ปฏิรูปครูทั้งระบบ
นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนล่าสุด ประกาศนโยบายที่ต้องการผลักดันเร่งด่วน ขับเคลื่อนเรื่องวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน และการพัฒนาหลักสูตรให้สอดรับกับโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนการสอนสะเต็มศึกษา เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ “นโยบายใดที่ทำได้และเป็นประโยชน์กับประชาชนก็พร้อมจะสานต่อ แต่มีนโยบายที่อยากเพิ่มเติมโดยเฉพาะการลดภาระครู แก้ปัญหาครูการเงิน ครูพัสดุ เพื่อให้ครูมีเวลาพัฒนางานสอน คืนครูสู่ห้องเรียน ถือเป็นเรื่องแรกที่จะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรม”
ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้โรงเรียนทุกแห่งในสังกัด ลดภาระครูจากเดิมที่จะต้องรายงานโครงการและกิจกรรมมาที่ สพฐ. 114 รายการ ปรับลดลง 52 รายการ เหลือเพียง 62 รายการ มีผลบังคับใช้ในทันที
สานต่อนโยบายของรัฐมนตรีคนก่อน “เรียนดี มีความสุข ลดภาระครู นักเรียน ผู้ปกครอง”
ลดภาระหน้าที่อื่นที่ไม่ใช่ภารกิจหลัก คือ การสอนเพื่อให้ครูมีเวลาอยู่ในห้องเรียนกับนักเรียนมากขึ้น ขณะเดียวกันเอาเวลาไปใช้ในการพัฒนาตัวเองพัฒนาการสอน สนใจติดตามนักเรียนเป็นรายบุคคลได้เพิ่มขึ้น
รวมทั้งการเกลี่ยอัตราครูที่เกินเกณฑ์จากโรงเรียนขนาดเล็กให้มาทำหน้าที่ธุรการ แก้ไขปัญหาขาดแคลนบุคลากร โดยไม่เสียผลประโยชน์ที่ได้รับ
ครับ ติดตามการออกตัวแล้ว น่าดีใจว่าไปถูกทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วางจุดเน้นปักธงไปที่ ครู
อย่างไรก็ตาม ลดภาระครูให้กลับมาทำหน้าที่หลักเป็นเรื่องที่ควรทำทันทีก็จริง แต่ก็ยังไม่พอ เพราะเป็นเพียงแค่มิติเดียว ไม่ครบถ้วนทั้งระบบ ครบวงจร
ถ้าจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ต้องยกเครื่อง ปฏิรูปทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิต การใช้และการพัฒนา ไปด้วยกัน
จับมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยทุกแห่งที่เป็นแหล่งผลิตครู และหน่วยงานผู้ใช้ครูมากที่สุด ก็คือ สพฐ.กระทรวงศึกษาธิการ
รวมถึงการพัฒนาครู ทั้งครูใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษาเข้าสู่วิชาชีพครู และครูเก่าที่ประจำการอยู่ในโรงเรียนทุกแห่ง
คุณครูแหม่มย้ำหนักแน่นว่า ไม่ต้องการทำงานแบบ Top-Down แต่ต้องการการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ฝากให้ ศธ.รับฟังความคิดเห็นของครู ผู้บริหาร และองค์กรต่างๆ เช่น คณะกรรมาธิการการศึกษา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำมาปรับปรุงนโยบายขับเคลื่อนงานการศึกษาในระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาวต่อไป
เข้าทางพอดี ก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการการศึกษา (กมธ.) การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา ที่มีนายกมล รอดคล้าย วุฒิสมาชิก อดีตเลขาธิการสภาการศึกษา อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นประธาน เชิญคณบดีคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ หลายมหาวิทยาลัย มาประชุมหารือแลกเปลี่ยนความเห็น
ที่ประชุมเห็นด้วยกับข้อเสนอในภาพรวมโดยเฉพาะการผลิตครูระบบปิด ขอให้มีการกำหนดสัดส่วนความต้องการของแต่ละสาขาให้ชัดเจน
ขณะเดียวกัน การผลิตครูระบบเปิดก็ยังคงมีอยู่เพื่อเปิดโอกาสให้กับผู้เรียนในท้องถิ่น เพียงแต่อาจต้องมีการกำหนดสัดส่วน เช่น ผลิตครูระบบปิด 30% ส่วนที่เหลือเป็นการผลิตระบบเปิดเช่นเดิม
ตกลงกันว่า ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ตั้งคณะทำงานจัดทำเป็นสมุดปกขาว (whitepaper) ทิศทางการศึกษาไทยที่สังคมคาดหวัง
นั่นว่าด้วยการผลิต
ส่วนด้านการใช้ครูให้เหมาะสม ตรงกับความต้องการ และสภาพปัญหาของโรงเรียนและครู ครูมีความมั่นคงก้าวหน้าในวิชาชีพ แต่งตั้งโยกย้าย เปิดเผย โปร่งใส
ความเป็นไปตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2567 คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ประกาศใช้ระบบการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผ่านระบบดิจิทัล TRS (Teacher Rotation System) เป็นเครื่องมือสำคัญของระบบการใช้ครู อย่างมีธรรมาภิบาล
วางแนวทางปฏิบัติ มีกฎเกณฑ์ กติกา ในการพิจารณาจากหลักฐานผลงาน ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ความประพฤติ เชิงประจักษ์ ยุติธรรม
ระบบนี้เป็นความหวังที่จะลดปัญหาการทุจริตวิ่งเต้น เส้นสาย เรียกรับผลประโยชน์ ซื้อขายตำแหน่ง ครูกินครู
ตามที่ผมลำดับความมา จะพบว่าความเคลื่อนไหวของการปฏิรูปครูเชิงระบบเกิดขึ้นเป็นระยะๆ แต่ยังไม่สามารถทำให้เห็นผลอย่างชัดเจน
เพราะไม่มีเจ้าภาพทำให้เกิดความเชื่อมโยง ผลิต ใช้ พัฒนา อย่างเป็นระบบ
ทั้งๆ ที่ตั้งแต่มี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 เขียนไว้ชัดในหมวด 7 ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา
มาตรา 52 ให้กระทรวงส่งเสริมให้มีระบบ กระบวนการผลิต การพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่เหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง
โดยการกำกับและประสานให้สถาบันที่ทำหน้าที่ผลิตและพัฒนาครู คณาจารย์ รวมทั้งบุคลากรทางการศึกษาให้มีความพร้อมและมีความเข้มแข็งในการเตรียมบุคลากรใหม่และการพัฒนาบุคลากรประจำการอย่างต่อเนื่อง
รัฐเพิ่งจัดสรรงบประมาณและจัดตั้งกองทุนพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาอย่างเพียงพอ
ต่อมารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ก็ปรากฏข้อความทำนองเดียวกันนี้ในหมวดการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา
วันเวลาผ่านมากว่า 25 ปี ถึงวันนี้ บทบัญญัติที่เขียนไว้นี้ ก็เพียงแค่กระดาษ การปฏิบัติไม่เกิดขึ้นจริง
ต้นเหตุจากการเมืองขาดความต่อเนื่อง เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก ต่างฝ่ายต่างทำ วางจุดเน้นไปคนละทิศคนละทาง
หรือไม่ก็ ทำแต่เรื่องที่เป็นเปลือกหรือกระพี้ มากกว่าแก่น นั่นเอง

