หน้าแรก บทความ โคทม อารียา :...

โคทม อารียา : จากปรัชญาชีวิตอิคิไก-สู่การครุ่นคิดในบริบทของไทย (1)

6.07.25 | 16:00 น.

จากปรัชญาชีวิตอิคิไก-สู่การครุ่นคิดในบริบทของไทย (1)

อิคิไกคือปรัชญาชีวิตชาวญี่ปุ่น ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการผสมผสานความคิดความเชื่อของศาสนาชินโตะ, ศาสนาพุทธมหายาน, และลัทธิขงจื้อ พร้อมกับการเปิดรับและปรับปรุงซึ่งความคิดสมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง ลักษณะเฉพาะของชาวญี่ปุ่นจึงมีทั้งความยั่งยืน ความหลากหลายและพลวัต เพื่อจะเข้าใจชาวญี่ปุ่น เราควรพยายามศึกษาปรัชญาชีวิตของเขา หรือศึกษาอิคิไกไว้บ้างไม่มากก็น้อย

ชาวสยามประกอบด้วยชาติพันธุ์หลากหลายที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นระลอกตั้งแต่ช่วงก่อนประวัติศาสตร์ เพราะแผ่นดินสยามส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบ มีเทือกเขาบ้างแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้ามาของชนกลุ่มต่าง ๆ ไม่เหมือนประเทศญี่ปุ่นที่เป็นหมู่เกาะ ผู้คนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ที่นั่นถือเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน มีระบบความคิดความเชื่อที่กลมกลืนและต่อเนื่องกันมานับพันปี หรือจะกล่าวว่ามีปรัชญาชีวิตเดียวกันก็ว่าได้ ต่างจากชาวสยามที่แม้จะมีนโยบายบังคับกลมกลืน (forced assimilation) เป็นชาวไทย โดยอยากให้มีลักษณะเฉพาะเดี่ยว หรือให้เป็นชุมชนในจินตนาการความเป็นไทย แต่ก็ยังหาปรัชญาชีวิตร่วมกันได้ยาก

บทความนี้จะอ้างอิงหนังสือเรื่องอิคิไกสองเล่ม เล่มแรกคือ “อิคิไก: ความลับพื้น ๆ เกี่ยวกับชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุข” เขียนโดย เฮกตอร์ การเซีย และฟรานเชสก์ มีรัลเลส พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 2016 เล่มที่สองคือ “อิคิไก: วิถีชาวญี่ปุ่นในการมีชีวิตที่มีความสุขและยืนยาว” เขียนโดย เคน โมชิ พิมพ์ครั้งแรกไล่เรี่ยกันในปี ค.ศ. 2017 ซึ่งทั้งสองเล่มได้มีการปริทรรศน์อยู่พอสมควรแล้ว ซึ่งจะสืบค้นได้ทางอินเทอร์เน็ตเป็นต้น ผมจึงขอเก็บตกมาทบทวนเพียงบางประเด็น ส่วนในตอนท้ายของบทความ มีข้อเสนอว่า ชาวไทยควรศึกษาและถกแถลงเรื่องปรัชญาชีวิตอย่างกว้างขวางมากขึ้น

เมื่อแปลตรงตัว อิคิไกคือ “เหตุผลที่มีชีวิตอยู่” ภาษาฝรั่งเศสมีวลีในความหมายเดียวกันคือ “raison d’être” ภาษาอังกฤษอาจถอดความได้ว่า “reason to be” หรือ “purpose to live” เมื่อนำปรัชญานี้ไปใช้ในทางธุรกิจ มีผู้สรุปอิคิไกไว้สั้น ๆ เป็นคติในการทำงานโดยให้ตั้งคำถามว่า “ในทุก ๆ วันที่ตื่นขึ้นมาทำงาน เราสามารถตอบตัวเองได้หรือไม่ว่า อะไรคือสิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราทำได้ดี สิ่งที่ทำให้เกิดรายได้ และสิ่งที่ทำนั้นเป็นสิ่งที่สังคมต้องการหรือไม่” (แต่อิคิไกน่าจะกินความมากกว่าการทำงาน)

Advertisement

การเซียและมีรัลเลสไม่ได้บอกวิธีการค้นหา “เป้าหมายของชีวิต” เพราะเป็นเรื่องที่แต่ละคนจะต้องสังเกตและค้นหาเอาเอง แต่พวกเขาแนะนำว่า การมีกัลยาณมิตรน่าจะเป็นประโยชน์ ตัวช่วยคือการมีสุขภาพกาย-สุขภาพใจที่ดี รวมไปถึงการมีสุขภาวะทางจิตวิญญาณและการมีอารมณ์ขัน ผลพวงของการตรวจพบ (จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม) คือรู้ว่ามีอะไรจะต้องทำและอยากทำอะไรในแต่ละวัน มีความสุขกับการยุ่งอยู่เสมอ และต้อนรับวันใหม่อย่างเบิกบานใจหรือไม่

การขาดอิคิไกเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาสุขภาพจิต จิตแพทย์ชาวเวียนนาชื่อ วิคตอร์ แฟรงคล์ ได้ค้นพบจิตบำบัดแนวความหมายของชีวิต ซึ่งเขาเรียกการบำบัดวิธีนี้ว่า logotherapy (logos เป็นคำภาษากรีกที่แปลว่า “ความหมาย”) เขาเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีแรงผลักดันที่จะหาความหมาย และความทุกข์จะบรรเทาลงเมื่อตรวจพบความหมายของชีวิต แนวทางบำบัดเช่นนี้เห็นว่าความหมายสำคัญกว่าเจตจำนงในการแสวงอำนาจ หรือความสุข ซึ่งเป็นจุดเน้นของแนวทางจิตบำบัดสำนักอื่น

การเซียและมีรัลเลสยังกล่าวถึงการบำบัดแบบโมริตะ (Morita Therapy) ซึ่งพัฒนาโดยจิตแพทย์ชาวญี่ปุ่นชื่อ โชมะ โมริตะ แนวทางนี้ประกอบด้วย 1) การยอมรับอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ โดยไม่พยายามเปลี่ยนหรือต่อต้าน 2) การใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีจุดมุ่งหมายและการมีส่วนร่วมในสังคม (ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาอิคิไก) 3) การสังเกตอาการของตนโดยไม่ยึดติดหรือพยายามหลีกเลี่ยง 4) การเจริญสติ

แฟรงคล์และโมริตะไม่ได้บอกว่าจะตรวจพบอิคิไกของตนได้อย่างไร เพียงแต่บอกความสำคัญของชีวิตที่มีความหมาย และแนวทางบำบัดเมื่อผู้ป่วยเห็นว่าชีวิตตนไม่มีความหมาย แนวทางเช่นนี้น่าจะสอดคล้องกับคำสอนพุทธศาสนา ในเรื่องความหยุ่นตัว (resilience) ทางอารมณ์, การบำราบอัตตา, การควบคุมความพอใจและความไม่พอใจในโลก (โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง)

ในเรื่องของความหยุ่นตัว การเซียและมีรัลเลสอ้างถึงแนวคิดที่นำเสนอโดย นัสซิม ตาเลบ ในเรื่องสภาพต้านความเปราะบาง (antifragility) โดยพรรณนาถึงระบบหรือบุคคลซึ่งได้รับประโยชน์จากแรงกระแทก, ความแปรปรวน, และการไร้ระเบียบ ขณะที่ความเข้มแข็งหมายถึงความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลง การหยุ่นตัวหมายถึงการฟื้นตัวจากแรงกระแทก สภาพต้านความเปราะบางคือการที่ระบบหรือบุคคลที่ถูกกดดันหรือถูกกระแทก สามารถปรับปรุงและงอกงามขึ้นได้ ความยากลำบากกลายเป็นตัวเร่งให้แปลงเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้น

การเซียและมีรัลเลสยังอ้างถึงแนวคิดอีกแนวหนึ่งที่สัมพันธ์กับปรัชญาอิคิไก แนวคิดนี้พัฒนาขึ้นโดยนักจิตวิทยาชื่อ มีฮาลี ซิกส์เซนต์มีฮาจี ในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1970s เขาตั้งชื่อแนวคิดนี้ว่า “ทฤษฎีการเลื่อนไหล” (theory of flow) โดยนิยามการเลื่อนไหลว่าเป็นสภาวะทางจิตวิทยาของบุคคลที่จมดิ่งอยู่ในกิจกรรมหนึ่ง จนลืมเรื่องเวลาและสิ่งแวดล้อม ลักษณะของสภาวะนี้คือการมีสมาธิ, ความเพลิดเพลิน, และความสมดุลอย่างคล้องจองระหว่างทักษะและความท้าทายของกิจกรรมที่ทำ โดยมีสมมุติฐานว่า เมื่อความสามารถเหมาะเจาะกับภารกิจตรงหน้า บุคคลก็จะเข้าสู่สภาวะของแรงจูงใจตามธรรมชาติและสมรรถนะอันเหมาะสม กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อเข้าสู่สภาวะการเลื่อนไหล การระแวดระวังตัวตน (self-consciousness) และอัตตาจะลดลง เรากลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เราทำ ทฤษฎีการเลื่อนไหลเป็นจิตวิทยาเชิงบวกที่บอกว่า เมื่อเข้าสู่สภาวะ “การเลื่อนไหล” ก็ประหนึ่งว่าเราได้พบ “อิคิไก” ของเราแล้ว

การเซียและมีรัลเลสได้ยกตัวอย่างของชาวญี่ปุ่นหลายคนที่ค้นพบอิคิไก เช่น จิโระ โอโนะ ผู้ทำให้ร้านซูชิเล็ก ๆ ชื่อ “สุกียาบาชิ จิโระ” ของเขา โด่งดังไปทั่วโลก, ยูกิโอะ ชากุนากะ ผู้มีผลงานเครื่องปั้นดินเผาอันล้ำเลิศ, ฮายาโอะ มิยาซากิ ผู้เป็นศิลปินเอกของสตูดิโอกิบลิ ที่ผลิตภาพยนตร์อานิเมะที่ต้องตาต้องใจเยาวชนทั่วโลก เป็นต้น

แต่เนื้อหาสำคัญของหนังสือ “อิคิไก: ความลับพื้น ๆ เกี่ยวกับชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุข” คือบทสัมภาษณ์ผู้มีอายุเกิน 110 ปี (supercentenarians) 5 คน เกี่ยวกับเคล็ดลับการมีอายุที่ยืนยาวเช่นนั้น และการถอดบทเรียนจากการไปอยู่ในชุมชนโอชิมิ ทางตอนเหนือของเกาะโอกินาวะ ชาวโอกินาวะขึ้นชื่อว่ามีอายุยืนมาก อายุคาดเฉลี่ยสูงกว่าของชาวญี่ปุ่นโดยรวม และเกือบสูงที่สุดในโลก

การเซียและมีรัลเลสถอดบทเรียนจากชุมชนโอชิมิเป็นบัญญัติ 10 ประการของอิคิไก ซึ่งเขียนโดยย่อได้ดังนี้

1) ขยันขันแข็งตลอดเวลา ไม่มีเกษียณ

2) ไปช้า ๆ

3) อย่ากินจนอิ่ม (แค่ 80 % ก็พอ)

4) จงแวดล้อมด้วยเพื่อนดี ๆ

5) ทำร่างกายให้ฟิตสำหรับงานวันเกิดครั้งหน้า

6) ยิ้ม

7) กลับไปสัมผัสบ่อย ๆ กับธรรมชาติ

8) กล่าวขอบคุณอยู่เสมอ

9) มีชีวิตกับปัจจุบันขณะ

10) เลื่อนไหลไปตามอิคิไกของคุณ

หนังสือ “อิคิไก: วิถีชาวญี่ปุ่นในการมีชีวิตที่มีความสุขและยืนยาว” ของโมชิ ขึ้นต้นด้วยการสรุปสาระสำคัญของอิคิไก และตลอดหนังสือของเขา โมชิจะอ้างถึงและขยายความสาระสำคัญของอิชิไก ซึ่งก็คือ

1) เริ่มต้นเล็ก ๆ

2) ปลดปล่อยตัวตน

3) เหมาะสมกลมกลืนและยั่งยืน

4) เบิกบานใจกับสิ่งเล็กสิ่งน้อย

5) อยู่ที่นี่ ณ เวลานี้

นอกจากจะกล่าวถึงตัวอย่างชาวญี่ปุ่นที่เข้าถึงอิคิไก ซึ่งตรงกับตัวอย่างของการเซียและมีรัลเลสที่ได้ยกมากล่าวถึงข้างต้นแล้ว โมจิยังยกตัวอย่างชาวญี่ปุ่นอีกหลายคน เช่น

– ฮิโรกิ ฟูชิตะ พ่อค้าปลาทูนา ที่สามารถเลือกปลาที่มีคุณภาพ โดยไปที่ตลาดขายปลา “ซึกิจิ” ในยามเช้าตรู่ก่อนใคร ๆ เพื่อเลือกปลาอย่างอย่างพิถีพิถัน

– เจ้าชายโชโตกุ ผู้เน้นความสำคัญของ “wa” (harmony หรือ ความเหมาะสมกลมกลืน) โดยบัญญัติไว้ในธรรมนูญ 17 มาตรา ที่เขาเขียนขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 7

– ผู้นำครอบครัว “ซูกิชิ นากาเอะ” รุ่นที่ 8 และรุ่นที่ 9 ผู้มีอาชีพผลิตถ้วยชามพอร์ซเลนที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง ผู้เป็นพ่อได้ทุ่มเททรัพยากรและเวลาในการพยายามผลิตถ้วย โยเฮน เทนมากุ ที่มีลวดลายงดงามคล้ายดาวบนท้องฟ้า และมีสมญานามว่า “ถ้วยจรัสดาว” (starry bowl) ซึ่งเชื่อกันว่า ผลิตในมณทลฟูเจียนของจีนในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 10 ถึง 13 ปัจจุบันมีถ้วยเช่นนี้อยู่เพียง 3 ใบที่รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศให้เป็น “สมบัติแห่งชาติ” วิธีการผลิตถ้วยจรัสดาวยังเป็นความลึกลับที่ไม่มีการเฉลย เพียงคาดเดากันว่าการผลิตเป็นไปโดยบังเอิญที่เกิดขึ้นเพียงหนึ่งในหมื่นครั้งที่ทดลองทำ ซูกิชิ นากาเอะ รุ่นที่ 8 ได้มุ่งมั่นและทุ่มเทในการทดลองผลิตถ้วยจรัสดาว แต่มาเสียชีวิตก่อนที่จะทำสำเร็จ ลูกชายจึงรับทอดเจตนารมณ์ของผู้เป็นพ่อและมีความมุ่งมั่นเช่นกัน แต่ทำได้เพียงวางพื้นฐานสู่ความสำเร็จ และยังต้องพยายามต่อไป น่าสังเกตว่ารัฐบาลญี่ปุ่นประกาศให้ถ้วยจรัสดาวเป็นสมบัติแห่งชาติ ทั้ง ๆ ที่ผลิตมาจากจีน คำว่า “ชาติ” ในที่นี้ ไม่ได้เจือด้วย “ชาตินิยมคลั่งไคล้” (chauvinistic nationalism) แต่ประการใด

– เซอิ โชนากอน เป็นนางกำนัลในช่วงปี ค.ศ. 1000 เธอเป็นผู้ประพันธ์ความเรียงอันมีชื่อเสียง ที่เรียกว่า “หนังสือคู่หมอน” ความเรียงของเธอเป็นเพียงคำบรรยายเกี่ยวกับ “สิ่งเล็กสิ่งน้อย” ในชีวิต และแสดงถึงความสำคัญของการ “อยู่ที่นี่ ณ เวลานี้”

– มีเอโกะ กามียะ บรรยายไว้ในหนังสือ “ความหมายของชีวิต (อิคิไก)” ที่มีชื่อเสียงของเธอว่า เด็กไม่พะวงถึงการกำหนดตัวตนทางสังคม ไม่ผูกพันกับวิชาชีพหรือสถานภาพทางสังคมหนึ่งใด จึงเป็นเรื่องยอดเยี่ยมที่เราจะคงวิถีของเด็กไว้ตลอดชีวิต ซึ่งก็ตรงกับสาระสำคัญของอิคิไกในเรื่อง “การปลดปล่อยตัวตน”

– จิคิไซ มีนามิ เป็นพระที่ฝึกตนอยู่ในวัด “เออิเฮอิ-จิ” ซึ่งเป็นศูนย์กลางความเป็นเลิศในพุทธศาสนานิกายเซน อยู่นานกว่าใครถึงสิบกว่าปี ท่านกล่าวว่าในวัดแห่งนี้ ไม่มีระบบวัดคุณงามความสามารถ (merit system) ไม่ว่าคุณจะกระตือรือร้นในการภาวนา หรือทำกิจวัตรประจำวันอย่างตั้งอกตั้งใจเพียงใดหรือไม่ ก็ไม่มีผลต่าง คุณเป็นเพียงลูกศิษย์ปกติอีกคนหนึ่งที่ไม่มีสภาพปัจเจกเฉพาะตน ศิษย์ทุกคนพึง “ปลดปล่อยตัวตน”

– อิชิโระ อากูโตะ หลังจากผลิตเหล้าสาเกชั้นดีอยู่นาน ได้หันมาผลิตวิสกี โดยมีเป้าหมายที่จะผลิตวิสกีชั้นดีตามมาตรฐานสากล แข่งกับผู้ผลิตดั้งเดิมในสหราชอาณาจักร

– เซอิชิ โคชิมิสุ เป็นหัวหน้าการผสมเหล้าวิสกี “ซันโตริ” อันเป็นที่นิยมในญี่ปุ่น เขาเกี่ยวพันกับศิลปะอันซับซ้อนของการผสมเหล้าให้ลงตัวอย่างดีเลิศมานานหลายปี ปัจจุบัน เมื่อมาถึงอายุ 68 ปี เขายังมุ่งมั่นในงานนี้อยู่ต่อไป แม้เขาคงไม่รู้ว่า เหล้าที่เขาผสมและต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าจะได้ที่นั้น จะออกมาเป็นอย่างไร เขายังคงกิจวัตรเดิม และทุกเที่ยงวันเขาจะยังคงกินแต่ซุปอูด็องเหมือนเดิม เพราะไม่อยากรบกวนความสามารถของลิ้นในการชิมเหล้าของเขา

– พิธีดื่มชาของญี่ปุ่นริเริ่มโดย เซน โน รีกิว ในสมัยที่ซามูไรเอาแต่ฆ่าฟันกัน หลังการเสียชีวิตของเขาในปี ค.ศ. 1591 ครอบครัวของเขาได้แบ่งเป็นสามสายซึ่งสืบทอดพิธีนี้ต่อไป พิธีในระยะแรกมักจัดในห้องแคบ ๆ มิให้ซามูไรนำดาบเข้ามา เพื่อให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย และเป็นการพบปะกันอย่างใกล้ชิดในบรรยากาศที่ชวนให้เคารพทั้งสถานที่และบุคคล ผนังจะประดับด้วยดอกไม้ที่เลือกสรรอย่างบรรจง (เริ่มต้นเล็ก ๆ), ทั้งผู้ประกอบพิธีและผู้เข้าร่วมแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตน (ปลดปล่อยตัวตน), เครื่องปั้นดินเผาที่ใช้มีอายุนับสิบหรือร้อยปี ซึ่งสร้างความประทับใจ (เหมาะสมกลมกลืนและยั่งยืน), พิธีมีเป้าหมายคือความเพลิดเพลินกับรายละเอียดที่สื่อเข้ามาเป็นอารมณ์ (เบิกบานใจกับสิ่งเล็กสิ่งน้อย), ผู้เข้าร่วมมีสติอยู่กับบรรยากาศของห้องพิธี (อยู่ที่นี่ ณ เวลานี้)

– ขนมหวานตามประเพณีการดื่มน้ำชามักทำโดยครอบครัวกุโรกาวะ ซึ่งประกอบธุรกิจนี้มาเกือบ 500 ปี

– โตมิโซะ ยามากูชิ เริ่มกิจการทำขนมหวานเพื่อใช้ในพิธีดื่มน้าชามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1893 ขนมรูปดอกไม้ของเขาจะทำขึ้นโดยแต่ละชิ้นจะแตกต่างกันเล็กน้อย เหมือนเช่นดอกไม้แต่ละดอกที่ต่างกันโดยธรรมชาติ

– การยับยั้งชั่งใจของชาวญี่ปุ่นแสดงออกในรูปของการถ่อมตน, สุนทรียะที่สมถะ, และความสง่างามอย่างพอเพียง ซึ่งตรงกับคำว่า ‘วะบิ-ซะบิ’ ที่มาจากการรวมความเรียบง่ายกับความงามที่ทรงคุณค่าตามกาลเวลา อันนำมาซึ่งความไม่สมบูรณ์ได้

– ชาวญี่ปุ่นมีศิลปะการจัดดอกไม้ หรือ อิเกบานะ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1462 ซึ่งแสดงออกถึงสุนทรียะที่มีลักษณะเฉพาะของตน

– บริษัทคอนโก กูมิ ก่อตั้งในปี ค.ศ. 578 โดยช่างไม้สามคน ที่เชี่ยวชาญในการสร้างและบำรุงรักษาวัด ปัจจุบัน บริษัทยังคงดำเนินกิจการที่บริหารโดยครอบครัวคอนโกอยู่อย่างไม่ขาดตอน

– วัดอิเซะถือเป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของศาสนาชินโตะ ล้อมรอบด้วยป่าที่สร้างบรรยากาศปลอดโปร่งและสงบเงียบ ลักษณะพิเศษของวัดอิเซะคือการรื้ออาคารของวัดแล้วสร้างใหม่ให้เหมือนเดิมทุกยี่สิบปี โดยใช้ไม้ที่ทางวัดปลูกไว้ตามที่ต่าง ๆ ของประเทศ บางต้นมีอายุ 200 ปี การสร้างใหม่เช่นนี้ทำอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลา 1200 ปีที่ผ่านมา

โคทม อารียา