ฉากทัศน์ชายแดนไทย-พม่าเมื่อชายแดนไร้ทหารพม่า
ในห้วงที่สังคมไทยให้ความสนใจความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นพิเศษ ชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านด้านอื่นๆ ก็ยังห่างไกลจากคำว่าสงบ พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีความรุนแรงให้เห็นกันต่อเนื่อง พื้นที่ภาคเหนือเผชิญภัยคุกคามที่หนักหนาในรูปของยาเสพติด อันมีแหล่งผลิตทั้งหมดทั่วรัฐฉาน อิทธิพลของว้าแดงที่มีเพิ่มขึ้นชัดเจน ภายใต้การส่งเสริมค้ำจุนจากพญามังกร พื้นที่ชายแดนฝั่งตะวันตกของเราตั้งแต่แม่ฮ่องสอน ตาก ลงมาถึงกาญจนบุรี และราชบุรี ยังมีการสู้รบระหว่างกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ กับกองทัพพม่า มีผู้หนีภัยสงครามเข้ามาในเขตของไทยเรื่อยๆ และยังมีปัญหายอดฮิตอย่างสแกมเซ็นเตอร์ ซึ่งไม่ได้หายไปแบบ 100% ปัจจุบันยังมีคนหลายชาตินับหมื่นคน ทำงานในสแกมเซ็นเตอร์ฝั่งพม่า ยิ่งมีวิกฤตฝั่งกัมพูชา สรรพกำลังทั้งหมดของไทยระดมไปกับการสู้รบกับกัมพูชา ฝีที่ระคายเคืองอยู่ที่พม่าก็เพียงรอวันแตกอีกครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ดี ในห้วงหลายเดือนที่ผ่านมา หน่วยงานความมั่นคงของไทยเองก็เริ่มตื่นตัวที่จะตั้งคำถามว่า หากสถานการณ์ในพม่าเปลี่ยนไป โดยชนกลุ่มน้อยสามารถขับกองทัพพม่าออกจากชายแดนไทย-พม่าได้หมด จะเกิดอะไรขึ้น และไทยควรรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร เพราะกองกำลังของกะเหรี่ยง และคะเรนนี ตลอดแนวฝั่งตะวันตกของไทย ใช้พละกำลังและทรัพยากรทั้งหมดที่มี เพื่อตีฐานทหารออกทั้งหมด ในมุมของหน่วยงานความมั่นคงไทย การยึดฐานทหารพม่า อาจไม่ใช่สัญญาณว่าชนกลุ่มน้อยจะได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด เพราะพม่ายังมีหมัดเด็ดเป็นการทิ้งระเบิดทางอากาศ แม้ศักยภาพของเครื่องบินของรัสเซียที่พม่าใช้จะไม่ได้ดีมากนัก และมักจะทิ้งระเบิดพลาดเป้า แต่เมื่อการโจมตีทางอากาศยังมีอยู่ ก็ยากที่เหตุการณ์จะสงบในระยะยาว และยิ่งยากที่ชนกลุ่มน้อยจะสถาปนาพื้นที่ของตนเองขึ้นมาแบบถาวร
หลายสิบปีหลังพม่าได้เอกราช เกิดการสู้รบระหว่างรัฐบาลกับกองทัพพม่ากับชนกลุ่มน้อยตลอดแนว โดยเฉพาะตามแนวชายแดนไทย ไทยมีนโยบายสนับสนุนชนกลุ่มน้อยเป็น “รัฐกันชน” กับพม่า เพราะในยุคนั้น ชนชั้นนำไทยยังไม่ไว้ใจรัฐบาลพม่ามากนัก และผูกสัมพันธ์กับชนกลุ่มน้อยไว้เพื่อกันไม่ให้อิทธิพลของพม่าลงมาประชิดชายแดนไทย และเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าชายแดน มีผลประโยชน์มหาศาลที่มาในรูปของการค้าไม้ การค้าในตลาดมืด และอื่นๆ ที่ตามมาพร้อมกับชายแดนที่ชนกลุ่มน้อยและรัฐไทยควบคุมได้แทบจะเบ็ดเสร็จ จุดเปลี่ยนของนโยบายรัฐกันชนของไทยเกิดขึ้นราวปี 2544 ในยุคนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เมื่อไทยเปลี่ยนไปใช้นโยบายการต่างประเทศเชิงรุก รวมทั้งฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลพม่าที่ย่างกุ้ง (เมืองหลวงในขณะนั้น) และเข้าไปลงทุนทางเศรษฐกิจกับพม่าโดยตรง มากกว่าเศรษฐกิจและการเมืองแบบ “ไม่เป็นทางการ”
นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้อิทธิพลของไทยกับชนกลุ่มน้อยลดลงไป ในด้านความมั่นคง จริงอยู่ว่า “คนชายแดน” ต้องพูดคุยกันตลอด แต่เมื่อรัฐไทยไม่ยอมรับการมีอยู่ของชนกลุ่มน้อยสักเท่าไหร่ แม้ว่าผู้นำชนกลุ่มน้อยในพม่าจำนวนมาก จะมีธุรกิจและครอบครัวอยู่ในไทย และก็มีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับฝั่งไทย แต่เมื่อนโยบายที่ส่วนกลาง ยังไปในแนวทาง รัฐบาลต่อรัฐบาล (G2G) ได้แก่ รัฐบาลไทยกับรัฐบาลพม่า และไม่มีนโยบายที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการบริหารจัดการชายแดน และกรอบความสัมพันธ์ที่พึงมี ระหว่างรัฐไทยกับชนกลุ่มน้อย ทำให้เมื่อเกิดปัญหาชายแดนขึ้น เช่น การส่งกลับชาวต่างชาติจากสแกมเซ็นเตอร์ในฝั่งรัฐกะเหรี่ยง โดยผ่านไทย หน่วยงานความมั่นคงต้องยึดตามรายชื่อของกระทรวงการต่างประเทศพม่า ไม่สามารถประสานกับกะเหรี่ยงกลุ่มต่างๆ ที่ควบคุมพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น DKBA BGF หรือ KNU ได้โดยตรง เพราะถือว่ากลุ่มเหล่านี้ไม่ได้เป็นรัฐ หากเราจะจัดการปัญหาชายแดนอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เขียนมองว่ารัฐไทย (ทั้งรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคง) ต้องมีกลับเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับชนกลุ่มน้อยอย่างจริงจัง ในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เพราะสถานการณ์ที่คาดการณ์ได้ยากในอนาคต ทำให้ไทยต้องหาเพื่อน และผลักออกจากการทูตแบบทางการ และหันมามียุทธศาสตร์เชิงรุก (active engagement) ที่รอบด้านกับตัวละครที่ไม่ใช่รัฐ (non-state actors) ลดความเหนียมอาย ลดความกลัว และเริ่มวางแผนการทูตพ่วงความมั่นคงแบบใหม่ ที่เข้าหาทุกฝ่ายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของไทยอย่างเข้มแข็ง
การค้าชายแดนเป็นอีกด้านหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสภาวะสงคราม มองอีกด้านหนึ่ง ความขัดแย้งในพม่า ทำให้เศรษฐกิจที่เป็นทางการลดความสำคัญลงไป เพราะเส้นทางการค้าหลักถูกตัดขาด ชนกลุ่มน้อยเจรจากับกองทัพพม่าไม่ลงตัว จนทำให้ถึงจุดนี้ เส้นทางถนนสายเอเชีย AH1 ที่เชื่อมอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เข้ากับรัฐกะเหรี่ยง และตอนในของพม่า ยังไม่สามารถใช้การได้ การเจรจาเพื่อให้ AH1 กลับมาใช้ได้ตามปกติ เป็นไปอย่างทุลักทุเล เพราะรัฐบาลไทยยังไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ว่าจะสื่อสารกับทั้งรัฐบาลพม่า กับชนกลุ่มน้อยอย่างไร เพราะถนนสายนี้อยู่ในพื้นที่ของกองกำลังกะเหรี่ยงหลายฝ่าย รวมทั้งกองกำลัง PDF ของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลพม่า หากจะเจรจาให้เปิด ก็ต้องมีผลประโยชน์ที่ลงตัวกับทุกฝ่าย
ตราบใดที่ไทยยังไม่มียุทธศาสตร์ชายแดนที่ชัดเจน ไม่มีแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ก็จะทำให้การรับมือสถานการณ์ใดๆ เป็นไปเพื่อตั้งรับเสียเป็นส่วนใหญ่
สมการที่จะเปลี่ยนสถานการณ์การเมืองในพม่าในปีหน้า คือการเลือกตั้ง จริงอยู่ว่าทั้งชนกลุ่มน้อยและฝ่ายต่อต้านรัฐบาลพม่า ไม่มีใครสนับสนุนการเลือกตั้งครั้งนี้เลยแม้แต่กลุ่มเดียว เพราะมองว่าจะเป็นเพียงการเลือกตั้งปลอมๆ ที่หาทางลง “สวยๆ” ให้กับผู้นำ SAC และจะฟอกขาวอาชญากรรมที่กองทัพพม่ากระทำต่อประชาชนของตนเอง แต่ผู้เขียนมองว่ายังไงการเลือกตั้งก็จะเกิดขึ้น แม้จะเกิดขึ้นในพื้นที่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งพม่า ประวัติศาสตร์พม่าสอนเราว่า ฉากทัศน์ต่อไปก็จะมีรัฐบาลกึ่งพลเรือนขึ้น โดยมีผู้นำคนใหม่ขึ้นมา แต่ผู้บริหารทั้งหมดจะยังคงเป็นคนในกองทัพพม่า และเครือข่ายนักธุรกิจที่โอบอุ้มกองทัพพม่า และสถานการณ์ก็จะค่อยๆ กลับสู่ “ความเป็นปกติ” มีการสู้รบประปราย และจะมีความพยายามลงนามในข้อตกลงหยุดยิงระหว่างรัฐบาลพม่าชุดใหม่ กับกองกำลังของชนกลุ่มน้อย แต่ตราบใดที่กองกำลังขนาดใหญ่ เช่น KNU ของกะเหรี่ยง AA ของอาระกัน KA และ KNPP ของคะเรนนี รวมทั้งกองกำลังติดอาวุธของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ NUG ไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการหยุดยิง และตราบใด ที่กองทัพพม่ายังคงมีอำนาจแทรกแซงการเมืองอย่างในปัจจุบันก็ยากมากที่พม่าจะกลับสู่สภาวะที่ไม่มีสงคราม
การแก้ปัญหาในพม่าอย่างยั่งยืน ผู้นำทุกฝ่ายต้องกลับไปทบทวนข้อผิดพลาดในอดีต ไม่ทำข้อผิดพลาดเหล่านั้นอีก และมุ่งหน้าสู่การเจรจาด้วยความจริงใจ เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป และไทยเองก็ควรจะเล่นบทบาทเพื่อนบ้านที่ดี ที่ช่วยประสานประโยชน์ เมื่อพม่าสงบ ชายแดนฝั่งตะวันตกและฝั่งเหนือของไทยก็จะค่อยๆ สงบลงด้วยแม้จะไม่ทั้งหมดแต่ก็จะดีขึ้นอย่างแน่นอน
ลลิตา หาญวงษ์

