นับ 1 เดือนกรกฎาคม จังหวะของรัฐบาลอยู่ในสภาพประคับประคอง รักษาตามอาการหลังการถอนตัวของพรรคภูมิใจไทยจากพรรคร่วมรัฐบาล ประกอบกับคลิปเสียงแพทองธาร-ฮุนเซนที่ปลุกเร้าความรู้สึกไทยเขมรจากไม่มีอะไรให้มีอะไรมากยิ่งขึ้น และมากไปกว่านั้นตำแหน่งที่ว่างบีบให้พรรคแกนนำอย่างพรรคเพื่อไทยต้องเร่งปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขปัญหาที่ยังไม่ตรงเป้าสำหรับรัฐบาลชุดนี้
แต่จนแล้วจนเล่าการปรับครั้งนี้ดันเลยเป้าไปไกล เมื่อกรกฎาพา 3 สัญญาณทางการเมืองมาให้เหลียวไม่ถึงหลังแต่แลได้ถึงอนาคตอันใกล้กับการปรับขุน เคลื่อนเบี้ยในครั้งนี้
สัญญาณ (แรก) ปรับคณะรัฐมนตรีไม่ตอบโจทย์กับปัญหาประเทศ
รัฐมนตรีในรัฐบาลแพทองธาร 2 จากที่เคยคาดหวัง วางคนให้ถูกที่ วางงานให้ถูกคน หวังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงกู้ภาพลักษณ์ผลงานของรัฐบาลชุดนี้ แต่กลับไปมองรายชื่อรัฐมนตรีที่เข้าทดแทนไม่ได้ตอบโจทย์และช่วยอุดรูรั่วความศรัทธาของประชาชนที่มีในขณะนี้ได้เลย แต่ละตำแหน่ง แต่ละท่าน ล้วนแล้วแต่มีที่ไม่ได้ยึดโยงจากความต้องการของประชาชน บ้างก็ผลัดเปลี่ยนเวียนตำแหน่งเพื่อหวังผล บ้างก็สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น บ้างก็ต่างตอบแทนกลุ่มก้อนต่างๆ จนสาละวนกันอยู่ในอ่างในชามเดียวกันอันนั้น
จึงแอบเสียดายและผิดหวังเป็นพื้นฐานในการปรับปรุงคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ แต่เมื่อคิดกลับดูนี่อาจจะเป็น เฮือกสุดท้ายของการทำงานที่วันข้างหน้าเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามสั่นคลอน ต้องรีบตอบแทนเกื้อหนุนกัน ปรับใจกันระหว่างกัน ท่ามกลางเสียงรัฐบาลปริ่มน้ำในขณนี้
สัญญาณ (สอง) ปรับทัพข้าราชการเร่งให้ทันผลงาน 3 เดือน
นอกจากการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีที่ไม่ตรงเป้าแล้วยังมีอีกสัญญาณปรากฏชัดหลังนับแต่มีการประชุมคณะรัฐมนตรีใน 3ครั้งหลังเต็มไปด้วยข่าวโยกย้ายข้าราชการกำลังพล
ดาบแรกฟันไปที่กระทรวงมหาดไทย ‘ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง และนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น’ 2 ผู้รับดาบแรกในครั้งนี้ด้วยเหตุอ้างว่า ปรับเพื่อให้การทำงานสอดรับและปฏิบัติตามนโยบายในระยะเวลา 90 วัน
ถัดมาดาบสอง (15 ก.ค.) ลงไปที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้ง ‘นพ. สมฤกษ์ จึงสมาน’ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุข ทดแทนตำแหน่งที่ว่างหลังเกษียณ ถัดมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้ง ‘วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข’ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เป็น ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทดแทนตำแหน่งที่ว่างหลังเกษียณ เมื่อวันอังคาร (22 ก.ค.) ที่ผ่านมา ยังไม่นับเบี้ยบ้ายรายทางอย่างบรรดาผู้ว่าธปท. อธิบดีในกระทวงการคลัง ปรับขุน เคลื่อนเบี้ย กันเต็มที่
สัญญาณ (สาม) เคลื่อนขุน (ตัวจริง) ออกหน้าม่าน
สัญญาณที่สามของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่วันนี้แปลงร่างจาก ส.ท.ร. มาเป็นเสมียนประเทศ ไล่ผ่าทางตัน และปลดล็อคประเทศให้บรรดารัฐมนตรีและข้าราชการฟังอย่างเนื่อง หวังเรียกความมั่นใจกลับคืนมาให้เข้ารูปเข้ารอย ก่อนจะปิดท้ายปลายเดือนด้วยการสามัคคีประเทศไทย ปกป้องอธิปไตย แก้ปัญหาเพื่อประชาชน บนเวทีที่มีแต่พรรคร่วมรัฐบาล
การออกสายของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ในรอบนี้ต่างจากรอบที่แล้ว เพราะทุกการเคลื่อนมีนัยยะทางการเมือง การเรียกความเชื่อมั่นท่ามกลาง การถอนคันเร่ง ใส่เกียร์ว่างของรัฐราชการในตอนนี้นั้น แทบจะไม่มีประโยชน์ในเวลาที่ปฏิทินการเมืองชัดเจนและมีโอกาสเสี่ยงอยู่ในทุกวันเวลาของเดือนหน้า
สัญญาณทั้งสามชัดเจนสำหรับการเมืองในช่วงนี้ และชัดมากยิ่งขึ้นเมื่อกระแสการโยกย้ายมีลือให้เห็นให้ฟังกันทุกกระทรวง เป็นต้นว่า การทำงานของแต่ละเจ้ากระทรวงจากที่ไม่ลงพื้นที่ก็ต้องลงพื้นที่พบหาประชาชน พร้อมกำหนดแผนอย่างจริงจัง 3 เดือนเห็นผล
ความรวดเร็วกระฉับกระเฉงชนิดที่ไม่มีฮันนีมูนทำเอาข้าราชการที่หวังลึกๆ ว่าถ้าทำงานเข้าตาจะได้โยกย้ายนอกฤดูกาลได้มีชื่อเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีกับเขาเสียบ้าง ก็มี หรือที่ใส่เกียร์ว่างแล้วก็มี ปรากฎการณ์นี้สำคัญยิ่งเพราะเป็นแรงจูงใจอย่างหนึ่งให้ทั้งคนทำงานและคนทำตำแหน่ง ไปพร้อมๆ กัน เพราะที่ผ่านมา รัฐมนตรีบางท่าน สั่งไปอย่างไรแต่ผลที่ได้มาเป็นกระดาษ ข้อมูลซ้ำเดิมเปลี่ยนแค่ชื่อรัฐมนตรี แล้วมาบรรยายสรุป (Briefing) กันแบบเดิม ๆ หรือบางกรมสั่งไปแล้วได้อีกแบบ ไม่ถนัดจัดเจนเพราะไม่เคยผ่านงานกรมฯ ที่มานั่งบริหาร เมื่อทำกันแบบผิดๆ ก็ไปกันแบบผิดๆ อันนี้คือสภาพจริงถ้ารัฐรอให้ราชการขับเคลื่อน
เขาถึงบอกอย่าให้รัฐราชการขับเคลื่อนนโยบาย ไม่เช่นนั้นนายกรัฐมนตรีก็ไม่ต่างอะไรจากปลัดประเทศ เคยได้ยินคำว่าการเมืองนำการทหารไหมครับ ประโยคนี้สื่อว่าการเมืองต้องนำนโยบายไปให้ทหารซึ่งเป็นราชการปฏิบัติ หากให้เขาปฏิบัติแบบเดิมผลลัพธ์ก็ไม่ต่างจากที่คาดหวัง
สำหรับผมการปรับหรือโยกย้ายใดๆ มองความสำคัญไปที่ 2 กระทรวงหลักคือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 กระทรวงนี้จะกุมอำนาจและค้ำจุนรัฐบาลได้ทั้งในครั้งนี้และครั้งหน้า ทั้งสองกระทรวงเป็นกระทรวงอำนาจและกระทรวงเศรษฐกิจปากท้องโดยเฉพาะชาวไร่ชาวนา
กระทรวงมหาดไทยอำนาจแผ่ขยายไปถึงท้องถิ่น และในท้องถิ่นก็ยังมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เต็มไปหมดทุกพื้นที่ตารางวา คงไม่ต้องอธิบายว่าที่อธิบดีกรมการปกครองและกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ไปประจำกรุกระทรวงนั้นเพราะเหตุใด เพราะครั้งนี้รัฐบาลเพิ่งจะงัดยุทธศาสตร์การเมืองนำราชการออกมาใช้อย่างจริงจัง
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสำคัญที่กุมชะตาชีวิตเกษตรไทย ทั้งชาวนาทั้งนาปีและนาปรังที่กำลังมีปัญหาอยู่ว่าจะได้รับเงินชดเชยวันไหน เพราะกระทรวงเกษตรฯ เป็นเจ้าภาพในฐานะประธานอนุผลิตฯ ต้องออกมาชดเชยเงินเพื่อลดต้นทุนการผลิต หรือสนับสนุนการผลิตก่อนเสนอคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ
ถัดมาดูเรื่องยางมีการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ในกำกับ เรื่องปาล์มมีคณะกรรมการนโยบายปาล์ม (กนป.) โดยสำนักเลขาธิการเศรษฐกิจการเกษตรเป็นเลขานุการ ก็ไม่พ้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่นับเรื่องข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง กากถั่วเหลือง หรือนม ที่กำลังเป็นตัวแทนชาติไปดีลกับสหรัฐฯ และไหนจะพี่น้องชาวปศุสัตว์ เหล่านี้คือกลไกที่การปรับทัพโยกขุน เคลื่อนเบี้ย จะต้องทำอย่างระมัดระวัง ออมชอมให้มากที่สุดกับเกษตรกร 8.7 ล้านรายในประเทศ เพราะคือฐานที่มั่นและภาพลักษณ์ของรัฐบาล
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงเศรษฐกิจอื่นๆ การปรับทัพไม่ได้ส่อนัยยะทางการเมืองมากนัก อาจส่งผลบ้างสำหรับภาคเอกชนแต่แน่นอนว่าประเทศเราปล่อยให้เอกชนขับเคลื่อนกันเองมากกว่าจะไปคุมหรือชี้แนะทิศทางเหมือนในอดีต
ผมจึงมองว่านับ 1 สิงหาคม นี้รัฐบาลมีแต่จะช้ำไปเรื่อยๆ เพราะเปิดมาวันแรกของเดือนหน้าศาลรัฐธรรมนูญ นัดวินิจฉัยคดี “พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน” ส.ส. เชียงราย พรรคเพื่อไทย ปฏิบัติหน้าที่รองประธานผู้แทนราษฎรคนที 1 ทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ปมแปรญัตติงบ 69 จึงไม่แน่ว่าการเปิดต้นเดือนด้วยสภาพแบบนี้จะเป็นสัญญาณแรกเตือนกลับไปยังผู้มีอำนาจหรือไม่ เพราะอย่าลืมว่าทุกครั้งที่วางยุทธศาสตร์เคลื่อนขุน สะเทือนไปถึงเบี้ย ลงดาบไม่ดีดาบนั้นอาจคืนสนองกลับในภายหลัง เรื่องนี้ต้องระมัดระวังทั้งสำหรับนายกฯ ว่าการ สั่งการ และรักษาการ

