จากปรัชญาชีวิตอิคิไก-สู่การครุ่นคิดในบริบทของไทย (ส่วนที่ 2)
อิคิไกคือปรัชญาชีวิตชาวญี่ปุ่น ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการผสมผสานความคิดความเชื่อของศาสนาชินโตะ, ศาสนาพุทธมหายาน, และลัทธิขงจื้อ พร้อมกับการเปิดรับและปรับปรุงซึ่งความคิดสมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง ลักษณะเฉพาะของชาวญี่ปุ่นจึงมีทั้งความยั่งยืน ความหลากหลายและพลวัต เพื่อจะเข้าใจชาวญี่ปุ่น เราควรพยายามศึกษาปรัชญาชีวิตของเขา หรือศึกษาอิคิไกไว้บ้างไม่มากก็น้อย
ชาวสยามประกอบด้วยชาติพันธุ์หลากหลายที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นระลอกตั้งแต่ช่วงก่อนประวัติศาสตร์ เพราะแผ่นดินสยามส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบ มีเทือกเขาบ้างแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้ามาของชนกลุ่มต่าง ๆ ไม่เหมือนประเทศญี่ปุ่นที่เป็นหมู่เกาะ ผู้คนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ที่นั่นถือเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน มีระบบความคิดความเชื่อที่กลมกลืนและต่อเนื่องกันมานับพันปี หรือจะกล่าวว่ามีปรัชญาชีวิตเดียวกันก็ว่าได้ ต่างจากชาวสยามที่แม้จะมีนโยบายบังคับกลมกลืน (forced assimilation) เป็นชาวไทย โดยอยากให้มีลักษณะเฉพาะเดี่ยว หรือให้เป็นชุมชนในจินตนาการความเป็นไทย แต่ก็ยังหาปรัชญาชีวิตร่วมกันได้ยาก
บทความนี้จะอ้างอิงหนังสือเรื่องอิคิไกสองเล่ม เล่มแรกคือ “อิคิไก: ความลับพื้น ๆ เกี่ยวกับชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุข” เขียนโดย เฮกตอร์ การเซีย และฟรานเชสก์ มีรัลเลส พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 2016 เล่มที่สองคือ “อิคิไก: วิถีชาวญี่ปุ่นในการมีชีวิตที่มีความสุขและยืนยาว” เขียนโดย เคน โมชิ พิมพ์ครั้งแรกไล่เรี่ยกันในปี ค.ศ. 2017 ซึ่งทั้งสองเล่มได้มีการปริทรรศน์อยู่พอสมควรแล้ว ซึ่งจะสืบค้นได้ทางอินเทอร์เน็ตเป็นต้น ผมจึงขอเก็บตกมาทบทวนเพียงบางประเด็น ส่วนในตอนท้ายของบทความ มีข้อเสนอว่า ชาวไทยควรศึกษาและถกแถลงเรื่องปรัชญาชีวิตอย่างกว้างขวางมากขึ้น
ส่วนแรกของบทความได้กล่าวถึง “อิคิไก” ซึ่งเป็นปรัชญาชีวิตของชาวญี่ปุ่น ส่วนที่สองนี้จะเป็นการย้อนมามองตัวเราเอง เราควรคิดถึงค่านิยมพื้นฐานของคนไทยให้มากขึ้น แต่ดูเหมือนว่าเรายังไม่มีการศึกษาให้ละเอียดในเรื่องนี้ ต่างจากชาวญี่ปุ่นซึ่งสั่งสมและพัฒนาค่านิยมมายาวนาน ในที่นี้ ขอทดลองเสนอค่านิยมสักห้าข้อ เพื่อประกอบการพิจารณาในเบื้องต้นของคนไทย และเพื่อการถกแถลงกันต่อไป ดังนี้
– ข้อที่หนึ่งคือ ความรักความกรุณาต่อตนเอง ต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์
– ข้อที่สองคือ สัมมาวาจา หมายรวมถึงความซื่อตรงตามวาจาที่กล่าวไว้อย่างถูกกาละเทศะและอย่างเป็นประโยชน์
– ข้อที่สามคือ ความเป็นธรรมและการลดความเหลื่อมล้ำ
– ข้อที่สี่คือ การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความแตกต่างทางความคิดความเชื่อของผู้อื่น
– ข้อที่ห้าคือ เสรีภาพ หมายรวมถึงเสรีภาพการเรียนรู้ที่ได้จากการทดลองปฏิบัติและจากประสบการณ์จริง
ผมคิดว่าถ้าเรารู้จักตัวเราเองมากขึ้น รู้ว่าค่านิยมหลักของเราคืออะไร เราอาจเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ที่ยั่งยืนกว่าที่เป็นอยู่นี้ ดังที่ชาวญี่ปุ่นยังมีค่านิยม “wa” (harmony หรือ ความเหมาะสมกลมกลืน) ที่เจ้าชายโชโตกุ ได้บัญญัติไว้ในธรรมนูญ 17 มาตรา ที่พระองค์เขียนขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 7
ในหนังสือของโมจิที่นำมาอ้างถึง เขาเสนอสาระสำคัญ 5 ประการของอิคิไก ดังนั้น การนำสาระสำคัญดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับคติของสังคมไทย น่าจะเป็นประโยชน์บ้าง โดยมีสมมุติฐานว่าคนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ และมีคติธรรมเชิงพุทธที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ในที่นี้ จะขอทดลองเสนอคติธรรมบางข้อที่พอเทียบเคียงกับสาระสำคัญของอิคิไกได้บ้าง แม้ว่าคติธรรมที่จะยกมากล่าว ยังไม่ใช่ปรัชญาชีวิตเสียทีเดียว
การประยุกต์สาระสำคัญที่โมจิเสนอ มีดังนี้
1) เริ่มต้นเล็ก ๆ เรื่องนี้จะเทียบเคียงกับอิทธิบาท 4 ในข้อ “ฉันทะ” ได้บ้างไหม ฉันทะหมายถึงความรักความพอใจในสิ่งที่มีอยู่หรือสิ่งที่ทำ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเล็กจะใหญ่ แต่ถ้าจะเริ่มจากสิ่งที่ใหญ่เลยก็อาจลำบาก เริ่มจากสิ่งที่เล็ก แล้วฉันทะอาจนำไปสู่สิ่งที่ใหญ่อย่างเป็นธรรมชาติ
2) ปลดปล่อยตัวตน น่าจะตรงกับการกำราบอัตตาและการปล่อยวางตัวตนที่เป็นคำสอนสำคัญของพุทธศาสนา
3) ความเหมาะสมกลมกลืนและยั่งยืน กล่าวเฉพาะความกลมกลืน น่าจะตรงกับคำสอนเรื่องทิฏฐิสามัญญตา คือมีทิฏฐิงามเสมอกันกับเพื่อนทั้งหลาย ให้ความเคารพและให้เกียรติแก่ความคิดเห็นผู้อื่น มีความเห็นชอบร่วมกัน ส่วนความยั่งยืนน่าจะอยู่ในอิทธิบาท 4 ในเรื่อง วิริยะคือความพากเพียรและความขยันอย่างต่อเนื่อง และในเรื่องจิตตะคือความเอาใจใส่มุ่งมั่นและรับผิดชอบสิ่งนั้น ๆ หากทำด้วยวิริยะและจิตตะ สิ่งที่ทำย่อมมีความยั่งยืน
4) ความเบิกบานใจกับสิ่งเล็กสิ่งน้อย น่าจะเกิดขึ้นเมื่อมีใจปลอดโปร่งโดยการให้ การฝึกขอบคุณ และการฝึกเมตตาแก่ตนเองและผู้อื่น อนึ่ง มีคำสอนการฝึกจิตด้วยคติโลจองของทิเบต โดยคติข้อหนึ่งมีความว่า “เป็นเด็กน้อยแห่งมายา ในช่วงเวลาหลังการภาวนา” สังเกตว่าเด็กไม่ค่อยยึดมั่นถือมั่น จึงมักเบิกบานใจกับสิ่งใกล้ตัวได้โดยง่าย
5) อยู่ที่นี่ ณ เวลานี้ อันที่จริง กายอยู่ที่นี่อยู่แล้ว เพียงแต่ความคิด จิตใจอาจส่งออกไปไกล ณ ที่อื่น แถมชอบคิดถึงอดีตบ้าง อนาคตบ้าง แล้วใจก็ไม่อยู่กับสิ่งตรงหน้า ณ เวลานี้ พุทธศาสนาจึงสอนให้ฝึกสติและอยู่กับปัจจุบัน
ในหนังสือเรื่องอิคิไกทั้งสองเล่มที่นำมาอ้างอิงในที่นี้ ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างถึงคนญี่ปุ่นผู้มีอิคิไกหลายคน บางคนมีอายุยืนยาว และทุกคนมีความมุ่งมั่น คนไทยที่อายุยืนมี อาทิ พลเอกสายหยุด เกิดผล, หมอเฉก ธนสิริ, หมอบรรลุ ศิริพานิช เป็นต้น คราวนี้ผมพยายามมองหาผู้ที่มีความมุ่งมั่นและมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน เราน่าจะมองหาตัวอย่างคนไทยผู้มีปรัชญาชีวิตในแบบของเขาดูบ้าง แต่เรื่องนี้คงเกินขอบเขตของบทความสั้น ๆ บทนี้ไปมาก กระนั้น ขอยกตัวอย่างของบุคคลบางคนที่ผมพอรับรู้แนวคิดแนวปฏิบัติของพวกเขา แล้วรู้สึกประทับใจ โดยขอจำกัดเฉพาะบุคคลที่นึกได้ไว ๆ ในสามแวดวงคือ การศึกษาทางเลือก, การต่อสู้จนแลกด้วยชีวิต, และการปลูกต้นไม้/รักษาป่า ทั้งนี้ อาศัยการสืบค้นทางอินเทอร์เน็ตและจากหนังสือ “การศึกษาภาค (อย่า) บังคับ” เขียนโดย โคลญ่า
ผู้นำการศึกษาทางเลือก
1) ฉลบชลัยย์ พลางกูร ผู้มีชีวิตเพื่อผู้อื่นจวบจนวายชนม์ด้วยวัย 100 ปี ครูฉลบฯพบรักกับจำกัด พลางกูรขณะที่ทั้งคู่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ระหว่างเรียน ครูฉลบฯได้เข้ารับการอบรมการศึกษาทางเลือกที่นำเสนอโดยมาเรีย มอนเตสซอรี ซึ่งถือนักเรียนเป็นศูนย์กลาง มีการเรียนร่วมกันแบบคละอายุในช่วงห่างกันไม่เกินสามปี เมื่อกลับมาประเทศไทย ครูฉลบฯและจำกัดได้ตั้งโรงเรียนดรุโณทยานในปี 2482 โดยครูฉลบฯได้อุทิศตนอย่างมั่นคงในการสอนนักเรียนทุกคน
2) โกมล คีมทองจบคณะคุรุศาสตร์ และรัตนา สกุลไทย จบคณะอักษรศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจบการศึกษา ทั้งคู่ไปตั้งโรงเรียนชุมชนที่เหมืองบ้านส้อง อำเภอพระแสง โดยเน้นการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับวิถีการเกษตรและวัฒนธรรมท้องถิ่น แต่โชคร้ายที่นักรบของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย สงสัยว่าพวกเขาเป็นสายให้ทางการ จึงลอบสังหารเขาทั้งสองในปี 2514
3) นายแพทย์พร พันธุ์โอสถ ก่อตั้งโรงเรียนปัญโญไทย ในปี 2539 โดยจัดการเรียนการสอนในแบบฉบับของสำนักวอลดอร์ฟ ซึ่งเน้นความสมดุลระหว่างการพัฒนากาย, ใจ, และปัญญา เน้นการมีอิสรภาพทางความคิดและความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง
4) พิภพและรัชนี ธงไชย ก่อตั้งโรงเรียนหมู่บ้านเด็กที่จังหวัดกาญจนบุรีในปี 2522 โรงเรียนประจำแห่งนี้รับเด็กที่ขาดแคลน โดยมีแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งจากแนวคิดซัมเมอร์ฮิลล์ ที่เน้นความรัก, เสรีภาพ, และการปกครองตนเองของนักเรียน
5) ประภาภัทร นิยม ก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณในปี 2540 ด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธาในปัญญาการเรียนรู้ที่ไม่มีขีดจำกัดของมนุษย์
6) มีชัย วีระไวทยะ ก่อตั้งโรงเรียนมีชัยพัฒนาในปี 2552 เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมกับครูในการเป็นผู้นำและการบริหารโรงเรียน
ผู้ต่อสู้จนตัวตาย
1) สืบ นาคะเสถียร ทำงานอยู่ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เขามุ่งมั่นดูแลสัตว์ป่าอย่างเต็มที่ แต่ในปี 2533 เขาถูกกดดันจากผู้บังคับบัญชาและผู้มีอิทธิพล จนเลือกที่จะปลิดชีวิตตนดีกว่าการยอมจำนนหรือการถูกปองร้าย
2) นวมทองไพรวัลย์ ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เขาต่อต้านการรัฐประหาร ในเรื่องนี้ ไม่มีใครจะแสดงออกได้ยิ่งไปกว่าเขาแล้ว นวมทองขับรถแท็กซี่ของตนเองชนกับรถถังหลังการรัฐประหารปี 2549 ต่อมา เขาแขวนคอตายใต้สะพานลอยถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อเป็นการประท้วงครั้งสุดท้ายด้วยชีวิต
3) เนติพร เสน่ห์สังคม ชื่อเล่น “บุ้ง” เสียชีวิตในเดือนพฤษภาคม 2567 หลังการอดอาหารในเรือนจำตั้งแต่เดือนมกราคม เธอมีข้อเรียกร้องสองข้อคือ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และจะต้องไม่มีคนเห็นต่างทางการเมืองถูกคุมขังอีก
ผู้มุ่งมั่นปลูกต้นไม้/รักษาป่า
1) ร.ต.ต. วิชัย สุริยุทธ หรือดาบวิชัย เป็นตำรวจที่อำเภอปรางค์กู่ เขาเริ่มปลูกต้นไม้ตั้งแต่ปี 2530 ยามเมื่อดาบวิชัยจากไปในปี 2566 ด้วยอายุ 77 ปี เขาคนเดียวได้ปลูกต้นไม้ราวสามล้านต้น เขาเปลี่ยนอำเภอปรางค์กู่จากพื้นที่ทุรกันดารเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ขึ้น เขาเคยกล่าวว่า “ผมจากไป แต่ต้นไม้ยังอยู่”
2) ยศ เหล่าอัน มีอาชีพเป็นครู เขาเกิดแรงบันดาลใจที่จะฝังเถ้าอัฐิของผู้ล่วงลับไว้ใต้ต้นไม้ที่เขาปลูก ในตอนแรกก็ปลูกในบริเวณวัด เขาถูกมองว่ามีความคิดประหลาด แต่เมื่อความคิดของเขาเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ผู้คนเริ่มส่งเถ้าอัฐิมาให้ครูยศจากทุกสารทิศ ครูยศทำการปลูกต้นไม้ที่ฝากความยั่งยืนไว้กับเถ้าอัฐิ ตลอดเวลา 30 ปีที่ผ่านมา เขาปลูกต้นไม้ได้มากกว่าล้านต้น ลูกหลานบางคนปักป้ายชื่อที่ระบุวันเกิดและวันตายของผู้วายชนม์ไว้ข้างต้นไม้ ด้วยวิธีนี้ เถ้าอัฐิได้ผสมผสานไปกับดิน เหมือนกับที่ผสมผสานไปกับน้ำในพิธีลอยอังคาร
3) พระไพศาล วิสาโล มีผลงานเผยแผ่ศาสนาพุทธในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะในด้านศาสนาเพื่อสังคม ในปี 2543 พระไพศาลได้จัดทำโครงการธรรมยาตรา เพื่อฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติลุ่มน้ำลำปะทาว ตามดำริของหลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ โดยมีจุดมุ่งหมายทั้งในด้านศาสนธรรม การอนุรักษ์ป่า และวิถีเกษตรอินทรีย์ ตลอดจนสร้างแรงกระตุ้นให้ผู้คนในชุมชนท้องถิ่นและชุมชนเมืองได้ตระหนักถึงศักยภาพและหน้าที่ของตนในการดูแลรักษาและอยู่ร่วมกับธรรมชาติ เรื่องนี้ทำได้ง่าย ในหลายรูปแบบ เพียงเริ่มต้นจากตนเอง
ธรรมยาตราเป็นการออกเดินเป็นระยะเวลา 8 วัน 7 คืน ของกลุ่มพระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติธรรม ชาวบ้าน เยาวชน เด็กนักเรียน และกลุ่มคนที่สนใจ ไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ ของลำน้ำปะทาว บนเทือกเขาภูแลนคา ผู้เดินได้มีโอกาสฝึกฝนตนเองตามหลักคิดที่ว่า “เมื่อธรรมชาติดีงาม ผู้คนดีงาม สังคมดีงามย่อมเกิดขึ้น”
ธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาวได้จัดให้มีขึ้นทุกปี จนถึงปีที่ยี่สิบ ครั้งสุดท้ายจัดในเดือน มกราคม 2564 สอบถามพระไพศาลทราบว่า “ปีนี้อาจไม่ได้จัด” ขออนุโมทนาบุญในการรักษาป่าและธรรมชาติอย่างต่อเนื่องของพระไพศาลมา ณ ที่นี้
ตัวอย่างของผู้ที่มุ่งมั่นและทำงานเพื่อสังคมไทยยังมีอีกมากหลาย หากมีการศึกษาเพิ่มเติมที่ครอบคลุมมากยิ่ง ๆ ขึ้นในเรื่องนี้ ก็คงจะพอเห็นได้ว่า เขาเหล่านั้นมีค่านิยมหรือคุณค่าใดในการดำเนินชีวิต ค่านิยมใดช่วยให้เขาอุทิศชีวิตของตนอย่างมุ่งมั่นและยั่งยืน หากเรารู้จักคนไทยที่เป็นแบบอย่างได้กว้างขวางขึ้น ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันก็น่าจะมีมากขึ้น การบิดเบือนต่าง ๆ คงทำได้ยากขึ้น และเราอาจมีปรัชญาชีวิตที่เหมาะสมกลมกลืนกันมากขึ้นด้วย
โคทม อารียา

