ภายหลังการประกาศตัวเลขภาษีของสหรัฐอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 68 (เวลาสหรัฐฯ) ในอัตราคงที่ 36% หลายคนกำลังก่นด่าการทำงานของคณะเจรจาฯ ภาษีของไทย ที่นำโดย นายพิชัย ชุณหวชิร อยู่ไม่น้อยถึงการทำงานที่ยังไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ รวมถึงอารมณ์ความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ที่คาดหวังมายังรัฐบาลได้
ผมไม่อยากให้ทุกคนตั้งต้นด้วยคำว่า ดีลนี้เราต้องไม่แพ้ และต้องชนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องชนะคู่แข่งอย่างเวียดนาม เป็นต้นว่าหากสหรัฐอเมริกากลัวจีนจะผงาดเช่นไร เราเองก็กลัวเวียดนามจะผงาดเช่นนั้น การคิดเช่นนี้ไม่ผิดหากจะคิดแง่ของความได้เปรียบในการแข่งขัน
ข้อตกลงที่ปรากฏอยู่เป็นการทั่วไปของเวียดนาม แจ้งว่า สหรัฐฯ จะเก็บภาษีเวียดนาม โดยสินค้าเวียดนามส่งออกไปยังสหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีที่ 20% ขณะที่สินค้าที่มาจากประเทศที่สามส่งผ่านเวียดนามในลักษณะของการ Transshipment จะเรียกเก็บสินค้าที่ภาษีที่ 40%
เมื่อลักษณะเป็นเช่นนี้จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเวียดนามจะชนะโดยแท้ในสงครามการค้าครั้งนี้ หากแต่ในรายละเอียดสหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีสินค้าที่ส่งออกจากเวียดนามในอัตรา 20% นั้น จะต้องมั่นใจได้ว่าสินค้านั้นผลิตจากเวียดนามจริงๆ เป็นสินค้าที่มีสัดส่วนการผลิตโดยใช้วัตถุดิบในประเทศในอัตราร้อยละเท่าไหร่ สหรัฐฯ ถึงจะมองว่าสินค้าชิ้นนี้ได้สัดส่วนของวัตถุดิบหรือส่วนประกอบที่ผลิตในประเทศ (Local content)
เรียกง่ายๆ ว่า นี่คือเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าเพิ่มภายในภูมิภาค หรือ RVC (Regional Value Content) ที่ใช้ในการพิจารณาว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศสมาชิกสัดส่วนของวัตถุดิบหรือส่วนประกอบที่ผลิตภายในภูมิภาคจำนวนเท่าไหร่ตามที่ตกลงไว้ ผมยกตัวอย่างความตกลงของอาเซียน อย่าง ATIGA ที่เรากำหนดเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าไว้ที่ 40% ถึงจะถือว่าเป็นสินค้านั้นผลิตในประเทศนั้นๆ จริง
เรื่องราวที่เราไม่ทราบ คือ เวียดนามได้ตกลงเรื่องนี้ไว้กับสหรัฐฯ ที่อัตราร้อยละเท่าไหร่ของมูลค่าสินค้าที่จะถือว่าเป็นสินค้าที่ผลิตจากเวียดนาม เพราะในทางปฏิบัติสินค้าประเภทอุตสาหกรรมล้วนแล้วแต่ใช้วัตถุดิบนำเข้าเพื่อมาประกอบในประเทศอื่นทั้งสิ้น และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายพอสมควรหากจะรับเกณฑ์นี้ไว้เพื่อแลกข้อตกลงกับสหรัฐฯ ที่จะจัดเก็บภาษีน้อยลง ซึ่งไม่ใช่ 0% อย่างที่เวียดนามให้กับสหรัฐฯ
เพราะนั่นคือ การรับได้ของผู้ประกอบการในแง่การผลิต หากผลิตไม่ได้ตามเกณฑ์ที่จะถือว่าเป็นสัดส่วนการผลิตที่จะเกิดขึ้นในประเทศจริงๆ ก็จะโดนเรียกเก็บภาษีที่อัตราสูงกว่าอย่าง 40% ที่เวียดนามให้ไว้กับสหรัฐฯ
เรื่องนี้เป็นเรื่องเชิงเทคนิคที่จะต้องคำนวณ และการยอมรับได้ถึงมูลค่าสินค้าที่ใช้ในการผลิตเพื่อให้ได้ Local content บางความตกลงการค้าเสรีใช้การคำนวณ RVC ในรูปแบบทางการค้าในรูปแบบราคาสินค้าจากหน้าโรงงานการขนส่งไปถึงท่าเรือต้นทาง (FOB) มาคำนวณต้นทุนการผลิต บางความตกลงคำนวณที่ราคาหน้าโรงงาน (Ex-Works) เพื่อมาคิดสัดส่วนมูลค่าสินค้า
สำหรับผมหากเป็นอย่างนี้ไม่แน่ใจว่า เราจะบอกว่าเวียดนามชนะในดีลนี้ได้อยู่หรือเปล่า เพราะอย่าลืมว่าสินค้าการผลิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนใหญ่ใช้วัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศจีน จำพวกเหล็ก อะลูมิเนียม หรือวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
นั่นเป็นเพราะประเทศในภูมิภาคนี้เราวางตัวสถานะประเทศเป็นประเทศผู้รับการลงทุน ไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตด้วยตัวเองแล้วส่งออก อย่าลืมว่ารากฐานของภูมิภาคนี้เราเติบโตกันมาได้ด้วยเกษตรกรรม ไม่ใช่อุตสาหกรรมหนัก การปฏิวัติทางอุตสาหกรรม การคิดค้นเทคโนโลยีในการแข่งขัน จำต้องอาศัยนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาจดจัดตั้งบรรษัทต่างชาติแทบทั้งสิ้น
ซึ่งในระยะยาวอาจเป็นแง่หนึ่งที่ทำให้ผู้บริหารนโยบายต้องกลับมาฉุกคิดว่า สถานะของประเทศเราจะเป็นประเทศผู้รับ (การลงทุน) มากกว่าจะเป็นผู้ให้ (การลงทุน) อย่างเดียวหรือไม่ ที่ผ่านมาเราได้มีนโยบายปฏิวัติอุตสาหกรรม หรือนวัตกรรม มากน้อยแค่ไหนที่จะผลิตในประเทศเพื่อส่งออก หรือ จะแย่งนักลงทุนผ่านการให้ข้อเสนอสิทธิพิเศษแข่งกันอย่างเดียว ก็เป็นอีกโจทย์หนึ่งที่ต้องคิดและมองในระยะยาว
เมื่อเป็นเช่นนี้ประเทศไทยควรทำอย่างไร?
ผมไม่โทษคณะทำงานเจรจาฯ เพราะเข้าใจดีว่าท่านทั้งหลายทำงานหนักเพื่อประเทศ แต่จะมากหรือน้อยเป็นหน้าที่ของสังคมโดยทั่วไปที่จะตัดสินใจ เพราะเรื่องนั้นเป็นเรื่องปัจเจกบุคคลอันมิอาจก้าวล่วงได้
ประเด็นของผมคือ ถ้าเรายอมรับไม่ได้ในเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าการผลิต เพราะต้องอาศัยการปรับตัวในระยะยาว ในบางอุตสาหกรรม และยอมรับไม่ได้ที่จะเปิดตลาดให้กับสินค้า บริการ หรือการลงทุนที่เป็นที่สงวนไว้เพื่อผลประโยชน์ของชาติ เราจะทำอย่างไรนอกจากหาตลาดเสริมเพื่อรองรับการผลิตที่ออกมา เรื่องนี้หนีไม่พ้นการเยียวยาของภาครัฐต่อผู้ประกอบการ ซึ่งหน่วยงานใดจะเป็นเจ้าภาพนั้นต้องรอการประกาศและแจ้งจากรัฐบาลในลำดับถัดไป
ข้อเสนอแนะจาก 3 ฉากทัศน์ที่ผมมองถึงการเยียวยาช่วงเหลือของภาครัฐที่สามารถทำได้ ณ ตอนนี้
1.การเยียวยาเฉพาะรายให้กับผู้ประกอบการที่ไม่สามารถผลิตได้ตามเกณฑ์ที่สหรัฐฯ ต้องการ โดยเยียวยาชดเชยสัดส่วนจากภาษีที่สหรัฐฯ ให้สำหรับสินค้าที่ผลิตได้เกณฑ์มูลค่าสินค้าจากไทยอาจจะเป็น 20% บวกลบ ไปยังภาษีที่เขาโดนเรียกเก็บจริงเนื่องจากผลิตไม่ได้ตามเกณฑ์มูลค่าสินค้า
2.การให้มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) ให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางถึงขนาดย่อมเพื่อสนับสนุนการอยู่รอดของธุรกิจ โดยอาจแบ่งประเภทที่ให้สินเชื่อเพื่อขยายตลาดเสริมเพื่อรองรับ หรือ การปรับโครงสร้างเพื่อกระจายความเสี่ยงทางการตลาดในอนาคต
3.การช่วยเหลือแรงงานที่ถูกออกจากภาคอุตสาหกรรมเพื่อลดต้นทุนในการผลิตสินค้าในภาวการณ์เช่นนี้ รัฐบาลต้องสนับสนุนเงินเพื่อเป็นรายได้ให้กับแรงงาน ซึ่งเป็นมาตรการเสริมนอกจากที่ผู้ประกอบการจะต้องจ่ายชดเชยให้กับลูกจ้างกรณีเลิกจ้างตามกฎหมายแรงงาน รวมถึงการออกมาตรการเพื่อการรองรับหางานใหม่ให้กับแรงงานเหล่านั้น
ส่วนจะมีมาตรการอื่นเสริมให้กับผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก เช่น การพักหนี้ การบริหารหนี้เสียที่รัฐจะต้องเข้าไปช่วย ฯลฯ เป็นโจทย์ที่ทีมคณะเจรจาฯและรัฐบาลต้องดำเนินการ โดบผมหวังว่าเป็นอย่างยิ่งว่า หลังจากนี้ รัฐจะมีนวัตกรรมทางนโยบายในการช่วยเหลือให้กับผู้ได้รับผลกระทบอย่างตรงเป้า แม่นยำ และชัดเจน ออกมาให้ประเทศไทย ดังคำที่คุณพิชัย ชุณหวชิร โพสต์ว่า สู้แล้ว สู้อยู่ สู้ไม่ถอย ในวันอังคารที่ผ่านมา
สำหรับผมประเทศไทย ‘ข้อตกลงนี้ไม่มีแพ้หรือชนะ’ เพราะโจทย์ใหญ่วันนี้ไม่ได้อยู่ที่เราต้องเดินตามเงื่อนไขของสหรัฐฯ ที่ผกผันไปมาแล้ว แต่วันนี้คือ การเยียวยาและปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อการแก้ไข ปรับปรุง ให้เรามีความได้ปรียบในการแข่งขันในอนาคต นี่คือ โลกาภิวัฒน์ของทรัมป์ที่เราต้องทำตามต่างหาก

