สะพานแห่งกาลเวลา : ตรวจเลือดหามะเร็ง
วิทยาศาสตร์ต่อสู้กับโรคร้ายอย่างมะเร็งมาช้านาน จนสามารถพัฒนาไม่เพียงแค่วิธีการรักษา แต่ยังรวมไปถึงวิธีการตรวจคัดกรอง เพื่อให้สามารถวินิจฉัยโรคได้ง่ายขึ้น แม่นยำขึ้นและเร็วขึ้นกว่าที่ผ่านมาอีกด้วย
การตรวจคัดกรองผู้ป่วยมะเร็ง มีความสำคัญสูงมาก เพราะข้อเท็จจริงของโรคที่ผ่านๆ มา แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ยิ่งเราสามารถค้นพบได้ว่าป่วยเป็นมะเร็งเร็วเท่าใด โอกาสรอดชีวิตยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น แถมการรักษาอาการป่วยระยะแรกๆ ยังง่ายกว่า และมีประสิทธิภาพกว่าเช่นกัน
วิวัฒนาการล่าสุดว่าด้วยการคัดกรองผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ก็คือ การพัฒนาวิธีการตรวจสอบหามะเร็งด้วยการตรวจเลือด ซึ่งแม้จะมีประสิทธิภาพน้อยกว่าการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีการมาตรฐาน แต่ก็มีข้อดีหลายประการ ตั้งแต่ราคาถูก ทำให้เข้าถึงได้ง่าย แพร่หลายได้มาก ซึ่งส่งผลดีต่อผู้ป่วยและการรักษาในที่สุด
นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาการตรวจคัดกรองผู้ป่วยมะเร็งจากตัวอย่างเลือดได้หลายชนิดแล้ว อาทิ มะเร็งทรวงอก, มะเร็งตับ และมะเร็งช่องท้อง รวมถึงวิธีการตรวจเลือดที่สามารถบ่งชี้ถึงมะเร็งได้หลายชนิด ซึ่งเชื่อว่าในที่สุดก็จะช่วยให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งลดลงได้มากในอนาคต
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ วิธีการตรวจเลือดเพื่อคัดกรองผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ (colon cancer) ซึ่งถือว่าเป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดโรคหนึ่ง ตามสถิติแล้ว มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับ 4 ของจำนวนผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด ที่น่าสนใจก็คือ มะเร็งลำไส้ใหญ่มักตรวจพบช้า คือตรวจพบเมื่อมีปัญหาลุกลามจนไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้แล้ว ทำให้ในบรรดาโรคมะเร็งทั้งหมด มะเร็งชนิดนี้มีอัตราการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 2 เลยทีเดียว
นายแพทย์ วิลเลียม เกรดี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำศูนย์มะเร็ง เฟรด ฮัทชินสัน ในนครซีแอตเติล สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมพัฒนาการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่จากตัวอย่างเลือด ระบุว่า โดยปกติแล้ว ผู้ป่วยมักปฏิเสธการตรวจคัดกรองมะเร็งชนิดนี้ด้วยเหตุผลหลากหลายแตกต่างกันออกไป ทั้งๆ ที่การตรวจคัดกรองแบบมาตรฐาน อย่าง การส่องกล้อง (colonoscopy) ให้ความแม่นยำในการวินิจฉัยสูงมาก บางคนอาจที่จะเข้ารับการตรวจ บางคนกลัวเจ็บ บางคนอาจไม่มีเวลาว่างมากพอที่จะเข้ารับการตรวจ หรือไม่สามารถเข้าถึงบริการตรวจคัดกรองได้
บริษัท การ์แดนท์ เฮลธ์ พัฒนาการตรวจคัดกรองผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการตรวจเลือดมานานแล้ว จนได้รับอนุญาตให้ดำเนินการในเชิงพาณิชย์ในสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี 2022 โดยเรียกว่า ชีลด์ เทสต์ (Shield test) และในที่สุดก็ได้รับความเห็นชอบให้ใช้เป็นส่วนเสริมเพื่อการวินิจฉัย จากองค์การอาหารและยา (เอฟดีเอ) ของสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคมปี 2024 ที่ผ่านมา
ตัวอย่างของการใช้งาน ชีลด์ เทสต์ ที่ประสบผลสำเร็จที่ถูกยกขึ้นมาเป็นกรณีศึกษา ก็คือ กรณีของผู้ป่วยที่ชื่อ จอห์น กอร์มลีย์ ที่เข้ารับการตรวจเลือดซึ่งส่วนหนึ่งถูกใช้เพื่อคัดกรองมะเร็งชนิดนี้เป็นรายแรกๆ เมื่อราวๆ 4 ปีที่ผ่านมา ผลจากการตรวจเลือดครั้งนั้น ระบุว่า กอร์มลีย์เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งได้รับการยืนยันจากการตรวจเพิ่มเติมในเวลาต่อมาด้วยวิธีการส่องกล้องว่า เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 2 ซึ่งหมายความว่า เซลล์มะเร็งได้แพร่กระจายออกไปถึงผนังลำไส้แล้ว แต่ยังไม่ลุกลามไปจนถึงต่อมน้ำเหลือง ซึ่งจะเกิดขึ้นในระยะต่อๆ มา ผลก็คือ กอร์มลีย์สามารถเข้ารับการผ่าตัด เพื่อตัดส่วนที่เป็นเนื้อร้ายออกทิ้งไป และสามารถกลับไปทำงานต่อได้ในอีก 10 วันต่อมา
ชีลด์ เทสต์ ทำงานโดยอาศัยการตรวจหาเศษดีเอ็นเอ ที่จะถูกเซลล์มะเร็งหรือเซลล์ระยะก่อนเกิดมะเร็งที่เรียกว่า อะเดโรแมส (adenomas) ทำหลุด หรือปล่อยออกมาสู่กระแสเลือด นอกจากนั้นยังอาศัยสารเคมีบางกลุ่มที่อยู่กับดีเอ็นเอ ซึ่งเรียกกันว่า เมธิล กรุ๊ป (methyl groups) ที่จะเปลี่ยนไปจากปกติเล็กน้อย ในกรณีที่เกิดมีเซลล์มะเร็งปรากฏขึ้น
ในรายงานผลการวิจัย ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2024 แสดงให้เห็นว่า ชีลด์ เทสต์ สามารถตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้สูงถึง 83 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนผู้เข้ารับการทดลอง ซึ่งได้รับการยืนยันด้วยวิธีการส่องกล้องแล้วว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เกือบ 10,000 คน
อย่างไรก็ตาม ความแม่นยำในระดับดังกล่าว ยังไม่สูงเท่าการตรวจวินิจฉัยด้วยการตรวจอุจจาระ (stool-based tests) ซึ่งอยู่ที่ระดับ 92 เปอร์เซ็นต์ หรือด้วยการส่องกล้อง ซึ่งมีความแม่นยำสูงสุดคือ 95 เปอร์เซ็นต์ ทำให้การตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยมะเร็ง ยังไม่สามารถทดแทนการตรวจวินิจฉัยที่เป็นรูปแบบมาตรฐานทั่วไปได้ ทำได้เพียงแค่เป็นส่วนเสริม หรือเป็นวิธีการคัดกรองอีกรูปแบบหนึ่งก่อนที่จะไปสู่การใช้วิธีการมาตรฐานเพื่อตรวจยืนยันอีกครั้งนั่นเอง
ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

