หน้าแรก บทความ ธนาคารพุทธ : ...

ธนาคารพุทธ : ควรมีหรือไม่…

18.07.25 | 12:15 น.

ธนาคารพุทธ : ควรมีหรือไม่…

มนุษย์หรือคนที่เกิดมาในโลกนี้ การดำรงชีพตั้งแต่เกิดถึงตายก็คือปัจจัยสี่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม บ้านที่อยู่อาศัย โรงพยาบาลในการรักษาความเจ็บป่วย การตายต้องอาศัยบุคคลองค์กรหน่วยงานในการจัดการศพ แม้กระทั่งหลังตายของบุคคลใดที่มีทรัพย์สินสมบัติโดยเฉพาะเงินทอง ก็ต้องไปทำธุรกรรม สถานที่ที่สำคัญก็คือธนาคาร หรือองค์กรที่ทำธุรกรรมทางด้านการเงินและทรัพย์สินเพื่อให้ชีวิตภายหลังสามารถดำรงอยู่ได้สืบไป

การก่อเกิดของธนาคารช่วงแรกๆ ของโลกก็คือ Banca Monte Dei Paschi di Siena ถือว่าเป็นธนาคารที่
มีอายุมากที่สุดของโลก ได้ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ.1472 หรือเมื่อ 553 ปีที่ผ่านมาแล้ว หรือระบบธนาคารสมัยใหม่แห่งแรกมีมาตั้งแต่ยุคกลางและยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการตอนต้น ธนาคาร มาจากคำในภาษาอิตาลีที่ว่า “Branco” โดยก่อตั้งขึ้นเพื่อเสนอสินเชื่อให้แก่คนจน คนยากไร้ขัดสน ต่อมาได้เปิดเป็นธนาคารพาณิชย์ ค้าปลีกที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ของอิตาลี… (www.cobaltrecruitment.co.uk)

โดยหลักการของสถาบันการเงิน หรือธนาคาร มีหน้าที่ในการฝากเงิน ให้กู้เงิน เก็บรักษาเงินทองที่ฝากให้อยู่ในความปลอดภัย มีดอกเบี้ยเงินฝากให้แก่ลูกค้าที่ฝากเงิน การโอนเงินไปยังสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง การทำประกันชีวิต ประกันภัย การฝากเงินของลูกค้าโดยมีการออกสลากรางวัลเป็นสิ่งจูงใจที่มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก รวมถึงการให้คำแนะนำทางด้านการเงินและบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในอดีตสมัยโรมันมีการฝากเงิน อัญมณีที่มีค่าไว้กับนักบวชชั้นใต้ดินของวิหาร โดยเชื่อว่านักบวชมีคุณธรรมของความซื่อสัตย์ ไว้ใจได้ต่อทรัพย์สินของประชาชนที่เขาฝากเงินไว้…

สำหรับธนาคารแห่งแรกของสังคมไทยเราก็คือ แบงก์หลวงแห่งกรุงสยาม (Royal Bank of Siam) ก่อตั้งในปี พ.ศ.2431 และต่อมาก็มี ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) หรือที่เรียกว่า “แบงก์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด” ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2449 ในรัชกาลที่ 5 หรือเมื่อ 119 ปีที่ผ่านมาแล้ว หลังจากนั้นก็มีธนาคารแห่งประเทศไทย (Bank of Thailand) โดยมี พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 เป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ มีหน้าที่ดูแลกำกับเงินของชาติ ออกกฎเกณฑ์ควบคุมสถาบันการเงิน ควบคุมการโอนเงินตราระหว่างประเทศ เฝ้าระวังอัตราการแลกเปลี่ยนเงินบาทและเงินตราอื่นๆ

Advertisement

สำนักงานสถิติแห่งชาติ มีตัวเลขของผู้ที่นับถือศาสนาพุทธในเมืองไทยเรา ปี พ.ศ.2567 ในจำนวนร้อยละ 94.6% จากประชากรทั้งประเทศ รองลงมาก็คือนับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 4.2% สำหรับธนาคารอิสลาม ได้ก่อตั้งตาม พ.ร.บ.อิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ.2545 อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลัง มีทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท โดยเปิดดำเนินการครั้งแรก เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2546 สนง.ใหญ่แห่งแรกอยู่ที่คลองตัน กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันมีสาขามากกว่า 102 สาขาอยู่ทั่วเมืองไทย

ที่มาของการก่อกำเนิดเพื่อให้เกิด “ธนาคารพุทธศาสนา” ก็คือ เหล่าบรรดานักการเมืองไทย ข้าราชการ ชาวพุทธและกลุ่มพระสงฆ์หัวก้าวหน้า อาจจักรวมถึงพระเถระที่มีความเป็นห่วงถึงภาพลักษณ์สถานการณ์ของพระสงฆ์ไทยในยุคปัจจุบันและอนาคตภายภาคหน้าที่ว่าการประพฤติธรรมที่ย่อหย่อนของพระภิกษุบางรูปโดยเฉพาะพระสังฆาธิการที่มีส่วนรับผิดชอบองค์กรสงฆ์ในภาคส่วนต่างๆ การบริหารทรัพย์สิน เงินทอง ผลประโยชน์ในพระศาสนาที่ควรแก่การก่อเกิดศรัทธาความเชื่อมั่นในองค์กรสงฆ์ทั้งความโปร่งใส สุจริตทั้งการบริหารจัดการ การเงิน การบัญชีรวมถึงการตรวจสอบทั้งองค์กรภายในสงฆ์และองค์กรของรัฐที่ต้องตรวจสอบระบบเงินเพื่อความสุจริตธรรม

ข่าวหรือข้อมูลที่ก่อเกิดกับพระภิกษุสงฆ์ไทยในวันเวลาที่ผ่านมา ที่ถูกนำเสนอในสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะสตรีเพศ กามารมณ์ การพนัน ระบบการเงินที่เชื่อมโยง จนกระทั่งพระชั้นปกครองต้องสึกหาลาเพศไปหลายๆ รูป ทำให้ชาวพุทธไทยส่วนหนึ่งขาดความเชื่อมั่น ศรัทธาต่อพระภิกษุบางรูป หรือแม้กระทั่งไปถึงคำพูดที่ว่า “พระบางรูปทำให้ศาสนาเสื่อม…”

การก่อตั้งธนาคารพุทธศาสนา ที่มีผู้นำเสนอก็คือ ให้มีความแตกต่างจากธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ให้มีการส่งเสริม สนับสนุนอุปถัมภ์พุทธศาสนามีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ มีผู้แทนทั้งของรัฐ ผู้แทนของมหาเถรสมาคม ผู้เชี่ยวชาญด้านพุทธศาสนา การให้สินเชื่อเฉพาะพุทธศาสนิกชน หรือมีลักษณะระบบการเงินคล้ายๆ กับ ธ.เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วัด มูลนิธิ สามารถขอสินเชื่อทำธุรกรรมด้านการเงินเสมือนธนาคารทั่วๆ ไป ในหลักการดังกล่าวได้มีการนำเสนออยู่ในชั้นการพิจารณาของกรรมการกฤษฎีกาในวันเวลาที่ผ่านมา…

โดยข้อเท็จจริง วัดต่างๆ ทั่วประเทศโดยเฉพาะวัดที่มีชื่อเสียง มีรายได้ประจำโดยวิถีทางต่างๆ มีระบบเงินที่อยู่ในสถานภาพการเงินที่ดี มีเงินฝากในธนาคารต่างๆ ของเมืองไทยเรามีในจำนวนที่มากพอสมควร มีงานวิจัยของนิด้า เมื่อปี พ.ศ.2557 หรือเมื่อ 11 ปีที่ผ่านมาแล้ว พบว่าวัดมีเงินฝาก 3 แสนล้านบาท มีเจ้าอาวาสควบคุม ทำบัญชีไม่เป็นระบบ ขาดระบบธรรมาภิบาล และพบว่ามีวัดบางวัดมีรายได้ 3.2 ล้านบาทต่อปี หรือบางวัดมีรายรับ-จ่ายมากกว่า 50 ล้านบาทต่อปี พระบางรูปสะสมรถโบราณ นิยมรถหรู ใช้สินค้าแบรนด์เนม หรือทำธุรกรรมในเชิงธุรกิจเสมือนชาวบ้านทั่วๆ ไป จนกระทั่งมีคำถามของชาวพุทธที่ว่า วัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ไทยปัจจุบันควรเป็นไปในทิศทางใด ชอบด้วยพระธรรมวินัย กฎหมายของบ้านเมืองหรือไม่ อย่างไร…

ขณะเดียวกันจำนวนวัดกว่า 30,000 วัด พระภิกษุ สามเณร แม่ชี บุคลากรที่ต้องทำงานพระศาสนาในวัดกว่า 200,000 คน ในจำนวนนี้ มีวัดที่มีสถานภาพทางระบบการเงินที่ดีสามารถดูแลวัดให้ยาวไปได้อีกร้อยปีมีเพียงไม่กี่วัด ข่าวหรือข้อมูลที่ถูกนำเสนอด้านหนึ่งก็คือ วัดหรือพระบางวัดแทบจะไม่มีรายได้ใดเข้าวัด ต้องค้างค่ากระแสไฟฟ้า ระบบการก่อสร้างหรือบูรณะกุฏิ โบสถ์ ศาลาการเปรียญ ห้องน้ำ ห้องปฏิบัติธรรม ไม่สามารถจะทำได้เนื่องด้วยวัดไม่มีรายได้ หรือแม้กระทั่งมีกฐินตกค้าง หรือไม่มีเจ้าภาพไปทอดกฐินหลังจากพระสงฆ์ออกพรรษาแล้วมีจำนวนหลายๆ วัด

ข้อเท็จจริงหนึ่งก็คือ ปัจจุบันมีบุคคลเข้าไปอุปสมบท บวชเป็นพระภิกษุมีจำนวนลดน้อยถอยลงไป วัดบางวัดมีเพียงเจ้าอาวาสรูปเดียวที่อยู่เฝ้าวัดที่แก่ชรา และมีโรคต่างๆ งานบุญหลายๆ งานต้องนิมนต์พระจากหลายๆ วัดไปเพื่อประกอบพิธีสงฆ์ ระบบการเงิน การบริหารจัดการองค์กรสงฆ์มีความสำคัญอย่างยิ่งหากเราท่านในฐานะชาวพุทธ ควรจักมีหลักการใดที่เหมาะสมจะทำให้พระศาสนายั่งยืนยาวนาน

วัด และพระสงฆ์ไทยในพุทธศาสนา ควรจักมีธนาคารพุทธศาสนาหรือไม่ คงจักมีวาระแห่งชาติของรัฐบาล หรือวิสัยทัศน์ทั้งผู้นำแห่งรัฐ พระมหาเถระในมหาเถรสมาคม และชาวพุทธทั่วๆ ไป จักมองถึงความเชื่อมั่น ศรัทธา ความยั่งยืนแห่งคำสอนที่พระพุทธองค์ทรงฝากไว้ก่อนหมดลมหายใจก็คือ “พระธรรมวินัยจักเป็นศาสดาแทนเราหลังจากปรินิพพานไปแล้ว” เราและท่านมีหลักการในธนาคารพุทธศาสนาเช่นใด…

เฉลิมพล พลมุข