พระพรหมวชิรธีรคุณ ‘วัดทองนพคุณ’
วัดทองนพคุณ ถนนสมเด็จเจ้าพระยา 17 แขวงคลองสาน เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร โชคดี มหาศาล กับการเกิดพระสงฆ์ ผู้ทรงพระธรรมวินัย เข้าใจโลกธรรม และนำศรัทธามาถึงทุกวันนี้ เช่น
พระเทพวิมล (ชุ่ม ติสารมหาเถร), พระภัทรมุนี (อิ๋น ภทฺรมุนิมหาเถร), พระธรรมเจดีย์ (กี มารชินมหาเถร) และพระเทพปริยัติสุธี (เสรี ธมฺมเวทิมหาเถร)
เพื่อฉลองศรัทธา ประดับปัญญาบารมี อนุโมทนาในกุศลบุญราศี ในส่วนปัจโจปการกิจธรรโมทิสทักษิณานุปทาน เนื่องในการบำเพ็ญกุศลศพของพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณ พระพรหมวชิรธีรคุณ (สมคิด บุตรทุมพันธ์ เขมจาริมหาเถร) อดีตเจ้าคณะภาค 11 และอดีตเจ้าอาวาสวัดทองนพคุณ ด้วยการอธิบาย อัปปมาทกถา (ว่าด้วยความไม่ประมาท) เป็นอัครทานอุทิศ
ร่วมกับพระเดชพระคุณท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย พุกพุ่มพวง วรชาโย) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร, พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณ พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขโข สุขญาโณ) เจ้าคณะภาค 11, พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณ พระพรหมวชิรคุณาธาร (โกศล สิริพรหมคุณ มหาวีโร) เจ้าอาวาสวัดศรีสุดาราม วรวิหาร, ฯพณฯ นายสุทัศน์ เงินหมื่น ประธานคณะที่ปรึกษาชมรมศิษย์วัดทองนพคุณ, ท่านอาจารย์ขรรค์ชัย บุนปาน ที่ปรึกษาชมรมศิษย์วัดทองนพคุณ และพุทธบริษัททั้งสี่ ที่สำนึกรำลึกถึงความเมตตาที่พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณฯ เคยมี สำนึกรำลึกถึงคุณความดีที่ท่านเคยกระทำ สำนึกรำลึกคุณธรรมที่ท่านเคยบำเพ็ญ สำนึกรำลึกถึงความร่มเย็นที่ท่านเคยให้ ด้วยความสำนึกรำลึกดังกล่าวเป็นเรือนใจ ตามวิสัยแห่งบัณฑิต จึงได้จัดบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานกิจอุทิศถวาย สำแดงถึงความกตัญญูกตเวที ความเคารพ นอบนบ นับถือ บูชา สักการะ อันมีประจำใจ ตามวิสัยแห่งสัปปุริสบัณฑิต
ก็การบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานนั้น กล่าวสั้นๆ ก็คือการทำบุญนั่นเอง หากแต่เป็นการทำบุญพิเศษ ปรารภเหตุคือความตาย ความหมายก็คือ ให้รำลึกถึงอุปการคุณของบุพการี บุคคลผู้ล่วงลับไปแล้ว
พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณ พระพรหมวชิรธีรคุณ “วัดทองนพคุณ” เป็นพระมหาเถระผู้เป็นหลัก ผู้เป็นใหญ่ในสังฆมณฑล เป็นนักบริหาร นักการปกครอง นักการศึกษา นักการเผยแผ่ นักสังคมสงเคราะห์ นักเทศน์ และนักเขียน
เป็นพระมหาเถระผู้ทรงศีลทรงธรรม เป็นศาสนทายาทสืบต่อพระพุทธศาสนา เป็นผู้รักษาปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา ได้รับการศึกษาหลักศีลหลักธรรม มีความรู้จำ ความรู้จริง ความรู้แจ้ง ในสัตถุธรรมคำสั่งสอน ประพฤติปฏิบัติตามธรรโมวาทธรรมานุศาสน์ ของสมเด็จพระบุรพาจารย์ และพระบุรพการี มีหลวงพ่ออมร (พระมงคลกิตติธาดา วัดป่าวิเวก อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชานี) เป็นปฐม, หลวงปู่นิยม (สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม ราชวรมหาวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร) เป็นมัชฌิม และหลวงปู่เกี่ยว (สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร) เป็นปัจฉิม ที่ได้ให้รายถ่ายรอยไว้เป็น แบบแผน แบบอย่าง และแบบฉบับ แล้วรับเป็นภารธุระ เป็นครูอาจารย์ สืบสานถ่ายทอดแก่ศิษยานุศิษย์อนุชนคนภายหลังได้ดำเนินตามตลอดมา นับได้ว่า “ทุกๆ ย่างก้าว เป็นรอยเท้าของอนุชน”
ธมฺมจารี สุขํ เสติ บุคคลผู้ประพฤติตนอยู่ในศีล ปฏิบัติตามอยู่ในธรรม ย่อมอยู่เย็นเป็นสุข ไม่อยู่ร้อนนอนทุกข์ การประพฤติตามหลักศีล ปฏิบัติตามธรรมะ เป็นลักษณะอันหนึ่งในการปฏิบัติหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่โดยตรง คือหน้าที่ประจำตัว เช่น หน้าที่มารดาบิดา หน้าที่บุตรธิดา เป็นต้น หน้าที่โดยอ้อม คือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในฐานะต่างๆ ตัวอย่าง ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ เป็นต้น
ตนมีหน้าที่ใด ก็ตั้งใจทำหน้าที่นั้นให้เรียบร้อย ถูกต้อง เหมาะสม ดังคำนิยมว่า ความเป็นพ่อที่แท้ ความเป็นแม่ที่ถูก ความเป็นลูกที่ดี ความเป็นสามีที่เก่งกล้า ความเป็นภรรยาที่งดงาม ความเป็นศิษย์ผู้มีความกตัญญู ความเป็นครูผู้มีเมตตา ความเป็นผู้บังคับบัญชาผู้มีความยุติธรรม ความเป็นผู้นำที่เป็นแบบอย่าง เป็นต้น
บุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติตนได้ ดังตั้งใจพรรณนามา ย่อมได้ชื่อว่า “เป็นผู้บริหารตน บริหารบุคคล และบริหารหน้าที่การงาน”
ตามหลักธรรมะในพระพุทธศาสนานั้น มีทั้งสอนที่เป็นวินัยคำสั่ง และส่วนที่เป็นธรรมะคำสอน หรือมีทั้งนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ที่ทรงประกาศเผยแผ่ นับแต่ได้ตรัสรู้ ถึงเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน โดยพิสดารมีถึงแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ แต่เมื่อย่อให้สั้น สำคัญที่สุด ก็มีเพียงหนึ่งเดียว คือ “ความไม่ประมาท”
และเป็นพระปัจฉิมโอวาท ที่ตรัสสั่งครั้งสุดท้ายก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ แปลเป็นความไทยว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราตถาคตขอเตือนเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ขอเธอทั้งหลาย จงยังกิจทั้งปวงให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด ดังนี้
ตามนัยแห่งพระพุทธพจน์ บทตั้งแห่งพระคาถานี้ แสดงชี้ถึงความไม่ประมาทว่า ความไม่ประมาท ปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า เป็นยอดแห่งธรรมะคำสั่งสอนทั้งหลาย ธรรมะคำสั่งสอนทั้งหลาย มีความไม่ประมาทเป็นมูลฐาน รวมลงในความไม่ประมาท
ความไม่ประมาท คือความที่จิตไม่อยู่ปราศจากสติ มีสติกำกับ มีสัมปชัญญะสนับสนุน ก่อนคิดก่อนพูดก่อนทำ กำลังคิดกำลังพูดกำลังทำ คิดแล้วพูดแล้วทำแล้ว รู้สึกสำนึกถึงเหตุผลต้นปลาย ถ้าเกิดคิดผิดพูดผิดทำผิด ก็ฉุกคิดขึ้นได้ มาคิดใหม่ พูดใหม่ ทำใหม่ ไม่ยอมดำเนินเดินตาม ถือว่าผิดเป็นครู
การรู้สึกสำนึกตัวได้อย่างนี้ ถือว่าเป็นวิธีสอนตนได้อย่างดี การสอนตนได้ด้วยตนเอง นับว่าเป็นครูที่เก่งกว่าครูคนใด เมื่อสอนตนได้ ก็นับว่ามีครูอยู่ในตัว จะคิดพูดทำอะไร ไม่จำต้องกลัว เพราะมีครูประจำตัวอยู่ประจำใจตลอดมา นับว่ามีอุปการคุณอันยิ่งใหญ่เหลือคณา
หากจะถามว่า “ครูประจำตัวในที่นี้คือใคร? หรืออะไร?”
ตอบได้ว่า “ความไม่ประมาท” หรือ “ความไม่อยู่ปราศจากสติและปัญญา”
สติและปัญญา จึงเป็นคุณธรรมที่จำปรารถนา และเป็นคุณธรรมกำกับสนับสนุนกัน ธรรมะหมวดใดมีสติ ธรรมะหมวดนั้นจะต้องมีปัญญา ธรรมะหมวดใดมีปัญญา ธรรมะหมวดนั้นจะต้องมีสติ
บุคคลผู้ไม่ประมาท จะไม่ขาดสติและปัญญา ย่อมนำสติและปัญญามาเป็นแสงสว่างนำทางชีวิต
นตฺถิ ปญฺญา สมา อาภา แสงสว่างเสมอด้วยปัญญา ไม่มี ปัญญาจึงเป็นดุจคันฉ่องส่องเหตุส่องผล ส่องตนส่องบุคคลอื่น เป็นผู้รู้จักตน รู้จักบุคคล และรู้จักงาน รู้เท่าทันเหตุการณ์ รู้อดีตว่าเป็นบทเรียนที่สำคัญ รู้ปัจจุบันว่าเป็นความจริง รู้อนาคตว่าเป็นสิ่งที่คาดหวัง รวมถึงรู้เท่าทันในทางเจริญ รู้เท่าทันในทางเสื่อม รู้เท่าทันทั้งในทางเจริญทั้งในทางเสื่อม
ผู้มีปัญญา ชื่อว่ามีความรู้เพื่อเก็บ มีความรู้เพื่อก้าว มีความรู้เพื่อเกาะ มีความรู้เพื่อกันเพื่อแก้ เพื่อแพ้เพื่อชนะ รู้ได้รู้เสีย รู้ทางเดิน เดินตามทาง ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ขณะเดินทาง ตาไม่ฟางไม่ฝ้า ไม่มืดไม่มิด ไม่เห็นผิดเป็นถูก ไม่เห็นถูกเป็นผิด ไม่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ไม่เห็นความชั่วเป็นความดี ไม่เห็นสิ่งที่มีราคีว่าเป็นสิ่งที่มีราคา กับทั้งมามีสติรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี ไม่ลืมจนหลง ไม่หลงจนเหลิง ไม่เหลิงจนลอย
สติกับปัญญา ถ้ามีในบุคคลใด บุคคลนั้นชื่อว่า ผู้ไม่ประมาท
อปฺปมตฺตา น มิยฺยนฺติ ผู้ไม่ประมาท ชื่อว่าผู้ไม่ตาย คือไม่ตายจากคุณงามความดี ศักดิ์ศรี ชื่อเสียงเกียรติคุณ กับทั้งสนับสนุนความดี ความเจริญ ความสรรเสริญเป็นให้งอกงาม และทำลายความไม่ดีให้หมดสิ้นไป
อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ความไม่ประมาท เป็นทางไม่ตาย คือเป็นบทเป็นของบุคคล ตรงกันข้ามกับความประมาท ซึ่งมีลักษณะมักง่าย ดูดายดูเบา สะเพร่าหละหลวม ท้อถอยทอดธุระ ไม่หนักแน่นมั่นคง ส่งผลให้บุคคลผู้ปฏิบัติตาม ไม่มีคุณค่า ไม่เป็นที่ต้องการปรารถนา แม้ว่ามีชีวิตอยู่ ก็เป็นผู้รกโลก
เย ปมตฺตา ยถา มตา คนเหล่าใด เป็นผู้ประมาท คนเหล่านั้น เป็นเหมือนคนตายแล้ว กล่าวคือตายก่อนตาย ตายทั้งเป็น เน่าทั้งดิบ
ปมาโท มจฺจุโน ปทํ เพราะความประมาทเป็นทางแห่งความตายของบุคคล โบราณกชนจึงกล่าวว่า “ความคะนองคือความพินาศ ความประมาทคือความตาย” ดังนี้
หลักแห่งการพัฒนานั้น กล่าวสั้น ก็คือ “แก้ไข ปรับปรุง”
การแก้ คือปัญญาความรู้คิดหาอุบายวิธีที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของตน ปัญหาของบุคคล และปัญหาของการทำงาน ให้ผ่านพ้นไปด้วยสติด้วยปัญญา ไม่มีว่างเว้นจากความทุกข์
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเสด็จออกผนวช เพื่อแสวงหาปัญญามาแก้ปัญหาของมวลสัตว์โลกให้เบาบางจางหาย เพราะปัญหาหรือความทุกข์มีไว้เพื่อให้แก้ หามีไว้เพื่อให้กลุ้มไม่
การไข คือการเปิด เพื่อให้เกิดความสว่าง ความปลอดโปร่งโล่งแจ้ง เปิดกาย เปิดวาจา เปิดใจ ให้เป็นกายสุจริต วาจาสุจริต ใจสุจริต
การปรับ คือการทำให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม การปรับกายใจ ก็คือการทำกายใจให้เหมาะสมหรือดีขึ้น ในพระพุทธศาสนาท่านเรียกว่า อัตตสัมมาปณิธิ คือการตั้งตนไว้ชอบ หรือการประกอบตนไว้ดี ปรับตัวให้ถูกที่ ปรับใจให้ถูกทาง คือให้ถูกต้องเหมาะสมแก่ภาระหน้าที่ที่ตนมีตนเป็น
การปรุง คือการปรุงใจด้วยรสแห่งคุณธรรม สพฺพรสํ ธมฺมรโส ชินาติ รสแห่งธรรมะย่อมชนะรสทั้งปวง ใจที่มีคณะปรุง ย่อมเป็นใจที่มีคุณภาพ อาจหาญร่าเริง อำนวยประโยชน์สุขทุกทาง ตัวอย่างใจที่มีเมตตาปรุง หรือประคับประคอง ย่อมเป็นใจที่มีความรัก ความมีไมตรี ความปรารถนาดี มุ่งดีมุ่งเจริญเป็นที่ตั้ง หวังจะช่วยเหลือเกื้อกูล อนุเคราะห์สงเคราะห์ โดยเฉพาะเป็นใจที่ยินดีในการให้ พอใจในการเสียสละแบ่งปัน เมตตาความรักนั้น ถ้าเป็นความรัก ความดี และความรักการให้ จัดเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ มั่นคง ตรงกับคำว่า “รักความดี เป็นความรักอันยิ่งใหญ่ รักการให้เป็นความรักที่ยั่งยืน” ดังนี้
ด้วยอำนาจแห่งกตัญญูกตเวที และบุญกุศลที่บำเพ็ญมาตามลำดับกาลของคณะท่านเจ้าภาพ จงร่วมเป็นกำลัง บันดาลสิ่งที่น่าปรารถนาบันเทิงใจโดยธรรม แด่พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณฯ ตามสมควรแก่คติวิสัย สมเจตนาอุทิศถึง ของปิยชนทั้งหลาย ทุกประการเทอญ
โดยเสด็จพระราชกุศล สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิง พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณ พระพรหมวชิรธีรคุณ (สมคิด บุตรทุมพันธ์ เขมจาริมหาเถร) ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2568 เวลา 17.30 น.
จึงประทานกราบนมัสการ, กราบนมัสการ, ประทานกราบเรียน, กราบเรียน และเรียนเชิญชวนท่านผู้อ่าน ที่เคารพนับถือกับพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณฯ ได้โปรดเมตตาสละเวลาอันมีคุณค่าสูงส่งไปร่วมงานสำคัญดังกล่าวนั้น และประสานการปฏิบัติโดยตรงกับผู้เขียนได้ที่ โทรศัพท์+ไลน์ : 06-1928-1111, ติ๊กต็อก : มหาสมชาย สมานวงศ์ และอีเมล์ : [email protected]

