หน้าแรก บทความ แรงงานต่างด้า...

แรงงานต่างด้าวในไต้หวัน

18.07.25 | 13:35 น.

แรงงานต่างด้าวในไต้หวัน

ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาไต้หวันเป็นประเทศที่มีแรงงานไทยไปทำงานมากที่สุดถึงกว่าร้อยละ 40 ของแรงงานไทยไปต่างประเทศ เฉลี่ยปีละ 23,000 คน (รวมผู้ที่เดินทางกลับ) และส่งเงินกลับไทยปีละไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท (จำนวนเงินส่งกลับบ้านของแรงงานไทยในต่างประเทศช่วง 2565-2567 ประมาณปีละ 2.5 แสนล้านบาท) รวมทั้งไต้หวันเป็นประเทศที่แรงงานไทยเข้าไปทำงานตั้งแต่วันแรกที่ไต้หวันเปิดรับแรงงานต่างด้าวในปี 2532 หรือเมื่อ 36 ปีมาแล้ว (แรงงานไทยไปไต้หวันครั้งแรก 400 คน)

ไต้หวันมีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 21 ของโลก โดยมี GDP ประมาณ 26.9 ล้านล้านบาทในปี 2568 และรายได้ต่อหัวประมาณ 1.1 ล้านบาทต่อคนต่อปี (ประมาณ 4 เท่าของไทย) มีอุตสาหกรรมการผลิตที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ตั้งแต่ พ.ศ.2490 จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน “สี่เสือแห่งเอเชีย” เคียงกับฮ่องกง เกาหลีใต้และสิงคโปร์ ปัจจุบันไต้หวันเป็นผู้นำในการผลิตส่วนประกอบและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก

ตั้งแต่ปี 2520 การพัฒนาเศรษฐกิจของไต้หวันยังใช้แรงงานเข้มข้นเป็นแกนให้เศรษฐกิจเฟื่องฟูโดยจำเป็นต้องใช้แรงงานราคาถูกจำนวนมาก นอกจากนั้น ปัจจุบันไต้หวันเป็นสังคมสูงอายุเต็มที่แล้ว (กว่าร้อยละ 20 ของประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป) ทำให้ขาดแคลนแรงงานยิ่งขึ้น ครอบครัวที่ฐานะดี เริ่มมีการจ้างคนทำงานบ้าน ดูแลผู้สูงอายุ โรงพยาบาลก็เริ่มจ้างแรงงานต่างด้าวดูแลคนป่วยและผู้สูงอายุ

ไต้หวันมีประชากร 20.3 ล้านคน เป็นแรงงาน 12 ล้านคน และอัตราการว่างงานร้อยละ 3.3 ภาคอุตสาหกรรมไต้หวันเริ่มประสบการขาดแคลนแรงงานอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2530 จึงกดดันให้รัฐอนุญาตให้จ้างแรงงานต่างด้าวได้เพื่อลดแนวโน้มของการย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ ในปี 2532 รัฐบาลประกาศใช้นโยบายแรงงานต่างด้าวเป็นครั้งแรก และแรงงานต่างด้าวสามารถเข้าไปทำงานในไต้หวันอย่างถูกกฎหมายได้ตั้งแต่ ปี 2533 และเริ่มใช้กฎหมายแรงงานต่างด้าว (Employment Service Act 1992: ESA) ในปี 2535 เพื่อบริหารจัดการการจ้างแรงงานต่างด้าวระดับล่าง ESA มีการปรับแก้หลายครั้ง

Advertisement

แรงงานต่างด้าวในไต้หวันอาจจำแนกออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ แรงงานทั่วไป (general laborers) แรงงานทักษะปานกลาง (Intermediate-skilled workers) และแรงงานระดับสูง (Professionals) ผู้บริหาร ผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้เชี่ยวชาญ และเจ้าหน้าที่เทคนิค

บทความนี้รายงานเฉพาะแรงงานระดับล่างและกลาง (ดังตาราง)

ในภาพรวมในกลางปี 2568 ไต้หวันมีแรงงานต่างด้าวรวมทั้งสิ้น 8.4 แสนคน แต่มีงานทำเพียง 7.4 แสนคน ว่างงาน 6.3 พันคน สูญหายหรือหลบหนีเป็นแรงงานเถื่อนหรือ “ผีน้อย” 9.9 หมื่นคน ในจำนวนต่างด้าวที่มีงานทำเป็นชายร้อยละ 51 และหญิงร้อยละ 49 แรงงานต่างด้าวมาจากอินโดนีเซีย ร้อยละ 37 (หญิงร้อยละ 66) เวียดนาม ร้อยละ 35 (หญิงร้อยละ 32) จากฟิลิปปินส์ ร้อยละ 20 (หญิงร้อยละ 57) และแรงงานไทยเพียงร้อยละ 9 หรือ 7.2 หมื่นคน (หญิงร้อยละ15)

แรงงานเวียดนามมีการว่างงานมากที่สุด (ร้อยละ 40 ของแรงงานต่างด้าวที่ว่างงาน) และเป็นกลุ่มที่สูญหาย (เถื่อน) ร้อยละ 62.5 ของแรงงานเถื่อน 9.9 หมื่นคน ขณะที่แรงงานไทยว่างงานน้อย (ร้อยละ 16 ของแรงงานต่างด้าวที่ว่างงานและมีสัดส่วนเถื่อนต่ำสุด (ร้อยละ 2.1 ของแรงงานเถื่อนและ 0.7 ของแรงงานไทยในไต้หวัน)

แรงงานระดับนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่มอาชีพหลักๆ คือ งานอุตสาหกรรม/ก่อสร้าง 5.3 แสนคน (ประกอบด้วยอุตสาหกรรมการผลิตและแรงงานที่เกี่ยวข้อง 4.65 แสนคน ก่อสร้าง 3.2 หมื่นคน ประมงทะเล 9.1 พันคน และเกษตร 1.3 หมื่นคน) และงานสวัสดิการสังคม 2.16 แสนคน ประกอบด้วย พยาบาลในสถาบัน 1.6 หมื่นคน เป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุตามบ้านเกือบ 2 แสนคน และคนทำงานบ้าน 1.9 พันคน

ในภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้าง แรงงานร้อยละ 40 มาจากเวียดนาม และร้อยละ 27 จากฟิลิปปินส์ ในภาคเกษตรซึ่งมีเพียง 1.3 หมื่นคน ส่วนใหญ่มาจากเวียดนาม (ร้อยละ 64)

แรงงานในอุตสาหกรรมการผลิต ก่อสร้างและประมงทะเล มีการแยกกลุ่ม 3K industries ไว้โดยเฉพาะ (ภาษาญี่ปุ่น คือ kitanai, kiken, kitsui หรือ สกปรก อันตราย และน่ารังเกียจ) มีจำนวนถึง 3.18 แสนคน และอีกกลุ่มคือ extra workers (แรงงานทักษะระดับกลางที่อนุญาตให้เอกชนจ้างได้เป็นกรณีพิเศษเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในบางอุตสาหกรรมที่ให้อยู่ทำงานได้ถึง 12 หรือ 14 ปี) ปัจจุบัน มี 1.3 แสนคน โดยแรงงาน 3K และ Extra worker อยู่ภายใต้กฎหมาย LSA : Labor Standard Act 1984 ซึ่งนอกจากจะได้ค่าจ้างไม่น้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำแล้วยังได้ค่าทำงานล่วงเวลา วันหยุดและโบนัส ขณะที่ประมงทะเลแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ ประมงนอกฝั่ง ซึ่งทำงานในเขตน่านน้ำของไต้หวันจะได้รับความคุ้มครองจาก LSA และประมงน้ำลึกที่ทำงานนอกน่านน้ำไต้หวันโดยไม่ได้รับความคุ้มครองจาก LSA แต่อยู่ภายใต้กฎหมายแรงงานต่างด้าว ESA 1992 โดยไม่ได้ค่าจ้างขั้นต่ำและขาดความปลอดภัยในการทำงาน

ในภาคสวัสดิการสังคมมี 2.16 แสนคน ร้อยละ 81 มาจากอินโดนีเซีย ร้อยละ 10 จากฟิลิปปินส์ และร้อยละ 9 จากเวียดนาม โดยแยกเป็นพยาบาลในสถาบัน (โรงพยาบาลและสถานดูแลฯ) 1.6 หมื่นคน เป็นเวียดนาม ร้อยละ 60 และอินโดนีเซีย ร้อยละ 31 ไม่มีแรงงานไทย ส่วนพยาบาลตามบ้านมีเกือบ 2 แสนคน เป็นอินโดนีเซีย ร้อยละ 85 และฟิลิปปินส์ ร้อยละ 10 (มีแรงงานไทยเพียง 217 คน) ขณะที่คนทำงานบ้านมี 1,950 คน เป็นอินโดนีเซีย ร้อยละ 72 และฟิลิปปินส์ ร้อยละ 26 (มีคนไทยเพียง 8 คน) ในกลุ่มนี้มีเพียงพยาบาลในสถาบัน ที่อยู่ใต้กฎหมาย LSA (เหมือนแรงงานไต้หวัน) นอกนั้นอยู่ใต้ ESA ตามสถานะแรงงานต่างด้าว

ปัจจุบัน ค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับแรงงานต่างด้าวในไต้หวันเดือนละ 28,600 NT (เหรียญไต้หวัน) หรือ 32,000 บาท (1 NT = 1.1 บาท) ในภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้างได้ค่าจ้างเฉลี่ยเดือนละ 33,000 NT และผู้ดูแลผู้สูงอายุในบ้านและแม่บ้านได้เดือนละ 24,000 NT ขณะที่พยาบาลในสถาบันจะเริ่มที่เดือนละ 29,000 NT สำหรับพยาบาลที่มีใบอนุญาตทำงานระดับทักษะชั้นกลางเงินเดือนอาจสูงกว่านี้ ถ้ามีประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือการฝึกอบรมเพิ่มเติมอาจได้ถึง 31,000 NT หรือมากกว่า นอกจากเงินเดือนแล้ว พยาบาลยังได้รับค่าล่วงเวลา โบนัส ประกันสุขภาพและสวัสดิการอื่นๆ อีก

แรงงานต่างด้าวในไต้หวันไม่ต้องเสียเวลาต่อใบอนุญาตอย่างไทยเพราะแรงงานต่างด้าวสามารถอยู่ทำงานได้ถึง 12 ปี ผู้ดูแลผู้สูงอายุตามบ้านอยู่ได้ถึง 14 ปี โดยสามารถกลับไปเยี่ยมบ้านได้ ขณะที่แรงงานทักษะไม่จำกัดเวลา และโครงการ Long-term Retention Program อนุญาตให้แรงงานต่างด้าวอยู่เกิน 12 ปีถ้าพัฒนาตนเองเป็นแรงงานทักษะ

สำหรับชีวิตความเป็นอยู่หลังเลิกงานของแรงงานไทย (บางส่วน) ในไต้หวัน งานวิจัยโดยศูนย์การย้ายถิ่นแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2564) พบว่า ชอบดื่มสุรา สูบบุหรี่จัด เที่ยวสถานบันเทิง เล่นการพนัน เสพยาเสพติด มีการลักขโมยบ้าง ทะเลาะวิวาท ตีกันกับแรงงานชาติอื่นและตีกันเอง มีการหลบหนีเข้าเมืองและหลบหนีไปทำงานที่อื่น (แต่น้อยกว่าชาติอื่น) ซึ่งบางคนให้เหตุผลว่าแรงงานที่ไปแบบถูกกฎหมายจะถูกหักค่าใช้จ่ายมากกว่าแรงงานเถื่อน เช่น ค่าอาหาร ค่าภาษี ค่าบัตรประกันสังคมและบัตรประกันสุขภาพ เป็นต้น

บทความนี้เป็นอานิสงส์จากการที่ผู้เขียนได้ร่วมคณะผู้บริหารและนักวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยไปศึกษาดูงานที่ไต้หวันเมื่อเดือนที่แล้วโดยได้รับการอนุเคราะห์การประสานงาน การต้อนรับ และดูแลอย่างดีจากนายณรงค์ บุญเสถียรวงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่สํานักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จึงขอขอบคุณอย่างยิ่งมา ณ ที่นี้