หน้าแรก บทความ อำนาจใหม่สร้า...

อำนาจใหม่สร้างสมดุลใหม่

22.07.25 | 13:24 น.

ขณะที่โลกตกอยู่ในภาวะปั่นป่วนจากผลกระทบของสงคราม ความขัดแย้ง และความเหลื่อมล้ำระหว่างอำนาจเก่ากับอำนาจใหม่นั้น ระเบียบโลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ ภูมิรัฐศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 กำลังปรับเปลี่ยนจาก “สามขั้ว” คือจีน สหรัฐ และรัสเซีย ไปสู่ “สี่ขั้ว” ที่ยุโรปได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญ กลายเป็นฉากทัศน์ของโลก และเป็นการก่อกำเนิดของ “พลังสี่ขั้ว” คือ จีน สหรัฐ รัสเซีย และอียู ที่มิอาจประเมินค่าต่ำ

จีนในวันนี้ มิใช่เพียงมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ หากกำลังกลายเป็นแกนกลางของความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ของโลก ในขณะที่สหรัฐกับยุโรปยังมากด้วยความสั่นคลอนจากภายใน ส่วนรัสเซียก็ต้องเผชิญกับสงครามที่ยืดเยื้อไม่จบไม่สิ้น ในทางตรงกันข้าม จีนกลับธำรงไว้ซึ่งความสงบ มีวินัย และมีเป้าหมายที่ชัดเจน

กรณียุโรปแยกจากสหรัฐเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแน่นอน หากจะเปรียบเทียบสัมพันธภาพละม้ายกับ “นอนคนละเตียงฝันคนละเรื่อง” ยุโรปตระหนักว่า ความร่วมมือกับสหรัฐในยุคใหม่มิอาจเดินตามแบบเดิม การที่สหรัฐยึดแนวคิด “อเมริกาต้องมาก่อน” เป็นการสร้างความตึงเครียดแก่พันธมิตรดั้งเดิมอย่างยุโรป สหภาพยุโรปจึงหันมาสนใจการทูตแบบอิสระ และมีท่าทีโน้มเอียงเข้าหาจีนในเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น

แม้ผู้นำอียูหลายคนจะยังอยู่ในกรอบ “การทูตเชิงคุณค่า” ที่ได้รับอิทธิพลจากฝ่ายซ้ายสหรัฐ แต่กระแสแห่งความเป็นจริงในระบบ โลกกำลังเตือนให้ยุโรปเลือกทางรอด มิใช่เลือกข้าง

ประเด็นความขัดแย้งระหว่างอีลอน มัสก์กับโดนัลด์ ทรัมป์ สะท้อนถึงความแตกแยกทางอุดมการณ์ในสังคมอเมริกันอย่างเด่นชัด

Advertisement

อีลอน มัสก์ เป็นตัวแทนจิตวิญญาณของกระแสโลกนิยม (Globalism) ผู้สร้างสิ่งแปลกใหม่ระดับโลก จึงมิอาจเดินร่วมทางกับ
โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ยึดถือแนวทางชาตินิยมแบบอนุรักษ์ ความแตกแยกจึงเกิดขึ้น

จากมิตรกลายเป็นศัตรู เพราะมัสก์ไม่ยอมรับการเมืองแบบกบในกะลา ที่อิงกับความหวาดระแวงและการปั่นกระแสประชานิยมท้ายสุดแล้ว มัสก์จึงประกาศตั้งพรรคการเมืองชื่อ “พรรคอเมริกัน” เพื่อหวังปฏิรูปการเมืองระบบสองพรรคในสหรัฐ ถือเป็นแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผลถึงเวทีระหว่างประเทศโดยตรง

จีนในสนามอำนาจจากเดิมเป็นผู้ตาม บัดนี้กำลังเดินทางสู่ตำแหน่งผู้นำด้วยสันติภาพและวิสัยทัศน์อันยาวไกล ขณะที่รัสเซียยังไม่ยอมยุติสงครามในยูเครน ปักกิ่งกลับใช้กลยุทธ์ที่สงบแต่ทรงพลัง ทั้งนี้ โดยการเชิญทรัมป์เข้าร่วมพิธีสวนสนามเนื่องในวาระครบ 80 ปีแห่งชัยชนะสงครามต่อต้านญี่ปุ่น เพื่อเตือนความทรงจำแห่งมิตรภาพจีน-สหรัฐในยุคสงครามโลก เป็นการสะท้อนว่านโยบายของจีนคือการใช้ประวัติศาสตร์นำพาอนาคต โดยไม่เลือกข้าง หากเลือกหลักการ

จีนมิได้หลีกเลี่ยงเกมอำนาจ หากแต่ยึดหลัก “พหุภาคีนิยม” เป็นธงนำทาง ขณะที่สหรัฐยังยึดติดกับแนวคิด “โลกต้องเดินตามอเมริกา” จีนกลับเสนอแผนการประชาคมโลกที่เท่าเทียมกัน เป็นเพียงหนทางเดียวแห่งชะตากรรมของชีวิต ท้ายสุดแล้ว ภูมิรัฐศาสตร์โลกจากสามก๊กจึงกลายเป็นพลังสี่ขั้ว

บัดนี้ระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 มิอาจย้อนกลับไปสู่การผูกขาดของอำนาจเดี่ยวได้อีกแล้ว เพราะโลกต้องการความร่วมมือ มิใช่การเผชิญหน้า ต้องการแบ่งปัน มิใช่ช่วงชิง ต้องการสันติภาพ มิใช่สงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แบบ “กาซา”

วิสัยทัศน์ของจีนที่เสนอ “ประชาคมร่วมอนาคตของมนุษยชาติ” มิใช่เพียงคำขวัญทางการทูต แต่เป็นความพยายามในการผลักดันให้โลกเปลี่ยนจาก “อเมริกาต้องมาก่อน” ไปสู่ “มนุษยชาติต้องมาก่อน” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจากการเมืองของความกลัวไปสู่การเมืองของความหวัง

ระเบียบโลกใหม่อาจยังไม่ชัดเจนในรายละเอียด แต่ภาพใหญ่ได้ปรากฏขึ้นแล้ว นั่นคือโลกกำลังมุ่งสู่สมดุลใหม่ที่ไม่ยอมให้ใครเป็นเจ้าของเวทีแต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป

บนเวทีโลกใหม่ ย่อมไม่มีใครอยู่เหนือใคร ทุกชนชาติล้วนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการฝันถึงอนาคตที่ดี เป็นปรากฏการณ์ในวันที่อำนาจกำลังจะจัดระเบียบใหม่ เพื่อรังสรรค์สันติภาพและดุลยภาพแก่สังคมโลก

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช