สีกากอล์ฟ : ทางออกของวิกฤตศาสนา
มนุษย์หรือคนทั่วไปย่อมแสวงหาความสุขสมหวังแห่งชีวิต นอกจากปัจจัยสี่ในการดำรงชีพแล้ว ศิลปวัฒนธรรม ธรรมชาติของชีวิตท้องฟ้า ทะเล ภูเขา แม่น้ำ ความเชื่อเทพเจ้า ผี รวมถึงเชื่อศรัทธาในศาสนาที่ตนยอมรับนับถือที่ถูกสืบต่อมาจากบรรพบุรุษที่ยาวนาน มิติของศาสนาในบางช่วงขณะได้ถูกตั้งคำถามจากผู้ที่รับผิดชอบองค์กร ศาสนิก หลักคำสอนรวมถึงวัตรปฏิบัติผู้นำแห่งศาสนา อะไรคือความเชื่อมั่น ศรัทธาต่อศาสนาอย่างแท้จริง
ข่าวหรือข้อมูลกรณีสีกา ก. ได้ถูกเปิดเผยต่อสื่อต่างๆ ในสังคมไทยเรามาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2568 ทิดแย้ม อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิงได้ถูกจับดำเนินคดีจากกรณียักยอกเงินวัดเลี้ยงดูหญิงสาว จนทำให้เจ้าคุณอาชว์ หรือพระเทพวชิรปาโมกข์ เจ้าอาวาสวัดตรีทศเทพ กรุงเทพฯ ที่มีพฤติกรรมคล้ายกัน เกิดความกังวลพยายามตีตัวออกห่างสีกา ก. โดยคิดว่าหากปล่อยไว้เรื่องของตนเองจะถูกเปิดโปงขึ้นมาในสักวัน สีกา ก.ได้รู้ถึงพฤติกรรมท่าทีที่เปลี่ยนไปของเจ้าคุณอาชว์ จึงกุเรื่องว่าตนเองตั้งครรภ์ขึ้นมาเพื่อจะข่มขู่เรียกเงินค่าดูแลลูกจำนวนเงิน 7,680,000 บาท จนกระทั่งลูกอายุ 20 ปี เจ้าคุณอาชว์รู้ความจริงว่า สีกา ก.มิได้ตั้งครรภ์ตามที่อ้างจึงปฏิเสธการจ่ายเงิน เป็นเหตุให้มีการร้องเรียนไปยังพระผู้ใหญ่ในการปกครองและร้องเรียนต่อหน่วยงานของรัฐนำไปสู่การสืบสวนและติดตามพฤติกรรมและเส้นทางการระบบการเงิน…(มติชนสุดสัปดาห์ 4-10 ก.ค.2568 หน้า 85)
หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา สื่อต่างๆ ของเมืองไทยเราและต่างประเทศได้นำเสนอข่าวหรือข้อมูลดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งลุกลามไปยังวัดต่างๆ มีพระเถระในระดับเจ้าคณะปกครองของคณะสงฆ์ไทยทั้งเจ้าอาวาส เจ้าคณะภาค พระสังฆาธิการ พระครูฯ เจ้าคุณชั้นราชฯ ชั้นเทพฯ ภาพจำหนึ่งของชาวพุทธที่ได้รับจากสื่อต่างๆ ก็คือพระระดับเจ้าคุณต่างๆ ได้สึกหาลาเพศถอดจีวรสบงไปเป็นเพศฆราวาสนับว่ากระทบอารมณ์ความรู้สึกเชื่อมั่นศรัทธา การสะเทือนภาวะจิตใจของชาวพุทธทั้งประเทศอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ภาวะดังกล่าวเป็นวิกฤตศรัทธาหนึ่งของชาวพุทธที่ควรตั้งสติ และทบทวนถึงระบบการบริหารจัดการคณะสงฆ์ไทยในวันเวลาที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของรัฐ ประชาชนชาวบ้านเหล่าศาสนิกที่ควรตรวจสอบ ช่วยเหลือเพื่อให้พระศาสนาดำรงสืบไป
พระธรรมวินัยในพระศาสนาได้มีบทบัญญัติที่มีความชัดเจนในศีล 227 ข้อของพระภิกษุ ข้อห้ามที่กระทำให้พระภิกษุต้องพ้นสภาพแห่งความเป็นพระก็คือ ปาราชิก 4 หรืออาบัติที่ร้ายแรงต้องพ้นจากความเป็นพระ อาทิ การเสพเมถุนหรือการมีเพศสัมพันธ์, การลักทรัพย์ ยักยอกฉ้อโกง ปล้นทรัพย์, การฆ่าคนทำให้เสียชีวิต, และการอวดอุตริมนุสธรรม หรือการอวดอ้างว่าตนเป็นผู้วิเศษ นอกจากนั้นพระภิกษุต้องอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศและกฎหมายใดๆ ในฐานะพลเมืองของประเทศหากกระทำความผิดต่อกฎหมายของบ้านเมืองต้องได้รับโทษเฉกเช่นเดียวกับพลเมืองทั่วๆ ไป
เหตุที่พระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติศีลหรือข้อวัตรปฏิบัติก็เนื่องด้วยสมัยพุทธกาลมี พระภิกษุได้ละเมิดพระธรรมวินัย ละเมิดศีลซึ่งแต่ละข้อก็จะมีกรณีตัวอย่างที่เรียกว่าปฐมบทของศีลข้อนั้นๆ เพื่อให้พระภิกษุได้ปฏิบัติที่พุทธองค์ให้มองถึงอนาคตการณ์ไกลในภายภาคหน้าอาจจะทำให้ในบางประเทศศาสนาพุทธต้องสูญสลายไปเนื่องด้วยเหตุปัจจัยหลากหลาย อาทิ การเมืองการปกครองประเทศ ความเชื่อศรัทธาในศาสนา กฎหมาย ประเพณีวัฒนธรรมและเหตุอื่นๆ
ในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งราชวงศ์โมระยิ (Ashoka the great) พ.ศ.276-312 ของประเทศอินเดียได้มีการปฏิรูปพระศาสนาโดยการจับพระภิกษุสึก หรือให้พ้นสภาพจากความเป็นพระถึงหกหมื่นรูปเนื่องด้วยในสมัยนั้นมีผู้เข้าไปบวชในพระศาสนาประพฤติตนเป็นอลัชชี ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ติดหลงอยู่ในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มีผู้ปลอมเข้ามาบวช เผยแผ่ธรรมนอกพระธรรมวินัยหรือทำพระธรรมวินัยให้วิปริต มีมิจฉาชีพในพระศาสนาในวัด พระภิกษุแตกความสามัคคีกันในสังฆมณฑล ในสมัยนั้นพระภิกษุปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมีศีลบริสุทธิ์ไม่ยอมร่วมสังฆกรรมกับพระภิกษุนอกรีต การบริหารจัดการคณะสงฆ์ได้มอบถวายให้แก่พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ เป็นผู้นำในการจัดการบริหารคณะสงฆ์ด้วยความเรียบร้อย…
การก่อกำเนิดของนิกายในคณะสงฆ์ไทยทั้งมหานิกายและธรรมยุติกนิกายก็สืบเนื่องมาจากวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ในยุคนั้นมีความย้อนแย้งกันในพระธรรมวินัยซึ่งรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงผนวชเป็นพระภิกษุเมื่อพระชนมายุ 20 พรรษา และได้อยู่ในสมณเพศเป็นเวลา 27 พรรษา ในระหว่างนั้นพระองค์ท่านได้ปฏิรูปคณะสงฆ์ไทยทั้งประกาศห้ามคนที่อายุ 24-70 ปีมาบวช เนื่องด้วยมีโจรลัก วิ่ง ชิง ปล้น ฆ่าแฝงตัวเข้ามาบวช พระองค์ท่านให้นามคนเหล่านี้ว่า “คนพาล” โดยบันทึกหนึ่งของพระองค์ท่านก็คือ “ทุกวันนี้คนพาลอายุเกินอุปสมบทหลีกหลบเข้าบวชเปนเถรเปนเณร อาศรัยวัดทำการทุจริตอยาบช้าต่างๆ มีเปนอันมาก…”
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ในจำนวน 43 มาตรา ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 31 ธันวาคม 2505 ในสมัยของจอมพล ส. ธนะรัชต์ ในมาตรา 43 (1) ผู้ใดหมดสิทธิที่จะได้รับบรรพชาอุปสมบทโดยต้องปาราชิกมาแล้ว แต่มารับบรรพชาอุปสมบทโดยปิดบังความจริง (2) ต้องปาราชิกแล้วไม่ละการแต่งกายอย่างเพศบรรพชิต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน… พ.ร.บ.ดังกล่าวมีการแก้ไขเพิ่มเติม อาทิ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2535 มาตรา 15 จัตวา เพื่อรักษาหลักพระธรรมวินัยและเพื่อความเรียบร้อยดีงามของคณะสงฆ์ มหาเถรสมาคมจะตรากฎมหาเถรสมาคม เพื่อกำหนดโทษหรือวิธีลงโทษทางการปกครอง สำหรับพระภิกษุและสามเณรที่ประพฤติให้เกิดความเสียหายแก่พระศาสนาและการปกครองของคณะสงฆ์ก็ได้…
สำหรับสังคมไทยเราในปัจจุบันในฝ่ายของรัฐ โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้นำร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมพุทธศาสนิกชนในการอุปภัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. … ซึ่งได้เคยเสนอในปี พ.ศ.2565 มาปรับปรุงใหม่เพื่อเสนอต่อมหาเถรสมาคม (มส.) พิจารณาเห็นชอบในหลักการดังกล่าว อาทิ ผู้ใดได้รับคำวินิจฉัยถึงที่สุดให้สละสมณเพศเพราะเหตุต้องอาบัติปาราชิก หรือประพฤติล่วงพระธรรมวินัยหลายเรื่องเป็นอาจิณ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือผู้ที่เสพเมถุนกับพระภิกษุ สามเณร หญิงหรือชาย ต้องระวางโทษจำคุก 1-7 ปี ในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นมาตรการหนึ่งในการป้องกันเหตุอันเกิดขึ้นในแวดวงพระศาสนาที่จะทำให้ศาสนิกชนเกิดความเบื่อหน่ายหรือหมดศรัทธาต่อคนที่เข้าไปบวชในพระศาสนา
ข้อเท็จจริงหนึ่งในแวดวงของคณะสงฆ์ไทยที่เราท่านจักปฏิเสธมิได้ก็คือ กิจกรรมการแสวงหาเงิน แข่งขันกันสร้างวัตถุถาวร ชิงดีชิงเด่นกันในหมู่ของพระสงฆ์ การสร้างภาพ วิ่งเต้นสู่การเลื่อนชั้นในสมณศักดิ์ที่สูงขึ้น การยึดติดอยู่ในคำสรรเสริญ ยกย่องการเคารพกราบไหว้ พระสงฆ์ส่วนหนึ่งนิยมพิธีกรรมต่างๆ ในทางสังคม ประชาชนชาวบ้านส่วนหนึ่งที่ได้ใกล้ชิดพระสงฆ์ได้เห็นพฤติกรรมดังกล่าวก็มักจะใช้คำพูด “ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์” พระภิกษุส่วนหนึ่งที่เป็นพระมหาเถระ สมณศักดิ์ชั้นสูงมีชีวิตความเป็นอยู่สุขสบาย จนกระทั่งนำไปสู่สิ่งที่ผิดพระธรรมวินัยและกฎหมายของบ้านเมือง
ขณะเดียวกันสังคมไทยเรายังคงมีพระภิกษุที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในพระธรรมวินัยในหลายรูป หลายวัด ประชาชนชาวบ้านไทยในเวลานี้ต้องตั้งสติให้มั่น ต้องใช้ปัญญาความรู้ หลักกาลามสูตร หรือความเป็นอนิจจตาและหลักของกรรมในศาสนาใครทำอย่างไรไว้ย่อมรับผลอย่างนั้นไม่ว่าเขาคนนั้นจักเป็นฆราวาสหรือบรรพชิต…
เฉลิมพล พลมุข

