3 โจทย์ใหญ่ การศึกษาไทย
ด้วยความรู้สึกซาบซึ้งและให้เกียรติแก่ผู้ร่วมประชุม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดร.รุ่ง แก้วแดง อดีตเลขาธิการสภาการศึกษา และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ความผูกพันกับท่านอาจารย์มีมายาวนาน ไม่คาดคิดว่าจะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษาได้ในจุดที่ท่านเคยดำรงตำแหน่งมาก่อน ซึ่งเป็นเวลาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา อาจารย์มีความมุ่งมั่นผลักดันให้สภาการศึกษา เป็น “คลังปัญญาของประเทศ” และขับเคลื่อนองค์ความรู้ ด้านการศึกษาด้วยปัญญาอย่างแท้จริง
ประเด็นสำคัญที่ผู้เข้าร่วมประชุมจะได้เรียนรู้จากปาฐกถาของ ดร.รุ่ง แก้วแดง ซึ่งจะฉายภาพจุดเริ่มต้นของแนวคิดการปฏิรูปการศึกษาในอดีต อาทิ การเกิดเขตพื้นที่การศึกษา และการรวมองค์กรต่างๆ (จาก 14 องค์ชาย เป็น 5 จักรพรรดิ) เพื่อให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของการปฏิรูปในขณะนั้น ว่าได้บรรลุเป้าหมายหรือไม่
รวมถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในระหว่างทาง และจุดที่ต้องระมัดระวังในการดูแลเรื่องการศึกษาต่อไป เป็นโอกาสที่หายากยิ่งที่จะได้พบกับ ดร.รุ่ง
การทบทวนและเรียนรู้จากประสบการณ์การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมา ทั้งในมุมของภาพรวม เป้าหมาย ความสำเร็จและความท้าทาย เป็นฐานสำคัญในการกำหนดทิศทางและกลยุทธ์การศึกษาของประเทศไทย เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนและสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากการประกาศใช้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พลิกโฉมการศึกษา และในปัจจุบันไทยกำลังอยู่ระหว่างการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาเศรษฐกิจ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development)
ซึ่งจะนำไปสู่การขับเคลื่อนและยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศ ทั้งการปรับปรุงหลักสูตรและการพัฒนาครูอย่างรอบด้าน
ดังนั้น การประเมินการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นระบบจึงเป็นหัวใจสำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็นกรอบนโยบายในการกำหนดทิศทางอนาคตของการศึกษาไทยให้ยั่งยืนและตอบโจทย์ความท้าทายใหม่อย่างแท้จริง
การจะผลักดันให้สภาการศึกษาเป็นคลังปัญญาของประเทศ และเป็นพลังขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านการศึกษา ขอเน้นย้ำ 3 ประเด็นเร่งด่วนที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน สำนักงานเลขาธิการ
สภาการศึกษาและผู้รับผิดชอบด้านการศึกษาต้องเร่งดำเนินการ
1.การเข้าเป็นสมาชิก OECD ด้านการศึกษา ประเทศไทยได้เสนอตัวเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และเป็นศักดิ์ศรีของประเทศ เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการประเมินและทบทวนในมิติต่างๆ
ถือเป็นก้าวสำคัญที่ต้องอาศัยการประเมินและทบทวนสถานะในหลายมิติ การเข้าร่วมนี้จะบังคับให้ไทยต้องกล้าเปิดตัวเองเพื่อเทียบเคียงกับนานาชาติใน 3 ด้านหลัก
1) การวัดและประเมินผลลัพธ์ทางการศึกษาต้องได้มาตรฐานสากล แม้จะเผชิญกับผลลัพธ์ที่น่าเจ็บปวด (เช่น PISA) แต่ก็จำเป็นเพราะโลกปัจจุบันไม่อาจหลีกเลี่ยงความเป็นนานาชาติได้ OECD จะเข้ามาช่วย “เช็กสุขภาพทางการศึกษา” ของประเทศไทย
2) การปรับเปลี่ยนหลักสูตรและการพัฒนาครู เพื่อให้กระบวนการผลิตกำลังคนของประเทศได้มาตรฐานเดียวกับนานาชาติ
3) ความรับผิดชอบ (Accountability) การเพิ่มความรับผิดชอบในระบบการศึกษาทุกภาคส่วน คือกระบวนการที่เปิดเผยและแสดงความรับผิดชอบในระบบอย่างเพียงพอ ทั้งจากกระทรวงศึกษาธิการและทุกกระทรวงที่รับผิดชอบด้านการศึกษา เพื่อรับผิดชอบ ต่อผลลัพธ์ทางการศึกษาอย่างเต็มที่
สภาการศึกษากำลังเร่งผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และเชื่อว่าจะเป็น Turning Point สำคัญ โดยจะมีการส่งทีมไปร่วมประชุมกับ OECD และเชิญผู้แทนเข้ามาในประเทศไทย รวมถึงการจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ Thailand International Conference on Education Research (ThaiCER) 2025 ในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่ง OECD จะเป็นจุดเปลี่ยนของระบบการศึกษาไทย หากเรามุ่งมั่นที่จะยกระดับสู่ความเป็นนานาชาติ
2.ความท้าทายในการจัดการเรียนการสอนในยุค AI (การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่ 4) เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ได้เข้ามามีบทบาทอย่างเต็มที่ ทำให้กระบวนการเรียนการสอนไม่สามารถจำกัดอยู่แค่โลกกายภาพ (Physical World) แต่ต้องก้าวไปสู่โลกเสมือน (Virtual World)
AI จะเข้ามาเป็นทั้งผู้ช่วยสอน (Teaching Assistance) ของครู และผู้ช่วยเรียนรู้ (Learning Assistance) ของนักเรียน
การเปลี่ยนผ่านนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องมี Know-how หรือแนวทางที่ชัดเจนในการประยุกต์ใช้ AI เพื่อให้ประเทศไทยก้าวทันนานาชาติ หากขาดสิ่งนี้ ประเทศไทยจะตามประเทศอื่นไม่ทัน สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษากำลังทบทวนเพื่อรับมือกับโจทย์สำคัญนี้
3.ประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากรทางการศึกษา พบว่าประเทศไทยมีการใช้ทรัพยากรทางการศึกษาคิดเป็นเปอร์เซ็นต์งบประมาณเทียบกับ GDP ของประเทศในระดับไม่ด้อยกว่าหลายประเทศทั่วโลก หรืออยู่ในระดับครึ่งบนของโลกแต่กลับไม่เกิดประสิทธิภาพในการยกระดับคุณภาพการศึกษา
ปัญหาคือ การใช้งบประมาณไม่เกิดประสิทธิภาพพอที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษาได้ หากไม่สามารถใช้ทรัพยากรเป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพการศึกษาได้ เราจึงต้องใช้งบประมาณอย่างชาญฉลาด และเน้นบทเรียนจากอดีตและการมองอนาคตจะเป็นประโยชน์ ในการแก้ไขปัญหานี้ นี่คือโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย

รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์
เลขาธิการสภาการศึกษา

