ยนระบอบตระกูลสูงศักดิ์ไปเป็นระบอบขุนนาง เปลี่ยนระบอบศักดินาไปเป็นระบอบเมืองและอำเภอ เปลี่ยนระบอบนครรัฐไปเป็นระบอบจักรวรรดิ
โดยมีชนชั้นเจ้าที่ดินเป็นชนชั้นปกครองแทนที่ขนชั้นเจ้าอาณาเขต เห็นได้ชัดเจนว่านี่คือการ เปลี่ยนมือครั้งสำคัญ ด้วยเหตุนี้ความขัดแย้งทางสังคมจึงเต็มไปด้วยแรงเสียดทานอันเสียดคมเป็นอย่างยิ่ง
การปะทะกันของชนชั้นก็ร้อนแรงเป็นพิเศษ
เมื่อรวมกับที่ชนชั้นปกครองใหม่ไม่มีประสบการณ์ เลือกคตินิยมผิดพลาด (รัฐฉินเลือกทฤษฎีสำนักนิตินิยม) ใช้วิธีการปกครองผิดพลาด (แบบใช้กำลัง) ทำเอาฟ้าพิโรธ คนแค้นเคือง
ผลคือเพียง 2 รุ่นก็ดับสูญ
ชนชั้นปกครองสมัยฮั่นได้ซึมซาบเรียนรู้บทเรียนจากฉินจึงเปลี่ยนคตินิยม (ใช้ทฤษฎีสำนักเต๋าในช่วงแรก ต่อมาจึงใช้ทฤษฎีสำนักหญู)
และก็เปลี่ยนวิธีการปกครอง (เริ่มด้วยให้ประชาชนผ่อนคลายต่อมาคือใช้ราชธรรมและอำนาจเข้าปะปนกัน) ดังนั้น ใต้หล้าจึงสงบสุข ชะตาของฮั่นจึงยืนยาวมาได้กว่า 400 ปี
แม้ประวัติศาสตร์ฉินจะแสนสั้น แต่กลับถือเป็นผู้บุกเบิก
ฮั่นก็แค่ผู้ที่ดำเนินการปกครองตามพินัยกรรมของฉิน ทั้งยังมิใช่แค่ 2 ฮั่น (ฮั่นตะวันตกและฮั่นตะวันออก) เท่านั้น อีกหลายราชวงศ์หลังจากนั้นก็ล้วนดำเนินการตามระบอบที่ฉินได้บุกเบิกเอาไว้
ชนชั้นปกครองในยุคสมัยจักรวรรดิก็ต่างเป็นชนชั้นเจ้าที่ดิน แต่ในขณะที่เป็นชนชั้นเจ้าที่ดินก็ยังแบ่งประเภทแยกย่อยต่างกันไป
ฉะนั้น ในช่วงระยะเวลาที่ต่างกันไปในประวัติศาสตร์ก็มีชนชั้นเจ้าที่ดินที่ต่างประเภทกันมารับบทนำ พูดกันในรายละเอียด ยุคฉินฮั่นคือเจ้าที่ดินตระกูลสูงศักดิ์ ยุคเว่ยจิ้นคือเจ้าที่ดินตระกูลปัญญาชน
หลังยุคสุยถังเป็นต้นไป คือ เจ้าที่ดินตระกูลสามัญ
เจ้าที่ดินตระกูลสูงศักดิ์นั้นผันตัวมาจากเจ้าอาณาเขต เจ้าอาณาเขตล้วนเป็นตระกูลสูงศักดิ์ ฉะนั้น ก็เลยเรียกว่าชนชั้นเจ้าอาณาเขตตระกูลสูงศักดิ์
หลังจากฉินปราบ 6 แคว้นแล้วยกเลิก ระบอบศักดินา ที่ พูนดินสร้างแคว้น แทนที่ด้วย ระบอบเมืองและอำเภอ ที่ รวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง เจ้าอาณาเขตก็ไม่มีอีกต่อไป
เปลี่ยนเป็นเจ้าที่ดินแทน
ในเมื่อเจ้าที่ดินผันตัวมาจากเจ้าอาณาเขตก็ยากนักที่จะไม่เอาคุณลักษณะของตระกูลสูงศักดิ์มาด้วย อย่างน้อยบรรดาพวกเจ้าที่ดินที่ใหญ่สุด เจ้าที่ดินที่มีอำนาจ ที่เจ้าดินที่ควบคุมกลไกของบ้านเมืองและรัฐบาลกลาง
ก็มีแต่เจ้าที่ดินสูงศักดิ์เท่านั้น นั่นก็คือพระญาติฝ่ายนอก (ญาติไทเฮา ฮองเฮา) ของกลุ่มเชื้อพระวงศ์ รวมถึงพวกกงโหวที่มีสิทธิของดินแดนที่กำหนดไว้
พวกเขามีบรรดาศักดิ์และก็มีที่ดินศักดินา แต่ว่า มีอำนาจเหนือผลผลิตแต่ไร้อำนาจการปกครอง หรือจะพูดว่า มีกรรมสิทธิ์แต่ไร้อำนาจอธิปไตย ไม่สามารถใช้อำนจอธิปไตยแบบบ้านเมืองที่เป็นเอกราช
ได้แต่กินภาษีเสพผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ไร้ซึ่งอธิปไตย
ในทางการเมืองก็คือเจ้าที่ดิน มีกรรมสิทธิ์ในทางเศรษฐกิจก็คือเจ้าอาณาเขต คนแบบนี้ควรจะเรียกได้ว่าเป็น พวกกึ่งอาณาเขต กึ่งเจ้าที่ดิน และเรียกได้ว่าเป็น เจ้าที่ดินตระกูลสูงศักดิ์
พวกเขาคือผู้ปกครองแห่งจักรวรรดิฉินฮั่น ดังนั้น ยุคฉินฮั่นก็คือยุคของชนชั้นเจ้าที่ดินตระกูลสูงศักดิ์
แต่ว่าธรรมชาติพื้นฐานของระบอบจักรวรรดิคือต้องไม่มีพวกตระกูลสูงศักดิ์ ด้วยเหตุนี้ภายในชนชั้นปกครองของจักรวรรดิที่ต้อง เปลี่ยนมือ จากเจ้าที่ดินตระกูล สูงศักดิ์ไปเป็นเจ้าที่ดินตระกูลปัญญาชน
และสุดท้ายคลี่คลายมาเป็นเจ้าที่ดินตระกูลสามัญ
ด้านหนึ่ง อี้จงเทียน เน้นให้เห็นอย่างหนักแน่นว่า ตระกูลปัญญาชนก็คือตระกูลที่เป็นขุนนางมาหลายรุ่นและก็เรียกว่าตระกูลทรงเกียรติ (มีเกียรติ มีชื่อเสียง) ตระกูลอิทธิพล (มีอิทธิพล)
ด้านหนึ่ง ก็ระบุตระกูลของสามัญชนที่ทั้งไม่มีอิทธิพลและก็ไม่มีเกียรติยศก็เรียกว่า บ้านต่ำต้อย
และก็เรียกว่า ตระกูลสามัญ หรือ ตระกูลต่ำต้อย
เหตุใดเจ้าที่ดินตระกูลสามัญจึงกลายเป็นชนชั้นปกครองรุ่นท้ายสุดของระบบจักรวรรดิทั้งยังมีอายุยืนนานขนาดนั้น คือ จากยุคสุยถัง จนไปถึงยุคหมิงชิงได้
ก็เพราะว่าชนชั้นนี้มีเงื่อนไขสอดคล้องกับความต้องการของจักรวรรดินั่นเอง

